หอศิลป์เลขเก้าและแผนการใหญ่ที่เกิดจากคำว่า ‘เอาไว้ก่อนแล้วกัน’
เช้าวันแรกของเทอมฤดูร้อน หอศิลป์เลขเก้าไม่เคยเงียบขรึมขนาดนี้มาก่อน แต่เสียงดังสุดกลับมาจากเสียงลมหายใจของนทีมากกว่าคนอื่น เขายืนอยู่หน้าประตูห้อง 309 มือซ้ายถือแก้วกาแฟเย็นที่สั่นเพราะตื่นเต้น มือขวาถือโทรศัพท์ที่เพิ่งส่งอีเมลไปเมื่อสิบนาทีก่อนแล้วไม่เชื่อว่าตัวเองทำไปแล้ว
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!“เออ เอาไว้ก่อนแล้วกัน” นทีพร่ำพูดกับตัวเองเหมือนคาถาเตือนใจ ก่อนหน้าที่เขาจะกดส่งอีเมลนั้นคือความหวาดกลัวต่อคำว่า ‘ปฏิเสธ’ และความหวงแหนอยากเป็นฝ่ายช่วยให้ผู้คนพอใจ ทั้งที่เขาไม่แม้แต่จะรู้วิธีอธิบายผลงานศิลปะอย่างเป็นเรื่องเป็นราว
ประตูลากเปิดออกพร้อมเสียงฝีเท้า ตรงทางเดินมีคนกระเซอะกระเซิงเหมือนพายุเล็กๆ คือแก้ว เพื่อนร่วมห้องของนที ที่ผมม้วนฟู เสื้อยับ และสายตาที่มักจะบอกว่า ‘เออ… ฉันก็ไม่รู้เหมือนกันว่ากำลังทำอะไรอยู่’ แก้วเดินเข้ามา เห็นนทียืนตัวแข็งกับโทรศัพท์ก็ยิ้มมุมปาก
“เช้า นที ดูหน้าตาตื่นเต้นจัง เรื่องอะไร?” แก้วถามเสียงร่า
“ฉัน… ฉันส่งอีเมลไปหาคณะกรรมการรุ่นพี่เรื่องโครงการหอศิลป์กับการประกวดการจัดพื้นที่ชั้นปีน่ะ” นทีตอบ คนตัวเล็กกว่าดูเหมือนจะกลั้นหัวเราะ
“แล้ว?” แก้วเอียงคอ
“ฉันบอกไป… ว่าเธอจะเป็นคนทำผลงานให้หอเรา” นทีบอกเหมือนยอมรับความผิดที่ร้ายแรงกว่าเรื่องที่เขาทำจริง
แก้วเงียบไปครึ่งวินาที ก่อนจะระเบิดหัวเราะเสียงดัง “นี่แก… ส่งจริงเหรอ? ใครบอกให้แกพูดแทนฉันว่าฉันเป็นศิลปินระดับตำนาน?”
“ฉันไม่ได้คิดอะไร ช่วงนั้นรุ่นพี่ส่งคำถามมา ฉันกลัวตอบว่าหอเราไม่มีอะไรจะโชว์ แล้วฉันก็กดส่งไป สรุปคือฉันบอกว่าหอเรามีโปรเจกต์ศิลปะบำบัดกับชุมชน แล้วว่าแกเป็น ‘ศิลปินมีวิสัยทัศน์’” นทีพูดเร็วจนแก้วต้องยกมือขวางปากตัวเองไว้
“โอ้โห… ‘ศิลปินมีวิสัยทัศน์’ ? แล้วแกวาดรูปเหรอแกวาดอะไร?” แก้วถาม ดวงตาเป็นประกายชวนให้หัวเราะทั้งคู่
“แกไม่ใช่คนวาดจริงๆ นี่?!” นทีสบถ
“แน่นอนว่าฉันไม่ได้วาดฉันแค่ชอบ… วาดเส้นตรงยากๆ บ้าง แล้วก็เคยนั่งขีดๆ ตอนเบื่อ” แก้วตอบอย่างคนไม่ใส่ใจ
“แล้วรุ่นพี่จะมาตรวจจริงในสองสัปดาห์!” นทีกุมขมับ “ฉันควรทำยังไงดี? เอาไว้ก่อนแล้วกันไม่เวิร์คแล้วแก้ว”
แก้ววางมือบนไหล่นที “ตรงนี้สนุกนะ แต่แกต้องคิดก่อนว่าถ้าแกบอกไปแล้วมันเกิดขึ้น แกจะทำยังไง?”
