ในเงาของดาวฤกษ์
เสียงฝนโปรยลงบนกระจกหน้าต่างสำนักงานยามเย็น เต้ยทอดสายตามองแสงจากรถยนต์บนถนนที่ดูเหมือนจะรวบรวมความรู้สึกทั้งวันเอาไว้ในเงาสะท้อนเดียว แก้วกาแฟบนโต๊ะยังอุ่นติดมือ เขาขยับคลิกเมาส์ไปมาแต่ไม่สามารถตั้งใจร่างแบบใหม่ต่อได้ มือข้างหนึ่งยกขึ้นลูบขมับเหมือนหวังระบายความเหนื่อยล้า ปณิธานเก่า ๆ ช่วงเรียนมหาวิทยาลัยซ้อนทับในหัว แต่เขากลับรู้สึกเหมือนยิ่งเดินยิ่งไกลเส้นฝัน
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!เสียงเปิดประตูดังขึ้นข้างหลัง ก่อนมือใครบางคนจะโยนแฟ้มโครงการลงโต๊ะของเต้ยอย่างไม่ค่อยใส่ใจนัก “ร่างนี้ต้องแก้นะคะ เสียงหัวหน้าเพิ่งโทรมาสั่ง สเปซไม่รองรับอุปกรณ์วิทยุใหม่ตามแผนงาน ฟ้าเอง”
เต้ยหันมาเจอรอยยิ้มบาง ๆ ของฟ้าที่ควบคุมอารมณ์ด้วยหน้ากากมือโปร เขาหยิบแฟ้มขึ้นดู แต่หัวใจกลับรู้สึกเหมือนใครมาแนบก้อนหินไว้กลางอก “ก็ผมเพิ่งส่งสเปคให้เมื่อเช้าเอง ไม่ทันหรอกมากดดันกันแบบนี้” เขาเสียงเบาแต่แฝงความหงุดหงิด
ฟ้ายักไหล่ พร้อมเมินสายตาของเต้ย “เราก็ไม่ได้อยากกดดันหรอก งานมันต้องรีบ เคลียร์ไลน์กับทีมหน้างานไม่ใช่แค่ฉันคนเดียว ถ้าพี่เต้ยไม่รับผิดชอบค่าดีเลย์ คงไม่ใช่ปัญหาของฉัน”
จังหวะนั้นห้องทั้งห้องเงียบงันไปชั่วขณะ เต้ยกัดฟันแน่น มองฟ้าเดินออกไปอย่างไม่หันกลับ ใบหน้าฟ้านิ่งสงบแต่ช่วงปลายเสียงกลับเหมือนกลั้นก้อนสะอื้นบางอย่างไว้ในใจ ฟ้าก้าวเร็ว ๆ กลืนหายไปในความวุ่นวายของสำนักงาน
หลังฟ้าออกไป เต้ยนั่งนิ่งอยู่เป็นนาน ก่อนจะถอนหายใจแรงและสไลด์แฟ้มลงบนโต๊ะ เสียงแฟ้มกระทบโต๊ะกลบครุ่นคิดในหัว “อยากสื่อสารมากกว่านี้แท้ ๆ แต่ฝืนเรื่องของเขากับเรื่องของเราตลอดเลย” เต้ยบ่นเบา ๆ กับตัวเอง
ค่ำนั้นเต้ยเดินไปที่ชั้นดาดฟ้าตึก มีเพียงแสงดาวจาง ๆ กับเสียงฝนที่ทะยอยหยุดลง เสียงโทรศัพท์ของเขาดังขึ้นจากแม่ที่บ้าน “เต้ย กลับไปกินข้าวที่บ้านบ้างสิ แม่เป็นห่วงนะ” เต้ยนิ่งไปนิด “ยังไม่เสร็จงาน… ไว้วันหลังนะครับ”
เต้ยเก็บโทรศัพท์แนบอก สายตาแข็งกร้าว ดูเหมือนดื้อด้านแต่เต็มไปด้วยลังเล เขามองฟ้าที่กำลังคุยโทรศัพท์กับใครบางคนข้างทางเดินไกลออกไป ฟ้ามองเครื่องบันทึกเสียงในมือ เป็นเวลานานจนเงียบเกินกว่าจะได้ยินบทสนทนา แววตาของฟ้ามีรอยกดดันปนสับสน เหมือนต้องเลือกระหว่างสิ่งที่อยากจะพูดกับสิ่งที่ต้องพูด
