ข้ามฟ้า…มายังเธอ
เสียงหัวเราะเจือจางของบรรดาพนักงานก้องสะท้อนในห้องประชุมกระจกขุ่น ภาวินนั่งไขว้ขา มือจับปากกาวาดเส้นสายไร้ความหมายบนสมุดโน้ต ท่ามกลางบรรยากาศน่าเบื่อของการประชุมแผนงานไตรมาสหน้า แสงแดดอ่อนลอดผ่านม่านบาง ๆ ส่องให้เห็นเงาร่างซูบเล็กของ “แพรว” สาวบัญชีขี้กลัวซึ่งนั่งนิ่งตรงมุมห้อง มือของเธอสั่นน้อย ๆ ขณะเปิดแฟ้มเอกสาร
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!“แพรว รบกวนส่งรายงานมาทางเมลด้วยนะครับ” เสียงของหัวหน้าทีมเรียกเบา ๆ แพรวพยักหน้ารับ ริมฝีปากสั่นไหวแทบจะไม่พูดอะไร เธอไม่กล้ามองสบตาใครเลยสักคน
ภาวินเหลือบมอง พลางถอนหายใจ เขาเคยได้ยินคนพูดถึงแพรวว่าเงียบเกินไป พิกลพิการทางสังคม แต่ภาวินแค่เห็นอีกมุม—คนบางคนเหมือนกำแพงแก้วใส ที่ไม่มีใครรู้ว่าอีกด้านหนึ่งมีอะไรซ่อนอยู่
หลังเลิกประชุม พนักงานทยอยออกจากห้อง มีเพียงแพรวที่เก็บเอกสารช้า ๆ สายตาจ้องโต๊ะราวกับกลัวหลุดโลกสีขาว
“ต้องการความช่วยเหลือไหม?” ภาวินพูดเบา ๆ แพรวเงยหน้าขึ้น สายตามีความระแวงเจืออยู่
“ไม่เป็นไรค่ะ ขอบคุณ” เธอก้มลงจัดของต่อ อย่างเก้ ๆ กัง ๆ
เขาไม่ได้พูดต่อ เพียงแต่ยิ้มบาง ๆ แล้วเดินออกจากห้อง เวลานั้นภาวินไม่ได้คิดว่าครั้งแรกที่เขายื่นมือไป แพรวจะปฏิเสธและเก็บมันไว้เป็นความทรงจำฝังใจของใครคนหนึ่ง
วันรุ่งขึ้น ระหว่างที่ภาวินนั่งแก้แบบโปสเตอร์งานเปิดตัวแบรนด์ในคาเฟ่บริษัท พลันก็เห็นแฟ้มรายจ่ายวางทิ้งไว้ มุมขอบแฟ้มเยินและมีสติกเกอร์รูปปลาว่ายน้ำแปะอยู่ เขาเหลียวซ้ายขวาก่อนหยิบมาดู เห็นชื่อเจ้าของ “แพรวา อัครนนท์” ด้วยลายมือหวัดบนปก
ไม่กี่นาทีต่อมา ร่างเล็กกึ่งวิ่งกึ่งเดินมาหยุดตรงหน้าโต๊ะเขา หอบหายใจถี่เหมือนเพิ่งหนีจากเรื่องวุ่นวายมา
“ขอโทษค่ะ ขอโทษที่รบกวน… คือ เอ่อ ขอแฟ้มคืนได้ไหมคะ” แพรวพูดเบาเจียม คิ้วขมวดด้วยความกังวล
“อืม แน่ใจนะว่าของแพรว ไม่ใช่ของฝ่ายไอที?” เขาแกล้งหยอก เสียงเกือบกลืนหายกับเสียงดนตรีเบา ๆ
เธอรีบส่ายหน้าช้า ๆ มือเอื้อมไปรับแฟ้มกลับมา แล้วโค้งเล็กน้อยเหมือนขอโทษหนักกว่าเดิม “ขอโทษค่ะ… แพรวลืมไว้ตลอดเลย”
“ไม่เป็นไร เราเองก็เคยทำแฟ้มการเงินตกน้ำมาครั้งนึง เหลือแต่ตัวเลขมั่ว ๆ ที่อ่านไม่ออก”
มุมปากเธอยกขึ้นอย่างอดไม่ได้ “จริงเหรอคะ?”