“ฉันไม่รู้เลย” นทีพึมพำ แล้วเงียบไป จนแก้วหัวเราะอีกครั้งอย่างไม่หมั่นไส้ “ไม่รู้ก็อย่าทำสิ!”
แต่คำว่า ‘อย่าทำ’ มาจากปากแก้วแบบเกือบแซวๆ และนทีเองไม่มีความสามารถจะปฏิเสธความเห็นแก่คนอื่นตั้งแต่แรก
หอศิลป์เลขเก้ามีประเพณีประหลาดมาตลอด: ทุกปีหอหนึ่งในตึกศิลปะจะถูกเลือกให้จัดนิทรรศการภายในคณะ ผู้ชนะจะได้งบปรับปรุงห้องน้ำและพื้นที่ส่วนกลาง—ของใช้ธรรมดาแต่สำคัญมากสำหรับนักศึกษา โดยเฉพาะหอที่พื้นห้องน้ำเป็นลายคราบน้ำตลอดปี
คณะกรรมการรุ่นพี่คือกลุ่มคนที่อ่านงานศิลปะอย่างจริงจังและชอบเอาชื่อเสียงมาเชื่อมกับผลงานที่เข้าตา พวกเขามักชอบคำใหญ่ๆ เช่น ‘การเชื่อมโยงสาธารณะ’ ‘พื้นที่เปลี่ยนผ่าน’ แล้วก็ ‘ศิลปะเป็นคำตอบ’ ซึ่งทำให้นทียิ่งกลัวการเผชิญหน้าเข้าไปอีก
นทีกับแก้วต่างมีเป้าหมายขัดกันอย่างซับซ้อน—นทีอยากได้คะแนนความพอใจจากรุ่นพี่และงบของหอเพื่อให้มีที่นั่งใหม่ๆ แก้วอยากอยู่สบายและไม่อยากถูกบังคับให้ทำงานเป็นทีม แต่แก้วก็มีความใจกว้างในแบบที่แปลก—เธอยอมรับความท้าทายเมื่อมันฟังดูสนุก
“แผนของแกคืออะไร?” แก้วถาม หลังจากวางถุงขยะบนพื้น ที่เธอเพิ่งเอามาจากห้องครัวรวม
“ฉันคิดจะสร้างแบ็กสตอรี่ว่าแกเป็นศิลปินชนบทที่ใช้วัสดุจากหอพักมาทำงาน แล้วเชิญคนในหอให้มีส่วนร่วม” นทีกลืนน้ำลายดัง “เราจะเรียกมันว่า ‘วัตถุร่วมใจ’ หรืออะไรสักอย่าง”
แก้วยิ้มกว้างและยื่นมือตบไหล่นที “ฟังดูหรู แต่ฉันชอบ เฮ้ย นที เห็นไหม แกมีความคิดสร้างสรรค์แฝงอยู่”
นทีหน้าแดงแต่ยิ้ม—ใบหน้าของเขามีความละอายปนสำรวจ เสียงหัวเราะของแก้วยังคงเป็นฟางเส้นเดียวที่ทำให้เขากดค้างอยู่บนเส้นทางผิด
ระหว่างสองสัปดาห์ที่เหลือ หอศิลป์เลขเก้ากลายเป็นเวทีระเบิดของการวางแผน ทั้งไอเดียใหม่ๆ การปรับพื้นที่ แก้วพยายามไม่เป็นศิลปินเต็มตัว แต่รับบทเป็น ‘แรงบันดาลใจ’ ให้เพื่อนร่วมห้องมาร่วมโปรเจกต์ ทุกอย่างถูกวางให้งอกงามอย่างผิดพลาดแต่มีเสน่ห์
“เราเอาถังขยะเก่ามาทำโคมไฟ แล้วเอาชามซักผ้ามาเป็นฐาน” ไผ่ เพื่อนร่วมห้องอีกคนเสนอ พร้อมชี้ให้ดูสเก็ตช์ที่เหมือนตัวว่าวมากกว่ารถไฟ
“และเราจะให้คนในหอเขียนความลับลงบนกระดาษขยำๆ แล้วใส่ไว้ในโคมไฟ” มะปรางเพื่อนสาขาการละครเสนอตามน้ำ น้ำเสียงจริงจังแต่แววตาแตกประเด็น
“ความลับ?” แก้วถามด้วยน้ำเสียงที่ทำให้ทุกคนยิ้มอย่างลับๆ
“ใช่ ความลับของหอ เราจะห่อมันด้วยศิลปะ” นทียกมือขึ้นเหมือนสะกดให้ทุกคนเชื่อ
