ฟ้าแลบกลางเวหา
เสียงฟ้าผ่ากึกก้องสั่นสะเทือนไปทั่วโถงกระจกใส ราวกับท้องฟ้าเหนือสถานีวิจัยลอยฟ้ากำลังคำรามด้วยความโกรธ พายุหมุนขาวตวัดปลายปล่อยประกายไฟวิ่งไปตามพื้นผิวโดม ทุกคนหยุดนิ่งในวินาทีนั้น “อีกแล้ว!” เสียง‘ขวัญ’เด็กหญิงวัยสิบสี่ปี ลูกสาวคนเดียวของ‘ปิติ’นักฟิสิกส์อากาศหนุ่มใหญ่วัยสี่สิบต้น ฝ่าเข้ามาพร้อมรองเท้าผ้าใบสีขาวด่าง เขาเบือนหน้าหนีการประจันหน้าของขวัญ พลางถอนใจแผ่วเบา “ขวัญหยุดออกไปข้างนอกตอนพายุรึยัง?” ขวัญไม่ตอบ เธอยืนเกร็ง บนใบหน้ามีรอยสักเกลียวเมฆสีฟ้าบางจางขีดไว้ใต้ตาซ้าย ให้เอื้อมมือไปแตะ กระแสไฟในโดมช็อตเบา ๆ ขวัญสบตาพ่อเล็กน้อย ก่อนจะหันไปหาผู้หญิงวัยกลางคน‘ณัชชา’แม่ของขวัญและภรรยาปิติ “ไม่ต้องกลัวลูก เดี๋ยวแม่อยู่ด้วย” ณัชชาสวมเสื้อกาวน์เปื้อนรอยวาดกราฟเธอเอื้อมมือมากอดลูกสาวไว้แน่น เสียงขวัญเบาแต่กระด้าง “หนูอยากเห็นสายฟ้าใกล้ ๆ” ปิติขบฟันแน่น “มันอันตราย ขวัญจะไม่เข้าใจหรอก” เขาเดินตามไปสองก้าว ร่างสั่นเล็กน้อยด้วยความกังวล เก็บความผิดหวังไว้ในใจ ลมพัดแรงขึ้นจนกระจกโดมสั่นไหว น้ำค้างหยอดลงมาทีละหยด เสียงเตือนจากห้องวิจัยดังแทรกขึ้น “แจ้งเตือน ระดับพายุถึงขั้นสีแดง” ณัชชาเบรกทันที “ตกลงตั้งใจจะออกไปจริง ๆ หรือขวัญ” ขวัญหลบตา “ก็…ถ้าไม่ออกไป ตอนนี้หนูก็จะไม่รู้อะไรทั้งสิ้น…”
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!ณัชชามองหน้าปิติ หัวใจของเธอรู้ดีว่าทั้งสามคนกำลังห่างกันในสถานีที่ล้อมด้วยเมฆขาวนี้ นับแต่วันแรกที่โครงการย้ายครอบครัวขึ้นมายังสถานีนี้ ความระหองระแหงเริ่มกัดกิน ทุกการสื่อสารกับโลกเบื้องล่างถูกขัดขวางด้วยพายุฟ้าแลบ “ถ้าขวัญอยากไปดู พ่อไปด้วยจะได้ไหม” ปิติพูดช้า ๆ ราวกับกลัวความไม่เข้าใจ ลูกสาวชะงักแต่ก็ไม่ปฏิเสธ “แล้วแต่นะ…” ขวัญเสียงแข็งก่อนหันกลับไปคว้ากล้องถ่ายรูป เปลี่ยนเป็นน้ำเสียงกระทบกระเทียบ “พ่อไม่กลัวซ้ำรอยปีที่แล้วเหรอ?” คำถามปักแทง ปิติเงียบไปครู่หนึ่ง มือสั่นช้า ๆ ณัชชายืนขวางระหว่างทั้งสอง “ทุกคน…หยุดทะเลาะกันเถอะนะ จะแตกต่างกันแค่ไหนก็ต้องอยู่ด้วยกัน…มันไม่เหลืออะไรอีกแล้ว มีแต่พวกเรา” เสียงคำรามของฟ้าผ่าทำเอาขวัญนิ่งงัน สองมือโอบกล้องแน่นขึ้น ปิติเดินเข้าใกล้ ขวัญเซถอยห่าง เสียงเตือนดังขึ้นอีก “ตกลงจะเข้าโซนฟ้าผ่าสายฟ้าหรือไม่?”