เขายิ้มตอบ ครั้งแรกที่เห็นเธอยิ้มเล็ก ๆ อยู่นอกมุมที่เธอขังตัวเองไว้
ช่วงพักกลางวัน เพื่อนร่วมงานจับกลุ่มกินข้าว ส่วนแพรวมักนั่งเงียบอยู่มุมห้องอาหารกับกับข้าวกล่องเล็ก ๆ ภาวินเดินผ่านมา หรี่ตามองควันอาหารที่ลอยอ้อยอิ่งตัดกับความเย็นของแอร์
“ข้าวผัดไข่ บรรยากาศเหมือนได้กินข้าวในสวนหลังบ้านเลยเนอะ” ภาวินพูด หยิบจานข้าวมานั่งโต๊ะเดียวกันอย่างไม่เกรงใจ
แพรวมองเขาเล็กน้อยเหมือนนึกไม่ถึงว่าจะมีใครกล้ามานั่งด้วย “ค่ะ” เธอหยิบส้อมจิ้มข้าวเงียบ ๆ
“เราชอบกินข้าวผัดไข่เหมือนกัน สมัยเด็ก ๆ แม่จะทำให้ตลอด ตอนไปโรงเรียนก็ต้องมีเมนูนี้ทุกเช้า” เขายิ้มก่อนจะเงียบไปครู่ “บางทีความทรงจำมันติดอยู่กับกลิ่นเนอะ”
แพรวมองหน้าเขานานกว่าที่เคย ก่อนจะหลบสายตา “แพรวว่าจริงค่ะ…”
วันเวลาผ่านไป ฤดูฝนมาเยือน ภาวินกับแพรวต้องทำงานโปรเจ็กต์พิเศษร่วมกันเป็นครั้งแรก งานออกแบบภาพประกอบงบประมาณประจำปี ที่ต่างฝ่ายต่างไม่ถนัดในงานของกันและกัน
“นี่คือคอนเซ็ปต์งานเรา หรือของฝ่ายการเงินกันแน่” ภาวินยื่นร่างรูปสายกราฟให้
“ของฝ่ายบัญชีค่ะ…” เธอลังเล “แต่ถ้าช่วยลบบางจุดออกได้มั้ยคะ ตัวเลขมันไม่ตรง”
เขาส่งสายตากึ่งล้อกึ่งจริงจัง “งบประมาณกับจินตนาการอยู่ด้วยกันไม่ได้เหรอ?”
แพรวมองแผ่นงานเงียบ ๆ ก่อนจะพูดเบา ๆ “บางที… งบมันก็คือขอบเขตของความฝัน”
ประโยคนั้นทำให้ภาวินนิ่งไป เขาเพิ่งเคยได้ฟังเธอพูดยาวกว่าห้าวินาทีเป็นครั้งแรก สายฝนข้างนอกซัดเสียงเครื่องปรับอากาศจนฟังแทบไม่ออก เพียงแต่เสียงใจกระซิบเต้นตาม
ค่ำวันหนึ่ง หลังเลิกงาน ภาวินเดินออกมาสูดอากาศริมระเบียง เขาพลันได้ยินเสียงร้องไห้แผ่ว ๆ จากด้านข้าง ผนังใกล้ ๆ นั้นเอง แพรวนั่งกอดเข่าซ่อนตัวใต้เงาสลัวของโคมไฟ เก็บเสียงสะอื้นอย่างสุดความสามารถ
เขาไม่ได้เข้าไปพูดจาใด ๆ เพียงแต่ค่อย ๆ นั่งลงข้าง ๆ อยู่ร่วมในความเงียบแสนเจ็บหน่วงนั้น แพรวมองตรงไปข้างหน้า ก่อนจะพูดด้วยเสียงสั่น
“ถ้าเราเลือกที่จะกล้าพูดมากกว่านี้ อยู่ในสายตาคนอื่นได้เก่งกว่านี้ ทุกอย่างคงไม่ยากเท่านี้…”
“มันก็แค่เรื่องหนึ่งที่เราอยากทำได้ แต่…เราไม่ต้องรีบหรอก” เขากล่าวเสียงเบา