งานเวิร์กช็อปเล็กๆ เริ่มมีคนเข้าร่วม มีทั้งคนที่อยากปั้น อยากเขียน อยากแทงใจความ และคนที่อยากอวดว่าเคยทำงานศิลปะมาก่อน ทั้งหมดก่อตัวเป็นชิ้นงานที่ไม่เป็นชิ้นเป็นอัน แต่มีชีวิต
สองคืนก่อนการตรวจ นทียังตื่นเต้นและกังวลจนแทบบ้า แก้วกลับทำเป็นชิลล์และนอนกระจัดกระจายบนเตียงโดยไม่สนใจโลก
“แกจะทำยังไงถ้ารุ่นพี่ถามหาพอร์ตโฟลิโอของแก้วจริงๆ?” นทีถามตอนเที่ยงคืน
แก้วพลิกตัว “เราไม่มีพอร์ตโฟลิโอ แต่เรามีพลังที่จะทำให้คนเชื่อ หรือเราก็ยอมรับว่ามันเป็นงานรวมกลุ่ม”
“เขาอาจจะไม่เข้าใจวิธีคิดของเรา” นทีบอก
“ถ้าเขาไม่เข้าใจ เขาก็แค่ยังไม่เคยเข้าใจเท่านั้น” แก้วพูดแบบปรัชญา “หรือเราจะทำให้เขาเข้าใจโดยการให้เขารู้สึก ถึงตอนนั้นเขาจะไม่ถามคำถามแล้ว แต่จะรู้สึก”
นทีชะงัก เขาชอบคำว่า ‘ให้เขารู้สึก’ แต่ก็รู้สึกหนักที่คำว่า ‘ให้’ นั้นคือความรับผิดชอบที่เขาดึงเข้ามาเอง
เช้าวันตรวจมาถึง คณะกรรมการรุ่นพี่ที่มาพร้อมชุดสูทอำพรางความเหม็นชอบงานศิลปะที่เป็นคำพูด พวกเขาพกสมุดโน้ตและกล้องไมโครโฟนมือถือมาดูความตั้งใจของหอต่างๆ
“ยินดีต้อนรับสู่หอศิลป์เลขเก้า” นทีต้อนรับด้วยรอยยิ้มแข็ง เขารู้สึกเหมือนกำลังสวมหน้ากาก แต่แก้วยืนข้างๆ ด้วยชุดผ้าลินินที่ดูเหมือนไม่ตั้งใจแต่หมดเงินไปเกินตัว
“เล่าให้พวกเราฟังสั้นๆ ได้ไหมว่าผลงานนี้คืออะไร?” หัวหน้าคณะกรรมการถาม ดวงตาคมจ้องมาที่แก้ว
“มันคือพื้นที่สำหรับเก็บความลับของคนทั่วไป แล้วให้ความลับได้เปล่งแสง” แก้วตอบอย่างนิ่ง ประโยคที่ดูเป็นบทความวิชาการแต่แฝงความน่ารัก
“น่าสนใจ แล้วคุณเป็นใครในฐานะศิลปิน?” คณะกรรมการถามตรงมาก จังหวะเวลาหมุนช้าราวกับโหมดสโลว์
นทีกลืนน้ำลาย เขาอยากลุกขึ้นและพูดความจริง แต่ภาพห้องน้ำที่ถูกปรับปรุง เศษวอลล์เปเปอร์ใหม่ และวันที่ไม่ต้องต่อคิวเข้าห้องซักผ้าทำให้เขาครุ่นคิด “ผม… ผมเป็นผู้ประสานงาน” นทีพูดแทนแก้วด้วยน้ำเสียงตื้นตัน
คณะกรรมการพยักหน้า ดูเหมือน ‘ผู้ประสานงาน’ จะเป็นตำแหน่งที่พวกเขาชื่นชมมาก ความจริงคำนี้เป็นส่วนผสมของการโกหกและความจริง—นทีประสานคนจริงๆ แต่เขาไม่รู้สึกดีที่ต้องเป็นคนโกหก
การนำชมดำเนินไป พวกเขาสังเกตโคมไฟจากถังขยะ จดบันทึก และยิ้มในมุมที่ต้องคิดวิเคราะห์มานาน เมื่อถึงมุมที่เป็น ‘มุมความลับ’ พวกเขาหยุดและใช้เวลานานกว่าจุดอื่นๆ