เวลาเดินเนิบช้าในห้องประชุมกลาง รูปถ่ายครอบครัวบนโต๊ะไหวตามแรงสั่นสะเทือน ขวัญเม้มปากแน่น “ไปกันตอนนี้เลย!” เธอผลักประตูโดมพลาสติก เปิดออกสู่อุโมงค์ลอยฟ้าที่หมอกขาวหนา กลิ่นไฟฟ้ากระแสเจือปนในอากาศ ขวัญออกนำ ปิติเดินตามหลังใกล้ ๆ ณัชชาเดินประกบ ซุกมือไว้ในกระเป๋าเสื้อกาวน์ “ขวัญจะถ่ายรูปไปทำไม? จะไปเสี่ยงกับอะไรแบบนี้ทำไม?” ปิติถามเสียงต่ำ ขวัญไม่ตอบในทันที เธอก้มดูรูปถ่ายพายุก่อนหน้า พลันเสียงแปร่งขาด… “ทุกคนต่างก็กลัวสายฟ้า แต่ไม่มีใครอยากรู้ว่ามันเกิดขึ้นเพราะอะไร พ่อก็แค่กลัวจะสูญเสียอีกครั้งใช่ไหม?”
ณัชชาหันไปมองปิติ ยามสายฟ้าฟาดลงพื้นใกล้ท่อนหนึ่ง เห็นมือข้างหนึ่งสั่นเทา ปิติหลบตา “ทุกอย่างต้องปลอดภัยไว้ก่อน” เขาเสียงสั่นเครือ ขวัญหัวเราะเยาะ “แต่บางทีถ้าไม่กล้าเสี่ยง เราก็จะไม่ได้เข้าใจบางอย่างเลย” ประโยคนี้ทิ้งค้างในสายลม ละอองน้ำลอยฟุ้ง ณัชชาเอื้อมมือมาจับแขนลูกสาวไว้ รอยกังวลฉายชัดบนใบหน้า
สายฟ้าฟาดเส้นใหญ่ลงตรงระเบียงแก้ว ใต้ฝ่าเท้าทั้งสาม คนทั้งสามหยุดชะงัก โดนแรงสั่นสะเทือนเหวี่ยงไปแนบกำแพง พลาสติกร้าวกระจายเป็นใยแมงมุม ขวัญล้มลง กล้องหล่นกระแทก ณัชชารีบช่วยพยุงลูกสาว ปิติวางมือบนไหล่ขวัญ “โอเคไหม?” ขวัญเบิกตาโต น้ำตาซึม “กล้องหนู…” เธอหยิบกล้องขึ้นมา กระจกแตก ภาพที่ถ่ายมาเลือนหาย
สิ้นเสียงอันตรกิริยา ปิติชั่งใจ เขานิ่งอึ้งไปกับคำของขวัญ บาดแผลใจปีก่อนย้อนคืนมา สายฟ้าทำให้เขาสูญเสียพ่อของตัวเองในโครงการต้นแบบ เขาฝังความรู้สึกผิดไว้ลึกข้างในมาตลอด ขวัญมองหน้าพ่อ “หนูขอโทษ” เสียงเบาหวิว ปิติส่ายหัว “ไม่…ต้องขอโทษพ่อ” เสียงฟ้าผ่าเปรี้ยงลงมาอีกครั้ง แสงสว่างวาบเหนือท้องฟ้า
พวกเขามองออกไป สายฟ้าโค้งวนหมุนควบแน่นก่อวงแหวนควันบนท้องฟ้า สถานีสั่นแรงขึ้นกว่าเดิม ไฟฟ้าในอากาศกำลังเกิดบางสิ่งผิดปกติ ขวัญตะโกน “ดูนั่นสิ!” กลุ่มฟ้าผ่าเกิดเคลื่อนเป็นแพทเทิร์นแปลกประหลาด ชนิดที่วิทยาศาสตร์ไม่เคยพบ “มัน…เหมือนฟ้าผ่าตอบสนองต่ออะไรบางอย่าง!”