แพรวหันมอง น้ำตาคลอ “ขอบคุณค่ะ”
ตั้งแต่นั้นมา ทั้งสองเริ่มคุยกันบ่อยขึ้น ในห้องชาเล็ก ๆ ข้างโรงอาหาร ภาวินกับแพรวช่วยกันทำงานและค่อย ๆ เล่าเรื่องของตัวเอง แพรวเปิดใจพูดถึงการคิดถึงบ้าน ความกดดันจากพ่อแม่ที่ให้สอบบรรจุข้าราชการ ภาวินเล่าเรื่องอดีตที่เคยลาออกกลางคันจากสายวิศวกรรมทั้งที่ครอบครัวหวังไว้
“แล้วไม่เสียใจเหรอคะ ที่เลือกเดินเส้นทางนี้”
“เคยเสียใจ… แต่มันก็แค่ช่วงนึงเท่านั้น”
“เรา… น่าจะกล้าตัดสินใจอะไรแบบนั้นบ้าง”
วันหนึ่ง ภาวินได้รับอีเมลแจ้งโอกาสไปเป็นอาร์ตไดเรกเตอร์ที่บริษัทโฆษณาชื่อดังในสิงคโปร์ เงินเดือนสูง รายละเอียดงานท้าทายกว่าเดิม เขาเก็บเรื่องนี้ไว้เพียงคนเดียว ไม่มีใครรู้ รวมทั้งแพรว
ขณะเดียวกัน แพรวได้รับข่าวดีว่าตัวเองสอบบรรจุข้าราชการได้สำเร็จ พ่อแม่โทรมาดีใจ เธอกลืนความรู้สึกปนสุขปนเศร้าไว้ใจกลางอก
“เราควรดีใจใช่ไหมคะ…” แพรวเอ่ยขณะแอบน้ำตาคลอบนรถเมล์ ภาวินที่นั่งอยู่ข้าง ๆ ได้แต่ลูบหลังเบา ๆ เขาเห็นรอยแผลในแววตาเธอ—แผลของคนที่เดินตามทางชีวิตคนอื่นมานานจนอาจลืมว่าตัวเองต้องการอะไรจริง ๆ
“มันก็แค่ต้องใช้เวลาหาว่าถนนของแพรววิ่งไปทางไหน”
ทั้งสองคนเริ่มห่างกันโดยไม่รู้ตัว วันเวลายุ่งเหยิง โรคระบาดต้องทำงานที่บ้าน ต่างฝ่ายต่างวุ่นกับชีวิตตัวเอง จนวันหนึ่งภาวินตัดสินใจบอกลาแพรวเป็นครั้งแรกผ่านข้อความแชท
“ถ้าวันนึงเราไม่ได้อยู่ที่นี่… แพรวจะยังคิดถึงเราไหม”
เธอพิมพ์ตอบช้ากว่าปกติ “ค่ะ… ”
ความเงียบยาวเหยียดคั่นอยู่กลางประโยคที่ไม่มีคำบอกรักใด ๆ หลงเหลือ มีแต่ความอึดอัดที่แบกทับบนใจคนทั้งคู่
เดือนต่อมา ภาวินเดินทางไปสิงคโปร์ เขาตัดสินใจลาออกแม้จะไม่มีใครสนับสนุน ความพยายามเขียนอีเมลหาแพรวแต่ลบมันทุกครั้ง ชีวิตใหม่ของเขาช่างวังเวงในเมืองใหญ่
ส่วนแพรวใช้ชีวิตกะทันหันในระบบราชการอย่างซึมเศร้า เธอขอให้ตัวเองลองอีกสักปี แต่ในความเงียบเหงานั้นใจของเธอก็ยังคงเวียนว่ายกลับไปหาภาวิน
หลายเดือนผ่านไป ความสัมพันธ์ทั้งสองถดถอยเหลือเพียงการกดไลก์ภาพวาดแมวตัวใหม่ที่ภาวินอัปในอินสตาแกรม