“สิ่งที่คุณทำคือการให้ความเป็นเจ้าของความเปราะบางกลับคืนสู่คนร่วมสังคม” หนึ่งในคณะกรรมการพูด น้ำเสียงจริงจังคือสิ่งที่นทีได้ยินแต่ไม่คาดคิด
“นั่นเป็นคำยกย่องสำหรับความกล้า” อีกคนเสริม
แก้วยิ้มรับคำชมอย่างไม่รู้สึกผิด ทั้งที่นทีรู้สึกผิดจนอยากลุกจากที่ยืนไปสารภาพ
หลังการตรวจเสร็จ นทีกับแก้วกลับมานั่งบนบันไดหอ ทั้งคู่เงียบไปสักพักจนแก้วพูดขึ้น “ดูเหมือนเราจะผ่านไปได้ด้วยดีนะ”
“แค่ผ่านยังไงก็ไม่ควรเป็นแบบนี้” นทีบอกเสียงแผ่ว
“แกไม่ต้องเป็นฮีโร่ทุกคนหรอกนะ นที” แก้วบอก แล้วโอบไหล่นทีเบาๆ นทีถอนหายใจ เขาเริ่มเห็นว่าสิ่งที่เขาทำได้จริงๆ คือการดึงคนมาร่วม ไม่ใช่การแกล้งคนให้เชื่อ
สองคืนต่อมา ข่าวว่า ‘หอศิลป์เลขเก้า’ เป็นหนึ่งในหอที่ถูกเสนอชื่อชิงรางวัลกระจายไปทั่วคณะ นักศึกษาหลายคนมาถามนทีว่าแก้วมีการแสดงเดี่ยวเมื่อไร ต้องการพอร์ตโฟลิโอที่ไหน อีกทั้งยังมีนักข่าวนศ.ที่เขียนคอลัมน์วิจารณ์ศิลปะติดต่อมาขอสัมภาษณ์
“แกต้องให้สัมภาษณ์ได้ไหม?” มะปรางวิ่งมาหานทีพร้อมหน้าใจจดใจจ่อ
“เราไม่มีทางเลือก” นทีตอบแล้วหยุด “ฉันต้องบอกความจริงว่าสุดท้ายแล้วนี่คือ ‘งานร่วม’ ของพวกเราทั้งหอ”
มะปรางทำหน้าเหมือนมีแผนลับ “นั่นแหละดีแล้ว ประกาศว่าเราเป็นคอลเล็กทีฟ นี่คือหัวใจของงานสมัยใหม่”
“แต่ฉันเริ่มแบบโกหกนะ” นทีเผชิญหน้ากับความจริงที่เริ่มขม
“แล้วไงล่ะ” มะปรางพูดอย่างหนักแน่น “เรายังทำงานด้วยกัน ซึ่งมันจริง ฉันเชื่อว่าคนจะเข้าใจ แค่แกออกมาพูดก็พอ”
คำพูดของมะปรางเป็นประกายเล็กๆ ที่ทำให้นทีรู้สึกกล้าขึ้น ถึงแม้ใจเขาจะเต้นแรงเหมือนไทม์บอมบ์ แต่คำว่า ‘ออกมาพูด’ เป็นสิ่งที่เขาต้องฝึก
คืนนั้นนทีตัดสินใจเปิดช่องสัมภาษณ์เล็กๆ ของหอ เขาแต่งตัวเรียบร้อย พูดชัด แต่เสียงยังสั่น “ผลงานทั้งหมดนี้เกิดขึ้นเพราะคนในหอ ทุกคนมีส่วนร่วม ไม่มีใครคนเดียวที่เป็นศิลปิน”
คลิปสั้นๆ นั้นถูกแชร์ในกลุ่มนักศึกษา และทำให้คนเริ่มกลับมาหาแก้วพร้อมคำถามที่นุ่มนวลมากขึ้น ทุกคนดูเหมือนจะยินดีมากกว่าต้องการจะจับผิด
ช่วงเวลาระหว่างการประกาศรางวัล หอศิลป์เลขเก้ามีความตึงเครียดมากกว่าปกติ นทีนั่งข้างแก้ว มือของเขาจับมือเธอโดยไม่รู้ตัว ทั้งคู่ต่างสูดหายใจพร้อมกัน
“ผมอยากจะขอโทษ” นทีพูดก่อนประกาศผล เสียงเขาแน่นขึ้น “ผมเริ่มด้วยการโกหก แต่สิ่งที่ตามมาคือหัวใจของคนที่เข้าร่วม ผมขอให้ทุกคนที่มีส่วนร่วมขึ้นมาบนเวทีด้วยกันได้ไหม?”
