วังวนแห่งรัตติกาล
เสียงปลุกอ่อนโยนคลอเคลียกับคลื่นไฟฟ้าที่ฝังในเมืองใต้ทะเล ‘เอลูเทีย’ อินทิรา กุลสถาพร เปิดเปลือกตาด้วยความรู้สึกแปลกประหลาด ทั้งมึนงงกับความฝันเมื่อคืนและฝันร้ายที่ไม่มีวันจบ เธอเดินลงจากเตียงที่อุณหภูมิถูกควบคุมไว้ให้เหมือนแสงแรกบนฝั่ง แต่อุณหภูมิในใจนั้นหนาวเย็นอย่างไม่น่าเชื่อ
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!อพาร์ตเมนต์ของเธออยู่บนชั้น 31 ของโดมแก้วกลางเมืองท่ามกลางฝนน้ำเกลือที่สาดกระเซ็น อินทิรามองผ่านม่านโปร่ง สังเกตผู้คนที่เคลื่อนไหวเหมือนเงาในมุมเมืองแห่งนี้ เธอหาวหนึ่งที หยิบฮูดทรงสูงครึ่งหัวมาสวมเพื่อซ่อนใบหน้าที่ยังไม่ได้แต่งสีสดใส แล้วเดินออกไปในทางเดินยาวไร้หน้าต่าง
“อินทิรา…คดีใหม่เข้ามา พบร่างศพในอุโมงค์หลบภัยโซน C” เสียงมินตรา เพื่อนร่วมทีม ส่งผ่านหูฟังเชื่อมจิต เธอขมวดคิ้ว “ข้อมูล?”
“ยังไม่มาก—แต่รายงานแรกว่าเหมือนมีการลักพาตัว ศพไร้บาดแผลแต่รอยยิ้มแปลกๆ ฝังไว้ที่ปาก”
อินทิรารู้สึกบางอย่างค้างคาในอก โซน C นั้นไม่มีใครอยากเข้าใกล้หลังเหตุการณ์ ‘เสียงกระซิบ’ ที่ทุกคนหลีกเลี่ยงเงาคำลือตลอดห้าปีที่ผ่านมา เธอกดรับสูดอากาศผ่านหน้ากากกรอง เก็บกระเป๋าแล้วเดินลึกลงในทะเลใต้
แทนคุณ นิติกรณ์ ผู้ดูแลอุโมงค์ใต้ทะเล ถูกปลุกด้วยเสียงเตือนบริเวณห้องสื่อกลาง แสงสลัวจากผิวโดมสะท้อนดวงตาเต็มไปด้วยความกังวล เขาเหลือบมองจอข้อมูลที่รายงานเหตุขัดข้องทางโซน C ในใจแอบสั่นกับอดีต เขาเคยนอนฟังเสียงกระซิบนั้นเมื่อห้าปีก่อน—ถึงวันนี้ ยังไม่ลืม
อินทิราเดินฝ่าหมอกอากาศเย็นลงสู่จัตุรัส ‘หอจักรกล’ เธอเห็นแทนคุณในชุดเมนเทนแน้นซ์ยืนอยู่ เขาหลบสายตา
“ขอข้อมูลเกี่ยวกับคืนนั้นให้หน่อยค่ะ” เธอเริ่มเป็นฝ่ายเจรจา
“คืนนี้หรือคืนนั้น?” แทนคุณพูดเสียงต่ำ มือหนึ่งเช็ดคราบน้ำเกลือบนรองเท้า “ผมรู้ว่าคุณตามหาอะไรอยู่ แต่มันไม่ง่ายหรอก”
อินทิราหยุดชั่วขณะ “คุณกลัวอะไร?”
“ผมกลัวว่าความจริงจะฆ่าความหวังไป”
เธอมองหน้าเขาอย่างประเมิน ก่อนจะเดินนำไปยังจุดเกิดเหตุ ทิ้งเขาให้ครุ่นคิดตามหลัง
ซากอุโมงค์โซน C เงียบสงัด ข้างทางมีรอยน้ำเกลือซึมเป็นลำธารเล็ก อินทิรากับแทนคุณเดินเคียงกันลงบันไดเหล็ก มินตรายืนรอด้านล่าง “ร่างอยู่ในห้องถังน้ำสำรอง”
พวกเขาเข้าไปเจอกับศพชายวัยกลางคน นอนราบ ดวงตาเบิกโพลงแต่ริมฝีปากยิ้มแปลกๆ อินทิราขยุ้มใจ “ใครชันสูตรศพ?”