ณัชชาหยิบแท็บเล็ตขึ้นมาแสกนข้อมูล แสงค้างวูบไหว “สนามพลังงานอิเล็กโทรปริศนา…ไม่ตรงกับแบบที่วิเคราะห์ไว้ มีอะไรแปลกมาก…” ปิติลอบถานตัวเหตุผลชักนำใจว่า ไม่อาจหาทางอธิบายได้ เขายกมือกดแผลบนข้อมือที่รอยแผลเป็นจากอดีตยังอยู่
ท่ามกลางขั้วอารมณ์ทั้งสาม ความตึงเครียดยังคุกรุ่น “เรากลัวเหมือนกันทั้งนั้นใช่ไหม?” ขวัญพูดเบา ๆ “แล้วเราจะทำยังไงกันต่อ?” ณัชชามองไปไกล ดวงตาสั่นไหวด้วยคำถามไม่มีคำตอบ ปิติเม้มปาก กล้ำกลืนใจ “เรายังต้องอยู่…และต้องหาคำตอบให้ได้”
ขวัญหยิบกล้องที่แตกร้าวแนบอก “ถ้าเรากลัวจนไม่กล้าทำอะไรเลย…มันจะต่างจากติดอยู่ตรงนี้ไปตลอดยังไง?” ณัชชาถอนใจแรง “หนูโตขึ้นกว่าเมื่อก่อนนะ… แต่เรื่องแบบนี้มันไม่มีใครพร้อมหรอก” ภาพนั้นฉายบนดวงตาทั้งสามคน ติดตรึงอยู่ในห้วงเวลาเสี้ยวนั้นก่อนสถานีจะสั่นไหวอีกครั้ง
พลันมีเสียงผิดปกติจากศูนย์วิจัยส่วนสถานีควบคุม ไฟในโดมดับพรึ่บ ทั้งหมดจมอยู่ในความมืดมีแต่เสียงพายุฟาดฟันด้านนอก ขวัญกลืนน้ำลาย “อุปกรณ์อะไหล่ทีมซ่อมหายหมด โทรศัพท์ไม่มีสัญญาณ” ปิติพยายามดึงสติกลับมา “เราต้องไปหาสาเหตุ…อยู่เฉยไม่ได้แล้ว” ณัชชาปาดตาซ้ายเล็กน้อย “เราต้องไปด้วยกัน” สามคนเดินฝ่าเงามืดขึ้นบันไดวน สายลมเย็นกรูผ่านฝ่ามือ เหมือนมีบางอย่างเฝ้ามองพวกเขาจากขอบสถานี
เมื่อพวกเขาไปถึงชั้นศูนย์กลาง พบประตูเหล็กถูกคลื่นไฟฟ้าแยกออกเป็นสองฝั่ง เส้นไฟปริศนาวิ่งวน ฟ้าผ่าส่องเขียนอักษรเลขโค้งเหนือกรอบประตู ขวัญมองจ้อง “ใครทำ?” ปิติขยับเข้าไปใกล้มากขึ้น มือประคองลูกกับภรรยาไว้ข้างตัว “ไม่มีใครนอกจากเรา…” ณัชชาแตะปุ่มสแกนรหัส มันไม่ตอบสนอง ขวัญดันไหล่พ่อ “บางทีเราคงต้องใช้มือ…”
แรงสั่นสะเทือนจากโครงสร้างด้านล่างทำเพดานและพื้นร้าวณัชชารีบผลักทั้งสามคนเข้าประตูลับใต้พื้น ทุกอย่างพลันหมุนลงสู่ความเย็นเฉียบ มีเพียงแสงสลัวสีฟ้าจากวงจรไฟฟ้ารั่วไหล ณัชชาหรี่ตามองไปรอบ ๆ “ทุกอย่าง…หยุดนิ่ง?”