ผู้คนในหอตะลึง แต่เมื่อตระหนักว่านี่คือคำเชิญ พวกเขาก็ลุกขึ้นและขึ้นมาบนเวทีทีละคน แต่ละคนพูดเพียงประโยคสั้นๆ ถึงเหตุผลที่เข้าร่วม บางคนหัวเราะ บางคนร้องไห้ แต่ทั้งหมดเป็นของจริง
คณะกรรมการยืนอยู่ห่างๆ และจ้องดู โดยไม่พูดมาก เมื่อถึงเวลาประกาศผล พวกเขาไม่เพียงแต่ชมเชยงาน แต่ยังชื่นชมความกล้าของนทีที่ออกมายอมรับความจริงตรงหน้าเวที
“เราให้รางวัลการมีส่วนร่วมและความคิดเชิงสังคม” หัวหน้าคณะกรรมการพูด พร้อมส่งโล่ให้หอศิลป์เลขเก้า “และเราขอชมเชยผู้ประสานงาน ผู้นำที่ทำให้คนจำนวนมากมารวมตัวกัน—ถึงแม้จะเริ่มจากความบังเอิญ”
เสียงปรบมือลั่นหอ ทุกคนรอยยิ้มกว้าง นทียืนด้วยความอึ้ง—a cocktail of pride and shame—แต่คราวนี้ความรู้สึกผิดไม่ได้ฝังลึกมากเท่าที่เคย
หลังงานจบ แก้วพุ่งมากอดนทีอย่างแรง “ฉันภูมิใจในตัวแกนะ นที” เธอบอกเสียงสั่นราวกับไม่แพ้ใคร
“ขอบคุณที่ไม่ตบฉัน” นทีตอบแล้วหัวเราะ ทั้งคู่ยืนกอดท่ามกลางแสงไฟที่สว่างจากโคมที่พวกเขาทำเอง
คืนหลังงาน นทีนั่งบนดาดฟ้าหอ มองดวงดาวเหมือนเขามองคำตอบสุดท้ายในชีวิตของตัวเอง มะปรางนั่งลงข้างๆ แล้ววางมือบนหัวนทีเล่นๆ
“ฉันคิดว่าแกโตขึ้นนะ” มะปรางพูด “ไม่ใช่แค่การยอมรับความผิด แต่แกเลือกที่จะรับผิดชอบ”
นทีถอนหายใจ “ฉันกลัวตลอดว่าการเอ่ยความจริงจะทำให้คนอื่นผิดหวัง แต่จริงๆ แล้วมันทำให้เราได้สิ่งที่ดีกว่า”
มะปรางมองเขา “เชื่อไหมว่าคนเราโตขึ้นก็ต่อเมื่อยอมให้คนอื่นเห็นความไม่สมบูรณ์ของเรา”
นทีคำนึงคำพูดนั้น นึกถึงแก้วเพื่อนปั่นที่แท้จริงซึ่งไม่เคยอยากเป็นใครนอกจากตัวเอง และนทีรู้สึกว่าตัวเองไม่ต้องพึ่ง ‘เอาไว้ก่อนแล้วกัน’ อีกต่อไป
ฤดูร้อนของปีนั้นจบลงด้วยการที่หอได้รับงบปรับปรุงส่วนกลางจริง แต่สิ่งที่นทีและเพื่อนๆได้ไม่ใช่แค่เก้าอี้ใหม่ แต่เป็นความเชื่อใจที่แข็งแรงกว่าเดิม
เวลาผ่านไป นทีเริ่มพูดตรงมากขึ้น เขายอมปฏิเสธเมื่อไม่สามารถทำ และยอมรับเมื่อเขาทำผิด ช่วงเวลานั้นเขาเรียนรู้ว่าการยอมรับว่าเราไม่รู้บางสิ่งเป็นจุดเริ่มต้นของการเรียนรู้
แก้วกลับไปเป็นแก้ว—ไม่ใช่ศิลปินตำนาน แต่เป็นคนที่ทำงานศิลปะอย่างขำขันและจริงใจ คนในหอเรียกเธอว่า ‘แรงบันดาลใจที่ไม่ตั้งใจ’ และเธอก็ชอบชื่อนั้น
