พรานในสายหมอก
แสงแรกของเช้าวันนั้น สายหมอกขาวลอยต่ำคลุมหุบเขาไซบีนอย่างแน่นหนาราวกับจะไม่ยอมให้ใครลอดผ่านเข้าออก หมอกปกคลุมเนินหญ้าสีอ่อน เบื้องหลังแนวเขียวทึบของต้นสน นักเดินทางชายคนหนึ่งยืนเก้ ๆ กัง ๆ อยู่ตรงริมถนนลูกรัง มือข้างหนึ่งกำกล้องถ่ายภาพรุ่นเก่าคล้ายอาวุธ ส่วนใบหน้าซีดจากการนอนไม่หลับมาหลายคืน
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!“เฮ้ คุณมาจากไหน?” เสียงแก่ ๆ ดังขึ้นจากซ้าย เสียงนั้นห้วนแต่ไม่รุกราน คนพูดคือชายวัยกลางคน ผิวขาวหม่น มือมีลายนิ้วขรุขระ ในมือถือขวดน้ำ ใส่หมวกหนังใบเก่าจนดูเหมือนไม่มีเจ้าของ นักถ่ายภาพเงยหน้าขึ้น พยายามรวบรวมเสียง “ผมชื่อเสือครับ ตั้งใจจะถ่ายภาพสารคดีหมู่บ้านนี้” แววตาเขาไม่กล้าจ้องตอบตรง ๆ เหมือนหวั่นเกรงบางสิ่ง
ลุงแก่เหลือบดูนามบัตรจากกล้องสักพักก่อนพยักหน้า “เสือ? ที่มานอนข้างบ่อน้ำเมื่อคืนวานเหรอ เห็นพระจันทร์เต็มดวงดีนักล่ะสิ”
เสือยิ้มแห้ง ๆ รู้สึกเขินพลางเดินตามชายแก่มายังทางเดินแคบที่หายลับเข้าในหมอก ชายชรากระซิบเบา ๆ ขณะก้มเก็บกิ่งไม้แห้งจากพื้น “ระวังนะ ที่นี่มันมีบางอย่างในหมอก คนข้างนอกเขาว่าอะไรก็ว่ากันไป แต่พวกที่อยู่ที่นี่จะรู้ดี—อย่าวางใจถนนก่อนถึงกลางหมู่บ้านเด็ดขาด”
เสียงเท้าของสองคนขูดกับหินกรวดในเช้าวันนั้น กำแพงไม้และเรือนหลังเล็ก ๆ ค่อย ๆ ปรากฏผ่านม่านหมอก หญิงวัยกลางคนในชุดผ้าฝ้ายสีเทายืนดูนักเดินทางเข้ามา ริมฝีปากขยับเป็นรอยยิ้มและเค้นเสียงถามว่า “จะมานานไหมล่ะพ่อหนุ่ม สารคดีมันถ่ายแค่ไหนถึงจะพอ?”
เสือหันมอง เงียบไปแวบนึงก่อนจะตอบติดขัด “ยังไม่ทราบเลยครับ จริง ๆ ก็…จะขอมาเก็บภาพวิถีชีวิต—ถ้ามันสะดวกนะครับ” คำพูดเขาดูพลุ่งพล่านปนระวังตัว หญิงเจ้าของบ้านที่ชื่อยายปรางหัวเราะแห้ง ๆ แล้วพาเสือเข้าไปนั่งในครัวแคบ ๆ
กลิ่นน้ำซุปต้มจืด ๆ กลิ่นข้าวสวยใหม่และเสียงกาต้มน้ำดังใส่หู เสือควักกล้องขึ้นจากกระเป๋า คำถามเรียบ ๆ ลอยข้ามโต๊ะ “ที่นี่มีใครให้สัมภาษณ์บ้างไหมครับ ผมตั้งใจจะเล่าเรื่องคนในชุมชน อยากฟังจากใจจริง”
ยายปรางเงียบไปเสี้ยววินาที กวาดสายตาเหมือนชั่งใจบางอย่าง ก่อนจะผงกหัวเรียกเด็กหญิงวิ่งเข้าห้องมา เด็กหญิงอายุราวแปดขวบ ผมดำขลับ ตาเรียวหม่นวิ่งหน้าตื่น นามว่าโสน โสนชำเลืองมองเสือแบบลังเล นั่งเกร็งข้างยายปราง มือกำชายผ้าจนแน่น
“คุณลุงเขาจะมาขอนอนที่นี่สักวันสองวันนะ จะเล่าเรื่องอะไรให้เขาฟังได้ไหมลูก” ยายปรางพูดเสียงนิ่ง เสือยิ้มเจื่อนพยายามลดความเกร็ง “ผมไม่รีบหรอกครับ แค่ถ้ามีเรื่องเล่าสนุก ๆ ช่วยบอกผมด้วย”
