คืนหนึ่งใต้เงาสะพานร้าง
เสียงลมหวนผ่านซอกอิฐและเสาก้ามปูที่กุมสายน้ำเน่าใต้สะพาน ปลายนิ้วของเยี่ยมแตะรอยแตกบนผนังเย็นเฉียบขณะที่เขามองมือของตัวเองสั่นไม่หยุด เพื่อนอีกสี่คนนั่งอยู่เป็นวง—กาย กระแต พัชร และมีน ต่างคนต่างสบตากันเงียบ ๆ แสงไฟฉายสั่นตามจังหวะลมหายใจ ฝ่าอากาศเย็นอึมครึม นาฬิกาตีบอกเวลาสี่ทุ่มตรง
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!“แน่ใจเหรอ ว่าต้องค้างที่นี่จริง ๆ” กระแตกลืนเสียง
“จะกลับก็ออกไปเองสิ ใครขู่ไว้ก่อน” มีนเงยหน้าประชด สีหน้าท้าทายแต่แววตาคุ้มเคลือเสียดายแสงฟ้า
พัชรกอดเป้ยืนค้ำสะพาน รอยแผลรอบข้อมือจางแล้วแต่ยังรู้สึกได้ “ถ้าไม่ทำคืนนี้ เราก็จะกลัวที่นี่ไปตลอดจริงไหม”
เยี่ยมหายใจลึก “เราจะพิสูจน์ไงว่าสะพานนี้มีอะไรกันแน่ หรือแค่เรื่องหลอกคนกล้าดู”
เสียงหัวเราะของกายเบาเหมือนกลั้นความกลัวไว้ “กลัวอะไรมากกว่ากัน ระหว่างผีกับเรื่องที่ไม่กล้าเล่าให้ใครฟัง”
ครู่หนึ่ง ทั้งวงตกอยู่ในความเงียบ กระแตจ้องฝุ่นลอยในลำแสงไฟฉาย
“ใครมีเรื่องอะไรจะพูดมั้ย” เยี่ยมหันมามองเพื่อนทีละคน “คืนนี้เราอยู่ด้วยกันจนถึงเช้า ไม่มีใครหนี ไม่มีใครรอดคนเดียว”
คลื่นน้ำกระทบเสาบันได สะท้อนเสียงก้องในอก เยี่ยมโดนลมหายใจเย็น ๆ วนเวียนข้างหูที่ไม่มีใครอยู่ตรงนั้น
ทันใดนั้น กายได้ยินเสียงบางอย่าง คล้ายเสียงเล็บขีดกับปูน ทุกคนเงียบกริบ มองหน้ากัน—แต่ไม่มีใครพูดอะไร
“พวกนายได้กลิ่นอะไรแปลก ๆ มั้ย” มีนถาม เสียงสั่นเล็กน้อย
กระแตสูดหายใจลึก “กลิ่นเหม็นเปรี้ยว ๆ เหมือนเลือด”
พัชรขยับเข้าใกล้กลุ่มมากขึ้น ฝังสายตากับรอยปูนที่เหมือนคราบบางอย่างสีเข้ม ๆ ดำ ๆ จาง ๆ ทิ้งไว้บนพื้น
“มันคงเป็นรอยน้ำเมื่อวาน ฝนตกหนัก น้ำมันเอ่อ…” กายพยายามให้เหตุผล สายตากลับไม่หยุดมองรอยนั้น
แสงไฟฉายของเยี่ยมกระทบเสาสะพาน—เงาลูกกลิ้งลอยเคลื่อนไหว เห็นเงาคล้ายหัวคนโผล่โลมออกจากน้ำ เป็นแค่สองวินาทีก่อนจะหายไป
“พวกนายเห็นมั้ย” เยี่ยมเสียงขาด
ไม่มีใครตอบ เว้นเสียงสะอื้นของกระแตสลับเสียงหายใจหอบของมีน
จู่ ๆ มือของมีนล้วงเจอเหรียญแปลก ๆ ในเป้ เธอยื่นให้เยี่ยม “ของนายเหรอ?”
เยี่ยมรับเหรียญ กลิ่นเหล็กรุนแรงแทงจมูก เขาหลับตาแน่น ภาพหลอนแวบขึ้นเป็นร่างใครสักคนผูกคอตายใต้สะพานเดียวกันนี้เมื่อห้าปีก่อน ‘อย่าทิ้งฉัน’ เสียงกรีดร้องนั้นเงียบหายไปในหัว
“นายโอเคมั้ย?” พัชรถาม เยี่ยมพยักหน้าแต่ไม่พูด
กายลุกขึ้น “เรากลับบ้านเหอะ เดี๋ยวฝนจะตก”
มีนจับแขนกาย “นายสัญญาไว้ จะอยู่จนเช้า”
เสียงบางอย่างน้ำกระเพื่อมใต้โคลน กลุ่มหยุดนิ่ง ลมหายใจทุกคนเหมือนครางพร้อมกัน ความเย็นวิ่งขึ้นต้นคอ ทุกคนเริ่มรู้แล้วว่ากำลังข้องเกี่ยวกับอะไรบางอย่างที่ไม่ใช่แค่ความกลัวธรรมดา
กลางคืนล่วงเข้าสามทุ่ม กลุ่มนั่งแนบกัน ท่ามกลางเสียงลม เสียงฝนแรกโปรยกระทบหลังคาสังกะสีผุ
กระแตเปิดปากเบา ๆ “มีใครเคยเสียอะไรสำคัญไปไหม?”