รุ่งเช้าออฟฟิศเต็มไปด้วยเสียงเครื่องถ่ายเอกสารกับบทสนทนาเร่งรีบ เต้ยเปิดคอมและหันไปเห็นโพสต์อิทแผ่นเล็กแปะไว้บนจอมอนิเตอร์ “มีประชุมโครงการ 9 โมงตรง อย่าสาย ฟ้า” เขาหลุดยิ้มมุมปากอย่างไม่เต็มใจ
ในการประชุม ฟ้ากับเต้ยนั่งโต๊ะตรงข้ามกัน ฟ้าพูดเรื่องเทคนิคของระบบเสียงใหม่ ขณะที่เต้ยหวังเสนอไอเดียเพิ่มเติม แต่ถูกขัดขึ้นกลางประโยค ฟ้าเบนสายตามองนอกห้องประชุม “มันแค่ไม่เข้ากับแผนสคริปต์ของสถานี”
เต้ยพักพูดแล้วปล่อยให้ห้องทั้งห้องตกอยู่ในความเงียบ ทุกคนแลกเปลี่ยนสายตากัน ฟ้าเบนหน้าไปทางอื่นแต่ดูเหมือนจะมีอะไรบางอย่างอยากเอื้อนเอ่ย “เอาเป็นว่า เดี๋ยวฉันคุยกับสถานีเอง พี่เต้ยทำส่วนของตัวเองให้ดีที่สุดก็พอ”
หลังประชุม เต้ยตามฟ้าออกไปที่บันไดหนีไฟ เขานิ่งเงียบอยู่พักใหญ่ก่อนถาม “ที่พูดถึงแผนสคริปต์ ต้องปรับเงื่อนไขเยอะมั้ย หรือมีอะไรที่ไม่ได้พูด?” เสียงเต้ยนุ่มลงแต่ยังแอบเหน็บแนม
ฟ้าชะงัก มองกำแพงปูนพลางถอนใจ “บางอย่างมันเก็บไว้ไม่ได้จริง ๆ เรื่องครอบครัวฉัน… กลัวพูดมากไปจะซ้ำเติมตัวเองกับคนฟังมากกว่าช่วยแก้ปัญหา” เธอลดเสียงลงราวกระซิบ
“ผมเข้าใจนะ ถ้ามีอะไรให้ช่วยก็บอก” เต้ยลูบผนังเบา ๆ ไม่กล้าสบตา ฟ้ากลั้นยิ้มไว้ ก้มหน้าและขยับเดินลงบันไดไปแบบแปลก ๆ เต้ยมองตามหลัง
วันต่อมา ฟ้าได้รับข้อความจากแม่ระหว่างกำลังซ้อมรายการวิทยุ “คืนนี้กลับบ้านด่วน มีคนมาคุยสู่ขอ” ฟ้าถอนหายใจยาว ซ่อนน้ำตาไม่ให้ลูกทีมเห็น เธอรับสายขวัญใจในวงการทุกคนได้ ยกเว้นความรู้สึกลึกที่สุดในใจตัวเองที่ซ่อนจากครอบครัว
คืนนั้นฟ้านั่งดูไฟสนามกีฬาใกล้สถานี เบนหน้าออกไปหาเต้ยที่ยังทำงานดึก เธอเดินไปวางน้ำดื่มเย็น ๆ ไว้บนโต๊ะเขาแบบเงียบ ๆ “สำหรับพี่เต้ย ยังไม่กินข้าวอีกใช่มั้ย?” เธอทิ้งท้ายแบบไม่สบตา
“หิวก็หิว แต่ทำไมถึงต้องแวะมาด้วย” เต้ยเอ่ยเสียงเรียบ
ฟ้าชะงัก แล้วนั่งลงฝั่งตรงข้าม “บางที…การมีคนให้สังเกตเรามากพอ สมองมันก็เริ่มไม่ยอมเหงาอีก” เต้ยหัวเราะเบา ๆ “พูดอะไรน่าคิด แต่บางเรื่องก็ยากเนอะ”
เสียงฝนตกลงมาอีกครั้ง ฟ้าลังเล ถามออกไปทั้งที่ไม่ได้จ้องหน้า “พี่เต้ย…ถ้าเลือกได้ จะกลับไปแก้ไขอดีตไหม?”