ไผ่กับมะปรางกลายเป็นทีมออกแบบพื้นที่สาธารณะ และพวกเขายังคงทำโคมไฟจากถังขยะเป็นนิทรรศการเล็กๆ ตามมุมหอ ส่วนคณะกรรมการรุ่นพี่ยังคงพากเพียรตามหาคำพูดใหม่ๆ มาใส่ในแบบฟอร์มประเมิน แต่คราวนี้พวกเขามองหาสิ่งที่เป็นจริงมากกว่าจะมองหาคำใหญ่ๆ
เดือนถัดมา นทีกลับมานั่งที่บันไดห้อง 309 เขารู้สึกอุ่นใจเมื่อเห็นโคมไฟของหอส่องแสงเล็กๆ ในกึ่งมืด ทั้งเหมือนกำลังยืนยันว่าเรื่องที่เริ่มจากการโกหกเล็กๆ สามารถโตเป็นบางสิ่งที่จริงและงดงามได้—ถ้ามีความยินดีที่จะยอมรับและแก้ไข
คืนหนึ่งแก้วมองนที “เราเคยเริ่มด้วยคำว่า ‘เอาไว้ก่อน’ นะ” เธอพูด
“ใช่ แล้วตอนนี้เราเปลี่ยนเป็นคำว่า ‘ลงมือแล้ว’” นทีตอบ ทั้งคู่ยิ้มให้กันเป็นคำปิดฉากที่ไม่จำเป็นต้องโอ้อวด
เรื่องราวของหอศิลป์เลขเก้าจบลงด้วยภาพของคนหนุ่มสาวที่นั่งล้อมวงคุยกัน โคมไฟส่องแสงอบอุ่น และเสียงหัวเราะที่ไม่ต้องมีมุกล่อเพื่อเรียก คนผิดพลาดได้ยอมรับ คนแพ้ได้เรียนรู้ และคนชนะก็ไม่ได้เป็นคนเดียวที่ได้รับรางวัล
นทีไม่ใช่คนสมบูรณ์แบบ เขายังคงขี้อาย มีความกลัว แต่เขาไม่กลัวการยอมรับอีกต่อไป และนั่นเป็นการเติบโตที่อบอุ่นกว่ารางวัลใดๆ
ตอนจบ นทีเดินออกไปจากหอในเช้าวันหนึ่ง แสงแดดอ่อนๆ สาดลงมาที่โคมไฟ พลางคิดว่าอาจมีวันหนึ่งเขาจะบอกใครสักคนว่าเขาเริ่มด้วยคำโกหก แต่คำโกหกนั้นนำเขามาพบกับคนที่พร้อมจะเชื่อใจและทำงานร่วมกันได้ นี่อาจไม่ใช่วิธีที่เพอร์เฟ็กต์ แต่สำหรับเขา มันคือบทเรียนที่เขาเลือกยอมรับ และพร้อมจะใช้มันเป็นหมุดหมายให้เติบโตต่อไป
📖 อ่านเรื่องสั้น นิยาย และการ์ตูนฟรี
https://taleplotter.com
🌐 ติดตามผลงานและเว็บไซต์ในเครือ
📖 นิยายและการ์ตูน
https://taleplotter.com
🛒 ไอเดียสินค้าและรีวิว
https://theideaofproducts.com
🍳 สูตรอาหาร
https://dinnerstudio.net
📚 บทเรียนคณิตศาสตร์
https://infinitytutor.org
🎨 สินค้า POD และงานออกแบบ
🛍️ Redbubble
https://grafititee.redbubble.com
👕 TeePublic
https://tee.pub/lic/Grafititee
✨ ขอบคุณที่ติดตามและสนับสนุนผลงานครับ
Tags: ตลกมหาวิทยาลัย, หอพัก, มิตรภาพ, การโกหกบานปลาย, ฟีลกู๊ด, Coming of Age