พัชรเงียบไป ก่อนเอ่ย “แม่เรา…ตอนนั้นเรามัวแต่คิดถึงตัวเอง ไม่ทันลา”
กายเบือนหน้า “ของเรา…เฮ้อ…พ่อเคยหนีไป อยู่ ๆ ก็กลับมาแล้วเป็นคนอื่น เหมือนหุ่นยนต์ที่ไม่มีหัวใจ”
เยี่ยมหลับตานาน “เราเคยสัญญากับใครบางคน ว่าจะไม่ปล่อยมือเขา แต่เราทำไม่ได้”
เสียงดังกริกใต้สะพาน ทุกคนหันมองพร้อมกัน เงาคล้ายขาคนโผล่สิงอยู่ในเงาสะพานต่ำ ทุกคนกลืนกลืนน้ำลาย ไม่กล้าขยับ
ทันใดนั้น ไฟฉายดับ กายล้วงมือถือ แต่หน้าจอขึ้นเพียงแสงสีฟ้าสว่างวาบฉับพลัน สะท้อนลายเหมือนไม้กางเขนบนหน้าผากพัชร ทุกคนชะงักมองอย่างตระหนก
“ใครทำ?” สายตาทุกคู่จ้องกัน
พัชรซุกมือ “เปล่า…ฉันไม่รู้” เสียงสั่นดังลอดนิ้ว
มีนเริ่มร้องไห้ “เรากำลังโดนอะไรเล่นอยู่ใช่มั้ย?”
ลมหายใจหม่นแผ่คลุม กลิ่นสนิมคละกับกลิ่นฝน ความกลัวเกาะกระดูก
“เราต้องอยู่ให้ได้ถึงเช้า สิ ไม่งั้น—” กระแตเว้นจังหวะ “เขาจะมาเอาเราไปแทน”
เสียงฝนแรงขึ้น รอยดำบนพื้นเริ่มซึมไหลคล้ายเลือด ทุกคนเริ่มขยับหนีแต่เหมือนขาถูกตรึงแน่นอยู่
กายตะโกน “เราทำอะไรผิด—ถึงต้องเจอแบบนี้!”
เสียงหัวเราะแผ่ว ๆ ล่องลอยแทรกในสายฝน เยี่ยมยึดเหรียญแน่น นิ้วซีดขาว ภาพในหัวเป็นเงาวูบไหว รอยยิ้มแสยะในความจำจากอดีต
เงางูเลื้อยผ่านเท้าเยี่ยม ทุกคนกรีดร้องพร้อมกัน เสียงฝนกลบเสียงทุกอย่าง
ไฟฉายติดขึ้นอีกครั้ง ความเงียบวูบ ทุกคู่ตามองหาแต่ไม่พบเงาคนใด ๆ เหลือแต่รอยดำ สิ่งสกปรกและเหรียญในมือเยี่ยมที่ร้อนจนแสบราวไฟเผา
“แลกกับการอยู่รอด…ต้องยอมรับผิดของตัวเอง” เสียงสะท้อนในหัวเยี่ยม มันไม่ใช่เสียงเขา
กระแตเพ่งหน้าหาเพื่อนทีละคน “เรารอดได้ถ้าเรารับผิดสิ่งที่เราทำ…หรือเปล่า?”
มีนสะอื้น “ถ้าใช่…เราขอโทษ…ขอโทษที่โกหก ขอโทษที่ทิ้งทุกคนวันนั้น”
เสียงร้องครางจากใต้สะพานหายไปชั่วขณะ ลมหายใจโล่งอกแต่ความเงียบปกคลุมอีกครั้ง
เยี่ยมค่อย ๆ วางเหรียญลงหน้ากลุ่ม ทุกคนล้อมวงข้อศอกชนกัน พัชรถอนหายใจ กลั้นน้ำตา “แม่…หนูขอโทษ”
กายนั่งนิ่ง ริมฝีปากสั่น “ขอโทษที่ไม่รักตัวเอง ขอโทษที่คิดว่าตัวเองต้องเก่งตลอดเวลา”
ฝนซา เหนือศีรษะท้องฟ้าสีคล้ำ ๆ แตกแสงจาง ฟ้าผ่าไกล ๆ ทำให้เห็นเงาสะพานทอดจาง ๆ สู่ความมืดลึก
เสียงคล้ายเด็กสาวหัวเราะเบา ๆ ล่องตามสายลม “จะปล่อยพวกเราไปหรือยัง?” เยี่ยมพูดลอย ๆ กับอากาศ
ไม่มีเสียงตอบ แต่ความรู้สึกเสมือนเงาบางอย่างคลายพันธนาการจากเท้าทุกคน ฝนหยุดตก
พัชรลุกยืน ขาสั่น “เรารอด หรือเรากำลังฝัน?”
ไม่มีใครแน่ใจ ทุกอย่างนิ่งค้างอยู่อย่างนั้นครู่ใหญ่ หลังจากนั้นเสียงเช้าแรกของนกทะลุผ่านโค้งสะพาน เมฆเบาบางกระจายบนขอบฟ้า
เยี่ยมเหลือบมองมือที่ว่างเปล่า เหรียญหายไป เหมือนไม่เคยมีอยู่ ทุกคนกอดกันกลมเงียบงันแต่อบอุ่นขึ้นกว่าก่อนมา
แต่ละคนเดินออกจากใต้สะพานในตอนรุ่งสาง แสงแดดยามเช้าทอดลงบนไหล่ทีละคน มิตรภาพและหัวใจพวกเขาไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป
เยี่ยมหันกลับไปหนึ่งครั้ง เห็นเงาเด็กสาวคนหนึ่งยืนอยู่ใต้สะพานนั้น ไม่ขยับ ไม่หายไป