โสนมองเสือ พึมพำเสียงเบาราวกับไม่ตั้งใจให้ใครได้ยิน “ที่นี่มีผีค่ะ ผีในสายหมอก ตากับยายเคยเสียลูกเพราะมัน” เสือลอบกลืนน้ำลาย อารมณ์บางอย่างเริ่มอึมครึมขึ้นโดยไม่รู้ตัว
มื้อเช้าวันนั้นผ่านไป เงียบกว่าบ้านอื่น ๆ ที่เสือเคยไป ถ้าไม่ติดว่ามีเสียงนกเขาฮูกบนต้นสนริมหมู่บ้าน กับเสียงรถไถคันหนึ่งแล่นหายไปกลางหมอก เมืองนี้ไม่ต่างจากเมืองร้างเท่าไหร่นัก
กลางวัน หมอกบางลง เสือออกเดินตามทางถ่ายภาพ วิถีชีวิตคนแก่ นักเรียนประถมเดินไปโรงเรียน โสนเกาะแขนยาย ยายปรางคอยเหลียวหลังบ่อย ๆ ราวกับกลัวอะไรบางอย่าง เสือพยายามเริ่มต้นบทสนทนา
“หนูโสน ชอบอยู่ที่นี่ไหมครับ”
เด็กหญิงเม้มปากไปนานก่อนตอบเบา ๆ “อยากออกไปข้างนอกค่ะ แต่ยายกับตาบอกว่าห้าม”
เสือชะงัก หันกลับไปสบตายายปรางซึ่งคล้ายจะสังเกตความอยากรู้อยากเห็นในแววตาเขาได้ ยายปรางพูดกลบเสียงหวาดระแวง “เด็กที่นี่ห้ามเข้าไปในหมอกสาย ๆ ถ้าอยากฟังเหตุผล ก็คงต้องรอให้ได้รู้เอง”
เสือลอบสูดหายใจ มือสั่นเล็กน้อยขณะหยิบกล้องขึ้นกดถ่าย รูปภาพปรากฏออกมาเบลอ ๆ เหมือนมีเงาเด็กเล็กข้างหลัง
คืนนั้น สายหมอกคลุมหมู่บ้านจนหนาแน่นแปลกประหลาด ไฟกะพริบในบ้านแต่ละหลัง คนส่วนใหญ่เก็บตัว เสือเหลือบมองออกนอกหน้าต่าง เห็นเงาเลือน ๆ ของเด็กคนหนึ่งเดินข้ามลานบ้านไปแล้วหายลับในหมอก
เขารีบคว้ากล้องกับไฟฉายออกวิ่งตามสัญชาตญาณ ปลายสายตาเห็นโสนกำลังเดินตรงข้ามฝั่งถนน เสียงของยายปรางตะโกนเรียกจนแสบหู “โสน! กลับบ้านเดี๋ยวนี้!”
เสียงฝีเท้าของเสือดังขึ้นเรื่อย ๆ วิ่งผ่านรั้วไม้ ลอดผ่านหมอกที่เย็นจัดจนเสื้อกันหนาวบาง ๆ เอาไม่อยู่ ภาพเด็กผู้หญิงเดินลับเข้าไปในป่า เสือยืนมึนงง รู้สึกบางอย่างผิดปกติ เขาตะโกนเรียก “หนูโสน!” ไม่มีเสียงตอบ นอกจากเสียงลมหายใจตนเองและเสียงหมอกครึ้มแปร่งประหลาด
ทันใดนั้น เสียงกล้องถูกกระชากจากหลัง เสือหันกลับไปเจอกลุ่มชายฉกรรจ์สามสี่คน ใครบางคนกลิ้งไฟฉายเขาตกพื้น กระแทกเข้าที่หัวอย่างจัง เขามืดฟุบหมดสติทันที
แสงไฟพร่า ๆ ส่องเข้าตา เสือลืมตาขึ้นพบว่าตัวเองถูกรัดด้วยเชือก เหล่าชาวบ้านยืนล้อมรอบ หมอกเคลื่อนคล้อยอยู่ภายนอก ทุกสายตาเต็มไปด้วยความเคลือบแคลง
ชายร่างสูงเสียงเข้มพูดขึ้น “เราเห็นแกวิ่งตามเด็กผู้หญิงเข้าไปในหมอก แกต้องเกี่ยวข้องกับเด็กที่เคยหายไปก่อนหน้านี้แน่!”
เสือขัดขืน สีหน้าตื่นกลัว “เปล่านะครับ ผมแค่จะช่วย ทำไมจะต้องทำลายชื่อเสียงผมแบบนี้!”