ฤดูฝนเวียนมาอีกครั้ง วันหนึ่งแพรวเดินกลับจากที่ทำงานท่ามกลางฝนพรำ เธอยืนหลบอยู่ใต้ชายคาตึกด้วยใจเงียบ ๆ พลันเปิดโทรศัพท์เจออีเมลแปลกตาจากภาวิน แนบภาพแมวสีน้ำเงินบนกระดาษโน้ตแผ่นหนึ่ง ข้อความสั้น ๆ ที่อ่านว่า
“ช่วงเงียบในชีวิตเราคือจังหวะเดียวกับที่แพรวนั่งอยู่ข้าง ๆ วันที่ฝนตก เราวาดแมวให้แพรว…ยังรอให้แพรวกลับมาข้าง ๆ ได้เสมอ”
แพรวหลับตา น้ำตาไหลท่วมแก้ม ริ้วฝนหนักขึ้น เธอพิมพ์ตอบ มีเพียง “ขอบคุณที่คิดถึง” เบียดกับความรู้สึกที่ครึ่งอยากจะตัดความหวัง ทว่าครึ่งหนึ่งใจหลุดร่วงไปตามสายฝน
ไม่กี่สัปดาห์ถัดมา งานบริษัทมีนิทรรศการวาดภาพแมวคนดัง ภาวินคือหนึ่งในศิลปินรับเชิญที่บินกลับกรุงเทพฯชั่วคราว แพรวจึงตัดสินใจฝืนใจไปงานแม้จะต้องต่อสู้กับความกลัว
ในงาน ภาวินยืนอยู่หน้าผลงานตัวเอง เขาเห็นเธอในชุดเดรสสีน้ำผึ้ง เดินเข้ามาอย่างลังเล
“คิดถึง…ในสายฝนมั้ย” เขาถามเบา ๆ มือหนึ่งล้วงกระเป๋า อีกข้างลูบบัตรประจำตัวแขก
แพรวจ้องตาเขา น้ำเสียงเบาราวกระซิบ “คิดถึงทุกวัน”
เงียบไปครู่หนึ่ง
“เรากลัวจะไม่ได้เจอแพรวแบบนี้อีก” ภาวินสารภาพตัดใจ
แพรวกลืนน้ำลาย กำมือแน่น “แพรวก็กลัวเหมือนกัน… กลัวจะกลับไปเงียบเหมือนเมื่อก่อน แต่ตอนนี้ไม่อยากหนีตัวเองแล้ว”
วินาทีนั้น ไม่มีคำบอกรัก ไม่มีการกอดหรือจูบร้อนแรง มีแต่การหายใจช้า ๆ ไปพร้อมกัน น้ำตาแพรวร่วงออกมาในที่สุด
“ถ้าทุกอย่างยากเหมือนสายฝนก็คงไม่มีแมวสีฟ้าในกล่องจดหมาย”
ภาวินหัวเราะในลำคอ ก่อนจะยื่นมือแตะหลังมือเธอเบา ๆ “กลับมานั่งคุยข้างหน้าต่างด้วยกันได้มั้ย”
การตัดสินใจครั้งนั้นไม่ได้เปลี่ยนโลกทั้งใบในทันที แพรวเลือกลาออกจากงานราชการ ทดลองสมัครงานบริษัทเอกชนอีกครั้ง ทั้งคู่เริ่มคุยกันมากขึ้นผ่านทางออนไลน์ แม้ระยะทางจะยังไม่หมดไป แต่ทั้งสองคนเรียนรู้ที่จะเติบโต ข้ามความกลัวของตัวเองทีละน้อย ๆ
ฤดูฝนปีใหม่มาเยือน ภาวินกับแพรวนั่งข้างหน้าต่างไม้ยาว กินข้าวกล่องข้าวผัดไข่ด้วยกันในเช้าวันทำงานธรรมดา ท่ามกลางรอยยิ้มและเสียงหัวเราะของใครบางคนที่กล้าออกจากขอบเขตของตัวเอง นี่คือการเดินทางยาวไกลที่สั้นที่สุด—ข้ามฟ้า… มายังเธอ