ภาพลวงตาใต้ผิวน้ำ
เสียงน้ำกระทบตอไม้ดังสม่ำเสมอขณะฝนโปรยปราย สีเทาเข้มของเมฆบดบังแสงอาทิตย์ แต่ริ้วแสงทองยังลอดเมฆลงมากระทบผืนน้ำกว้าง ลมพัดกลิ่นดินชื้นลอยปะทะจมูกของหญิงสาวร่างเล็กผู้ยืนอยู่บนระเบียงไม้ท้ายบ้าน หนูนที วัยสิบหกปี จ้องผืนน้ำกว้างอย่างหวาดระแวง ปลายผมเปียลู่แนบแผ่นหลังจากละอองฝน เธอกำหมัดแน่น ข่มใจไม่ให้ตัวเองวิ่งกลับเข้าไปในบ้าน
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!“นที ลุกขึ้นมาแล้วช่วยแม่ดูเรือหน่อยลูก” แม่ร้องเรียก เสียงลอดออกมาจากครัวทางด้านใน นทีพยักหน้าแม้แม่จะไม่เห็น เธอผลักตัวเองออกไปยืนริมท่าน้ำ หัวเข่าสั่นเล็กน้อยขณะที่ก้าวลงบันไดไม้ กรรมเก่าที่เคยเกือบจมน้ำกลืนใจเธอไว้เสมอ
เงาร่างสูงโปร่งปรากฏขึ้นข้างๆ เป็นจิรณัฐ เพื่อนบ้านหนุ่มผู้ที่หลายคนลือว่าเห็นสิ่งลี้ลับทุกค่ำคืน เขาเอียงคอยิ้ม “ไม่กลัวน้ำจริงเหรอ…นที” เธอทำเป็นไม่สนใจ ปัดคำพูดนั้นทิ้ง “เราโตพอจะไม่เชื่อเรื่องไร้สาระแล้วจิรณัฐ” เธอตอบเสียงแข็ง แต่จิรณัฐมองลึกในดวงตาเธอ เหมือนจะรู้ว่าความกลัวนั้นฝังรากลึก
เย็นวันนั้น ขณะช่วยแม่ผลักเรือสำปั้นเข้าคลอง นทีเผลอมองลงไปในน้ำใต้ร่มไม้หว่างฝนพรำ เธอกระตุกเมื่อเห็นเงาร่างบางอย่างไร้รูปร่างใต้ผิวน้ำ สะท้อนสายตาท่ามกลางคลื่นเล็กๆ เด็กสาวรีบเบนตาอย่างกังวล
เมื่อศูนย์จับปลาดึกจวนปิด นทีและจิรณัฐเดินกลับบ้านผ่านแนวแพที่รกร้าง เขาช่างจ้อไม่หยุด “รู้ไหม…คราวก่อนป้าจำปีเล่า ว่ายังมีเสียงร้องขอความช่วยเหลือจากกลางน้ำยามค่ำ” นทีถอนหายใจ อยากบอกว่าเธอเองก็เคยได้ยินเสียงแปลกๆ แต่ไม่กล้าพอจะเล่า
กลางดึก แม่นทีแง้มประตูห้องมาอย่างเงียบงัน “ยังนอนไม่หลับหรือลูก” นทีเบือนหน้าหนี “แม่ ถ้าหนูบอกว่าหนูเห็นอะไรบางอย่างใต้ผิวน้ำ แม่จะเชื่อไหม” แม่เธอเงียบไปพักใหญ่ก่อนตอบแผ่วเบา “แม่เคยกลัวแบบลูก…แต่บางที บางเรื่องก็แค่เงาอดีต”
รุ่งเช้า หมู่บ้านกลางน้ำตื่นรับแสงอุ่นใหม่ นทีออกไปเก็บผักที่แพริมน้ำ เธอเหลียวซ้ายขวา ก่อนอ้อมไปยังแพเรือลำที่ตัวเองเคยตกลงไปเมื่อตอนเด็ก นิ้วมือไล้บนไม้ผุ เธอเงยหน้าขึ้น ร่างเด็กหญิงผิวซีดโผล่พ้นผิวน้ำอดไม่ได้ที่จะจ้องกลับแล้วยิ้มแปลกประหลาด นทีผงะถอยจนชนร่างหนึ่งล้มลงกับพื้น
จิรณัฐคว้าแขนเธอไว้ก่อนจะล้มตกน้ำ “เหม่อลอยอะไรนัก” เขาแหย่ “หรือ…เห็นอะไรที่ไม่ควรเห็น” นทีปัดมือเขาออก ทางเดินริมน้ำเริ่มร้อนระอุ เธอเดินเร็วยิ่งขึ้น แม้ใจยังว้าวุ่นกับรอยยิ้มของเด็กหญิงในน้ำ
เช้าวันต่อมา มีข่าวว่าป้าจำปีหายตัวไปกลางคืน คนในชุมชนแตกตื่น นทีถูกแม่สั่งห้ามออกจากบ้าน แต่เธอแอบปีนหน้าต่างลงมาข้างล่าง เดินลัดเลาะริมคลองตอนไม่มีคน พบกับจิรณัฐซึ่งมารอพร้อมไฟฉาย “คืนนี้ พิสูจน์จริงจังไหม” เขากระซิบ นทีลังเลชั่วครู่ ก่อนพยักหน้า เธอไม่อยากปล่อยให้ความกลัวควบคุมชีวิตอีกต่อไป