เต้ยเงียบไปพักใหญ่ สีหน้าครุ่นคิด “ผมเคยถามตัวเองหลายรอบนะ บางที…การผิดพลาดมันอาจเป็นสิ่งเดียวที่ทำให้เราไม่เหมือนเมื่อก่อนอีกต่อไป”
สัปดาห์หนึ่งหลังจากนั้น งานเร่งมากขึ้น ฟ้าค่อย ๆ เรียนรู้ไอเดียของเต้ยระหว่างแก้แบบ พวกเขาเริ่มถกเถียงและพบว่ามีแนวคิดหลักร่วมกันหลายอย่าง ฟ้าตั้งใจฟังมากขึ้น เต้ยก็ค่อย ๆ อ่อนโยนกว่าเดิมแม้จะยังเหน็บแนม ฟ้ากล้าพูดเรื่องครอบครัวกับเต้ยมากขึ้นแม้มักจบด้วยเสียงถอนใจ ละสายตายาวนาน
ในวันประชุมใหญ่สถานี ฟ้าถูกคาดคั้นเรื่องการเลือกอุปกรณ์ใหม่ที่ผูกพันกับงบประมาณ ฟ้าเริ่มตะกุกตะกักและเกือบเถียงกลับผู้ใหญ่ เต้ยจับสังเกตฟ้าเริ่มเสียงสั่นและจ้องโต๊ะ เต้ยตัดสินใจพูดเสียงนุ่ม “มันมีเหตุผลรองรับทั้งหมด ทีมออกแบบกับฟ้าช่วยกันหาคำตอบให้ดีที่สุดแล้ว” สีหน้าเต้ยมั่นใจจนทุกคนเงียบฟัง ฟ้าส่งผ่านสายตามาขอบคุณเบา ๆ
หลังเลิกงาน เต้ยยืนกางร่มหน้าตึก ฟ้าเดินออกมาใต้สายฝนอ่อน ๆ “พี่เต้ย… ขอบคุณนะ เรื่องเมื่อเช้า” เต้ยสั่นหน้า “ไม่ต้องขอบคุณ คนเราไม่ได้มีไว้ให้รู้สึกว่าโดดเดี่ยว”
ฟ้าลังเลเหมือนอยากพูดอะไรอีกแต่ไม่กล้า สุดท้ายหยิบหูฟังขึ้นใส่ แอบมองเต้ยเป็นครั้งสุดท้ายแล้วเดินจากไป
งานโครงการใหญ่เริ่มเข้มข้นขึ้น ในช่วงโต้แย้งงานรอบสุดท้าย ฟ้ากับเต้ยมีแง่มุมขัดแย้งกันเรื่องดีไซน์หลัก เต้ยดันทุรังตามอุดมการณ์ ฟ้าพยายามรักษาความยืดหยุ่น ทีมแบ่งฝ่ายเล็ก ๆ เต้ยพูดเสียงดังครั้งแรก “ถ้าผมต้องเปลี่ยนแนวคิดเป็นแบบที่ไม่เชื่อ มันไม่ใช่ตัวผม” ฟ้าหน้าเสียไปนิด “แต่บางทีการฟังความเห็นคนอื่นมันคือการโตเป็นผู้ใหญ่กว่ามั้ยพี่?”
จังหวะนั้นทั้งห้องเงียบ ไม่มีใครกล้าแทรก ฟ้าเบนสายตามองกระจกเห็นเงาตัวเอง น้ำตาคลอเบ้า เต้ยเดินออกไปเงียบ ๆ ทีมประชุมเงียบเสียบัตรงานและสลายตัวแบบไม่รู้สึกชนะอะไร
เย็นวันนั้น ฟ้าตัดสินใจกลับบ้านและคุยกับแม่เรื่องงานแต่งที่ครอบครัวเตรียมไว้ “แม่…ฟ้าขอโอกาสทำตามฝันเองสักครั้งได้มั้ย?”