แต่แล้วเสียงร้องคล้ายมนุษย์ดังสะท้อนในโถงใต้สถานี ขวัญหยุดนิ่ง ดวงตาเบิกโพลง ปิติกับณัชชาแลกสายตากัน “มีใครอยู่ข้างล่างเราจริงๆ เหรอ?” พวกเขาคลำทางไปตามรางไฟเสีย สัมผัสความอับชื้นและลมหายใจแรงในเงามืด ไฟขาดพรึ่บ เด็กหญิงกระตุกมือพ่อแน่น “รู้สึกแบบนี้เหมือนเมื่อปีที่แล้วเป๊ะเลย…” ปิติเครื่องหัวเบาๆ “แต่ครั้งนี้ พ่อสัญญาว่าจะไม่ปล่อยใครไว้ข้างหลัง”
เมื่อเดินลึกเข้าไปในอุโมงค์ เจอแผงวงจรไหม้เกรียม วงจรวิ่งวนคล้ายรางเขาวงกตณัชชาเพ่งฝ่าควัน ขวัญยื่นมือแตะจังหวะที่ประกายไฟเหลือบวูบ สิ่งประหลาดคล้ายคลื่นชีพไฟฟ้าสัมผัสมือขวัญ ราวกับสิ่ง ‘มัน’ กำลังเฝ้าดู ทั้งสามถอยกลับ แต่อุโมงค์ปิดทางออกเสียแล้ว
เสียงฟ้าร้องลั่น พริบตานั้นขวัญรู้ได้ “มันตอบสนองต่อเรา…ทุกอารมณ์ ทุกความกลัว” ปิติจับมือภรรยาแน่นขึ้น ณัชชาทำหน้ากังวล “ถ้างั้นเราต้องหยุดกลัวให้ได้เหรอ?” ขวัญหัวเราะเบา ๆ “หรือเราต้องยอมรับมันไปด้วยกัน”
ณัชชากอดลูกไว้แน่น ดวงตาแดงเถือก “แม่กลัวอะไรมากสุดในโลก ก็แค่ว่า…จะเสียลูกไป ถ้าสิ่งที่อยู่ที่นี่…ต้องการอะไรจากเรา” ปิติหลบตา “พ่อเสียพ่อเพราะความดื้อ…แล้วก็กลัวว่าจะขาดขวัญกับแม่” ขวัญมองหน้าทั้งสอง ระหว่างสามคนมีแต่เสียงลมหายใจและฟ้าผ่าไกล ๆ
ประกายไฟฟ้าค่ายิ่งหมุนเร็วขึ้น ทั้งสามคนจับมือกันแน่น “เราจะไม่กลัวอีกแล้ว ไม่ปล่อยมือ ไม่ตัดสินใคร ไม่หนี” ขวัญพูดหนักแน่น ฟ้าผ่าเปรี้ยงกลางเวหา โถงสั่นสะเทือน ครอบครัวแนบชิดเป็นวงกลม ภาพทั้งหมดพลันขาวโพลน ท่ามกลางสายฟ้าที่หมุนวน
แสงจ้าดับลง เหลือเพียงแสงตะวันเฉียงลอดหลังเมฆ ทั้งสามคนโผล่ขึ้นมายืนกลางโดมอีกครั้ง ทุกอย่างกลับสู่ปกติเหมือนไม่เกิดอะไรขึ้น สายฟ้าหายไป ปิติล้มลงกับพื้น หอบหายใจแรง ณัชชาหยิบมือขวัญขึ้นจูบปลอบโยน ดวงตาทั้งคู่ชุ่มน้ำตา “เราจะไม่เป็นอะไร ตราบใดที่ยังมีพวกเรา” ขวัญส่ายหน้าช้าๆ แต้มยิ้ม “พ่อ หนูขอโทษนะที่ดื้อ” ปิติยิ้มตอบในที่สุด “ไม่เป็นไรลูก…เพราะกลัวถึงอยากปกป้อง…แต่พ่อก็ต้องเรียนรู้จะเชื่อลูกบ้าง”
ลำแสงสีทองตกกระทบลงบนกล้องถ่ายรูปที่ร้าว แตกสะท้อนเป็นเส้นสายคล้ายฟ้าแลบโอบรัดครอบครัวไว้ทั้งสาม ณัชชากอดทั้งสองแน่น ทุกคนต่างเปลี่ยนไปในแบบที่ไม่เคยคิดว่าจะเป็น ภายนอกท้องฟ้าเงียบสงบ สถานีลอยฟ้าเหมือนเดิม หากแต่ในใจไม่มีอะไรเหมือนเดิมอีกต่อไป