ทั้งสองล่องเรือแคบไปยังใจกลางคลอง ริมฝั่งเงียบสนิท มีเพียงเสียงน้ำกระทบเรือ เมฆหนาทึบบดบังจันทร์ จิรณัฐหยิบไฟฉายส่องลงไป สายน้ำเย็นเฉียบ ไร้ร่องรอยชีวิต นทีหลับตา สูดลมหายใจยาว เงาร่างคล้ายแขนเด็กโผล่ขึ้นจับขอบเรือ เธอสะดุ้งร้อง โยนไฟฉายตกน้ำ
แสงสาดวูบวาบใต้ผิวคลื่น ภาพเด็กหญิงค่อยๆ ปรากฏให้เห็นชัดขึ้น ระหว่างที่นทีกับจิรณัฐตะลึงงัน เสียงบางเบาแผ่วแทรก “ช่วย…ฉัน…” มันคือเสียงที่เธอได้ยินทุกคืน ชีพจรนทีเต้นเร็ว เธอสับสน หวนคิดถึงวันเดิมเมื่อเจ็ดปีก่อน วันที่เธอรอดชีวิตจากการตกน้ำ แต่มีเพื่อนในวัยเด็กชื่อ “ภูษา” หายสาบสูญ
เมื่อเรือเริ่มโคลง คลื่นน้ำแรงขึ้นผิดปกติ นทีคว้าข้อมือจิรณัฐแน่น รู้สึกเหมือนขอบฟ้าจะถล่ม จิรณัฐตะโกน “เราต้องกลับ!” แต่เงาใต้ผิวน้ำไม่ยอมปล่อย พวกเขาดิ้นรนอย่างบ้าคลั่ง จู่ๆ เสียงแม่ของนทีดังสะท้อนจากฝั่ง “นที! กลับมาเดี๋ยวนี้!”
พวกเขาโหนตัวขึ้นฝั่งอย่างทุลักทุเล ใจเต้นกระหน่ำ แม่นทีน้ำตาคลอ “ลูกทำอย่างนี้ทำไม!” นทีสะอื้น “ก็แม่ไม่เคยเล่า ไม่เคยตอบ ถ้าไม่ค้นหาด้วยตัวเอง หนูคงไม่มีวันเข้าใจ”
เช้าวันต่อมา ชาวบ้านพบท่อนไม้ลอยมาเกยริมตลิ่ง แม่ของนทีพาเธอไปที่ฝั่งพร้อมผ้าขาวบาง หญิงสูงวัยในชุมชนพรมน้ำมนต์ใส่หัวเด็กสาว “ไม่มีผี…มีแต่เงาอดีตที่ไม่ไปไหนเสียที” คุณยายพูดเสียงสั่น
ในคืนนั้น ระหว่างที่ฝนตกหนัก นทีนั่งข้างหน้าต่างเหม่อมองสายฝนกระทบพื้นน้ำ เธอเห็นเงาเด็กหญิงผิวซีดโบกมือให้ช้าๆ นทีเปิดหน้าต่างสูดกลิ่นฝนเข้าเต็มปอด น้ำตาซึม “ภูษา…ถ้าฟังอยู่ ฉันขอโทษที่วันนั้นทิ้งเธอไว้” เสียงร้องของภูษาลอยคล้อยไปกับสายลมเย็นเฉียบ
วันถัดมา ชาวบ้านยังตามหาร่างของป้าจำปี นทีและจิรณัฐออกเก็บผักเหมือนเดิม เธอเดินผ่านแพเก่าด้วยความสงบมากขึ้น เพื่อนหนุ่มเดินตามเงียบๆ “เราเองก็กลัวเหมือนกันนะ” เขาเอ่ยเบาๆ “แต่ถ้านทีจะเดินไปที่ไหน…เราจะไปเป็นเพื่อน”
เวลาผ่านไป สายน้ำค่อยๆ ลดระดับ หมู่บ้านกลางน้ำเงียบเหงาขึ้น แต่นทีเริ่มกล้าท้าชนเงามืด นทีและแม่เปิดใจพูดถึงอดีตครั้งแรก แม่สารภาพว่ากาลหนึ่งเธอก็เคยสูญเสียเพื่อนรักกลางน้ำ และเกือบจมน้ำแต่รอดมา เธอสอนลูกว่าความกลัวไม่ใช่ศัตรู มันคือจุดเริ่มต้นของการเติบโต
เมื่อถึงฤดูแล้ง ท้องน้ำตื้นขึ้น เงาอดีตค่อยจางหาย นทีกล้าเล่นน้ำอีกครั้ง เธอเหลียวหลังมองเงาสะท้อนในน้ำซึ่งบัดนี้กลับนิ่งสนิท แล้วจู่ๆ ท้องฟ้าเปิด แดดสว่าง โรยตัวลงมากระทบผืนน้ำ เด็กสาวหัวเราะทั้งน้ำตา เธอหยิบผ้าขาวบางโยนขึ้นฟ้า มันลอยปลิวหายด้วยสายลมเย็น
จิรณัฐเดินเข้ามานั่งข้างๆ ยิ้มหยอก “เรายังเห็นอะไรในน้ำอยู่ไหม” นทีส่ายหน้า “ตอนนี้…ในน้ำมีแต่ฉันคนเดิม และฉันคนใหม่” เขาหัวเราะเบาๆ มิตรภาพทั้งคู่งอกเงยเป็นรักแรกที่ไม่ต้องพูดให้มาก นทีมองไปไกล เห็นหมู่บ้านกลางน้ำในวันที่เธอกลัวน้อยลง ใจจึงได้เติบโตอย่างที่เธอไม่คิด