แม่ของฟ้านิ่งไปนานแล้วเอื้อมมากุมมือฟ้าเบา ๆ เสียงสั่น “แม่กลัวฟ้าทำร้ายตัวเอง กลัวฟ้าทุกข์เหมือนพ่อ…” ฟ้าถอนใจและต้องกลั้นน้ำตาไว้อย่างกล้าหาญ “ขอโอกาสนะคะแม่”
อาทิตย์ต่อมา เต้ยหายจากออฟฟิศ ตั้งแต่ทะเลาะกันครั้งใหญ่ เขาเลือกลาออกจากโครงการที่ร่วมกับฟ้าเพื่อไปทำงานในฝันสายออกแบบสวนสาธารณะเล็ก ๆ ทางภาคเหนือ ฟ้ารู้ข่าวแต่ไม่กล้าติดต่อไป น้ำเสียงในวงงานเหมือนทุกอย่างค่อย ๆ กลับสู่จุดนิ่ง ทั้งคู่เหมือนคนแปลกหน้าที่เคยเดินร่วมทางกันแต่ถูกแรงดึงจากฝันและอดีตฉุดไว้คนละทิศ
ค่ำหนึ่ง ฟ้าขึ้นไปบนดาดฟ้าที่เต้ยมักไปนั่ง เธอเปิดสมุดบันทึกที่จดไอเดียกับบทสัมภาษณ์จากอดีตที่เต้ยเขียนทิ้งไว้ อ่านทุกบรรทัดด้วยความอาลัยอาวรณ์ เธอหันหลังกลับเตรียมลงไป แต่เจอสายตาของเต้ยที่มายืนอยู่ทางประตู พร้อมร่มเล็ก ๆ ในมือ
เงียบไปนานก่อนเต้ยพูดออกมาเบา ๆ “ผมโทรมาหาฟ้าหลายครั้ง ทำไมไม่รับสักครั้ง?” ฟ้าขบเม้มริมฝีปาก สีหน้าเจ็บปวด “มันยากจะพูดอะไรก็ไม่รู้… พี่เต้ยหายไปแบบนั้นฉันรับมือไม่ทัน”
เสียงฝนอ่อน ๆ ขึ้นมาใหม่ เต้ยเดินมาใกล้ “ทุกอย่างมันเข้มข้นขึ้นเพราะเราปล่อยให้ความกลัวกับอดีตควบคุมสินะ” ฟ้าเงยหน้ามอง “แล้วเราต้องกล้วยังไงถึงจะหาย?”
เต้ยวางร่มลง แล้วยื่นมือมา “อย่าแบกมันคนเดียวสิฟ้า… บางทีอุปสรรคมันรอให้เราเลือกว่าเดินข้ามไปด้วยกันหรือจะเดินหนี”
ฟ้าสบตาเป็นเวลานาน นิ่งเงียบ คำพูดในใจตีกันยุ่งเหยิงสุดท้ายเอ่ยเสียงเบา “ไม่กลัวแล้ว แต่ขอเวลา ฉันเองคงต้องค่อย ๆ ซ่อมแซมฝันกับอดีตตัวเองเหมือนกัน” เต้ยยิ้มบาง ๆ ไม่เร่งรัด
หลายเดือนต่อมา ฟ้าส่งพอดแคสต์ไปยังสถานีเล็กในชนบท เต้ยส่งแผนผังสวนใหม่เข้าประกวด ทั้งคู่คุยกันออนไลน์บ้างห่าง ๆ แต่อบอุ่นขึ้น มีรอยยิ้มในถ้อยสนทนาเสียมากกว่าเหลือบแววเจ็บตอนเก่า ๆ
หนึ่งปีให้หลัง ในค่ำคืนที่ดาดฟ้าเดียวกัน ฟ้านำข่าวสารงานประกวดของเต้ยมาฉลอง เต้ยนั่งมองดาวกับฟ้าในความเงียบสุขสองคน ฟ้ายื่นมือมาเหนือลมเย็น “ขอบคุณที่อยู่ตรงนี้ ไม่ใช่จบเพราะเข้าใจกันเสมอ แต่เป็นเพราะไม่ทิ้งกันกลางทาง”
เต้ยยิ้มและจับมือฟ้าไว้แน่น ดวงดาวบนฟ้าคืนนี้เปล่งแสงเหมือนตอบรับว่า ทุกฝันและอดีตจะไม่ได้จัดการได้หมดในวันเดียว แต่ระหว่างทาง… ถ้ามีใครสักคนเดินข้างกัน มันก็สว่างขึ้นได้เสมอ