“ระบบเพิ่งแจ้งถึงคุณคนแรก” มินตราตอบเรียบๆ แล้วแอบกระซิบ “ชุดข้อมูลสมองทั้งหมดถูกลบ เหลือแค่ภาพจำสุดท้าย—รอยยิ้มกับเสียงกระซิบ”
แทนคุณถอนใจพยายามตั้งสติ ใครบางคนเล่นกับเทคโนโลยีจิต—อาจเป็นฝีมือผู้มีอำนาจ อินทิราหันไป
“คุณกล้าเชื่อในเสียงกระซิบไหม?” เธอถาม แม้เสียงจะเบา แต่ในรอยตาซ่อนไปด้วยบาดแผลบางอย่างของตัวเอง
แทนคุณไม่ตอบ เขามองศพนานๆ แววตาราวกับจมลึกลงสู่อดีต—วันนั้นแม่ของเขาก็จากไปในสถานที่ลึกคล้ายแบบนี้ สีหน้าของศพซ้อนทับกับความทรงจำ
อินทิรากัดริมฝีปาก เธอเคยสูญเสียพ่อในเหตุการณ์ฝังความลับชั้นลึกของเมืองทำให้อดทนต่อความกลัวเหมือนกัน ยังไม่มีใครพูดอะไรต่อ ต่างก้มหน้าครุ่นคิด
เสียงบางอย่างแทรกเข้าหัว—เปลวแสงวูบในตาข้างซ้าย อินทิราสะดุ้ง “ได้ยินไหม?”
แทนคุณเงยหน้าช้าๆ
“ใช่” เขากระซิบ
ตามจังหวะนั้น ไฟขาดวูบ เมืองทั้งเมืองตกอยู่ในเงามืดสั้นๆ สองชีวิตยืนอยู่กลางความมืดคนละฝั่งสายตา ต่างฝ่ายต่างชั่งใจว่าจะพูดอะไรต่อดี หัวใจเต้นรัว
เมื่อไฟกลับมา อินทิราส่งสายตาท้าทายให้แทนคุณ “จะเดินต่อหรือจะถอย?”
แทนคุณลังเล ก่อนจะเดินมาตรงหน้า “ผมมาช่วยคุณ—เพราะผมเบื่อหลบซ่อนตัวในอดีต”
ทั้งคู่เริ่มออกสำรวจร่องรอยต่อในอุโมงค์ เสียงจังหวะเท้าและลมหายใจท่ามกลางท่อโลหะ ทุก ๆ ย่างก้าว ดึงเอาความกลัวส่วนลึกในตัวเองมาทดสอบ
ในห้องควบคุม ระบบข้อมูลถูกแฮกด้วยรหัสนิรนาม พวกเขาตรวจสอบพบข้อมูลคนตายสื่อถึงงานวิจัยลับของผู้บริหาร บันทึกเสียงหนึ่งทิ้งไว้ ‘เราห้ามให้เสียงกระซิบออกจากที่นี่—’ แล้วระบบดับฮวบ
มินตรารีบโทรศัพท์อินทิรา “เขาตามเราอยู่”
เสียงฝีเท้าในทางเดินแคบหลังห้องหลัก สองคนผวา หนีลัดเลาะไปปีกตะวันตก ขณะที่โจมตีไซเบอร์เข้าควบคุมประตูทุกบาน
อินทิรากระชับมือกับแทนคุณ “ถ้าติดกับ เราจะทำยังไง?”