ผู้หญิงเจ้าของบ้านหนึ่งถอนหายใจ “พอได้แล้ว ทุกปีเด็กต้องหายเข้าสายหมอก เด็กไม่มีวันกลับ ตำรวจก็ไม่เคยหาคนร้าย” เสียงนั้นสะท้อนความเหน็ดเหนื่อยในใจ
เสือลอบมองใบหน้านิ่งของยายปรางกับตาหนึ่ง เด็กหญิงโสนหายไปในหมอกจริง ๆ เขากัดฟันแน่น ทั้งที่ไม่เข้าใจเหตุผลแต่ต้องรับผิดแทนทุกอย่าง
หลังจากถกเถียงกันนาน ลุงชราที่พาเสือเข้าหมู่บ้านมากระซิบ “ต้องพิสูจน์ตัวเอง ถ้าหาโสนไม่เจอ จะโทษแกไม่ได้” เสือก้มหน้าอย่างสิ้นหวัง
รุ่งเช้า เขาถูกปลดเชือก และมีชายสองคนเฝ้าเดินประกบออกตามหาโสนในหมอก ป่าสนยามฟ้าหม่นมืดลึกขึ้นทุกก้าวแต่เสือยังคงเดินหน้า แม้ร่างกายเหนื่อยล้าก็ไม่ยอมแพ้
เสียงกระซิบคล้ายเสียงเด็กดังแว่วมาจากเบื้องลึกของหมอก เขาหยุดนิ่งเพ่งฟัง ชายคนหนึ่งกระซิบถาม “มีอะไรเหรอ เสือ?” เสือไม่ตอบ เขาตามเสียงนั้นไปเรื่อย ๆ
ในที่สุด ทั้งสามมาถึงลานหญ้าโล่งแห่งหนึ่งกลางป่า ที่นั่นมีรองเท้าเด็กคู่เล็กวางอยู่ เสือก้มลงหยิบด้วยมือสั่น ใจเต้นรัวอย่างหวาดกลัว
แต่ทันใดนั้น เด็กหญิงโสนโผล่ออกมาจากหลังต้นไม้ ดวงตาเจื่อน เธอสะอื้นเบา ๆ “ช่วยพาหนูออกไปที…ที่นี่ น่ากลัว…”
เสียงกู่ของหมอกกลับเงียบสนิทเหมือนกำลังฟังเหตุการณ์ เสือเอื้อมมือจับแขนเด็กหญิง ส่วนชายประกบพยักหน้ารับกันรีบพาโสนวิ่งกลับหมู่บ้าน
ระหว่างทาง หมอกล่องหนเข้ามาชิดติดตัวจนมองไม่เห็นหน้ากัน เสียงสาวน้อยสั่นเครือ “หนูได้ยินเสียงเด็กคนอื่น ๆ เรียกอยู่ข้างใน ตากับยายเคยหายเข้าไปไหม?” เสือหลบสายตา ไม่ตอบ มือแน่นขณะนำทางฝ่าหมอก
สุดท้าย กลุ่มของเสือ ฝ่าออกจากสายหมอกได้ โสนปลอดภัย คนในหมู่บ้านต่างล้อมต้อนรับน้ำตาคลอ เสือยื่นรองเท้าคู่เล็กส่งคืนโสน ยายปรางเข้ากอดเด็กหญิงแน่น โสนกอดเสือ เสียงร้องอย่างโล่งใจดังก้องในครัวเก่า ๆ
ค่ำนั้น ชาวบ้านนั่งล้อมวงอยู่รอบกองไฟ เสือกล้าถามตรง ๆ ถึงตำนานในหมอก เด็กหญิงคนหนึ่งตอบแผ่วเบา “เขาว่าหมอกต้องการใครบูชายัญทุกปี ใครหนีรอดได้ก็ต้องทิ้งบางอย่างไว้ หลายคนไม่เคยฟื้น ฟังเสียงเรียกเมื่ออยู่กลางหมอก จะไม่ได้กลับมา”
เสือนิ่งเงียบ นั่งคิดถึงอดีต—คืนที่เขาเคยสูญเสียลูกสาวจากอุบัติเหตุ เพราะความประมาท ขณะจับกล้องมือสั่น เขาตัดสินใจหยิบกล้องขึ้นประจันหน้าสายหมอก
รุ่งสาง หมอกจางลง เสือยืนอยู่หน้าขอบป่า กล้องในมือ ถ่ายภาพสุดท้าย สุดท้ายเขายกกล้องไปฝากไว้ที่หน้าศาลพระภูมิกลางหมู่บ้าน
เขากลับเข้าไปหายายปรางและโสน โสนถามเสียงสั่น “พี่เสือจะไปไหน ต่อไปนี้คงไม่กลับมาอีกเหรอคะ” เสือยิ้มจาง ๆ มองตาโสน “พี่ทิ้งของสำคัญไว้ให้ตรงนั้นแล้ว พอดีแล้ว…”
หมอกเริ่มถอยห่างทีละน้อย แสงอาทิตย์ใหม่ส่องประกาย เสือเดินจากไปพร้อมรอยแผลที่เริ่มเปลี่ยนแปรภายในหัวใจ โสนโบกมือร่ำลา เสียงกระซิบจากสายหมอกในป่าค่อย ๆ เบาและจางหายพร้อมกับจิตใจของพรานที่ได้เรียนรู้จะปล่อยวาง
ชายเดินผ่านขอบหุบเขาไปสู่ถนนสายเล็ก ขณะที่สายหมอกเบื้องหลังยังคงเฝ้ารอทุกวิญญาณ—รวมถึงพรานผู้หลงทางในหัวใจของตัวเอง