“ก็ร่วมโชคชะตา ไม่หนีอีกแล้ว”
แววตาเธอฉายแววเห็นใจ กำแพงความกลัวในใจต่างฝ่ายค่อยๆ บางลง
ในห้องเซิร์ฟเวอร์ชั้นล่างสุด มีหลักฐานโปรเจคท์ทดลองเกี่ยวกับ ‘อวตารเสียง’ ซึ่งเคยนำเสนอแต่โดนห้ามโดยผู้บริหารเก่า ศพใหม่กำลังจะถูกสร้าง…กลิ่นเลือดจางๆ อบอวลในอากาศ
แทนคุณหยุดนิ่ง “ที่แท้…พวกเขาใช้เสียงเพื่อควบคุมความทรงจำ?”
อินทิราน้ำตาหยดหนึ่งในตาข้างซ้าย “เราต่างโดนกับดักอดีต”
เสียงฝีเท้าคนไล่ล่าใกล้เข้ามา แสงไฟวาบ อินทิราหลบเข้าเงามืดขณะแทนคุณเปิดทางสายลับไปสู่ห้องลับใต้แผ่นพื้น
ในห้องนั้น ทั้งสองพบกับ ‘อาจารย์สิริพันธ์’ อดีตผู้คิดค้นเทคโนโลยีเสียงกระซิบ เขามองทั้งสองด้วยแววตาเศร้า
“รู้ไหมว่าความทรงจำมนุษย์ใช้เครื่องมือได้ แต่กำจัดไม่ได้ ใจยังจดจำแม้สมองจะลบ” เสียงเขาหนักแน่น “ผมเองก็หมดทางหนีอดีตเช่นกัน”
แทนคุณโพล่งถาม “ใครฆ่าคนเหล่านั้น?”
อาจารย์สิริพันธ์ถอนใจ “ความกลัวที่พวกเราสร้างเอง มันย้อนกลับมาฆ่าเรา”
ในขณะนั้น ระบบฉุกเฉินสั่งปิดเมือง เชื้อไวรัสไซเบอร์เริ่มแพร่ อินทิราคว้ามือแทนคุณ “เดินเมามายินดีกับความผิดพลาดหรือจะสู้?”
“เราไม่มีทางเลือก” แทนคุณตอบ ก่อนดึงอินทิราให้ออกวิ่งไปยังศูนย์ควบคุม
ระหว่างทาง สองคนต้องเผชิญความกลัวตนเอง ซากอดีตกับความหวาดหวั่นเข้าเกาะกิน ทำให้ต้องไว้วางใจกันมากขึ้น
เมื่อถึงศูนย์กลางข้อมูล ฝูงเน็ตเวิร์คโค้ดหยุดพวกเขา อินทิราพยายามปลดล็อกระบบ แต่เสียงหวีดของอดีตประดังจนเกือบทรุด
แทนคุณประคองไหล่ “กลัวไหม?”
“กลัว แต่ต้องไปต่อ”
ทั้งคู่ใช้รหัสของผู้บริหารเก่าปลดล็อกข้อมูลข้ามเวลาพบเบื้องหลังการทดลอง วีดีโอลับเผยว่าทุกคนในเมืองถูกบันทึกจิตใต้สำนึกไว้เงียบ ๆ
น้ำตาอินทิราไหล “พ่อฉัน…ไม่ได้ตายเพราะอุบัติเหตุ แต่เป็นผลทดลอง”
แทนคุณยืนข้าง ๆ สัมผัสถึงความเจ็บปวดที่ตัวเองแบกมานาน “แม่ผมก็เช่นกัน”
สุดท้าย ทั้งสองตัดสินใจปล่อยข้อมูลสู่สาธารณะ แม้จะเสี่ยงชีวิต เสียงกระซิบในระบบค่อย ๆ สงบลง เปลวไฟแห่งความหวังเริ่มลุกขึ้นใหม่ในเมืองใต้น้ำ
อินทิราพูดกับแทนคุณพลางถอนใจ “คุณคิดว่าเสียงกระซิบนั้นจะหยุดได้ไหม?”
“มันจะอยู่กับใจเรา แต่จะไม่ควบคุมเราอีก”
สองคนมองเมืองผ่านกระจกใต้น้ำ สะท้อนภาพเงาใหม่—ตัวตนที่กล้าเผชิญอดีต ปักใจบนการเริ่มต้นชีวิตใหม่ ในใจยังมีแผล แต่ก็มีความหวังบางเบาในเงามืดรัตติกาล