แสงโคมไฟกับเสียงหัวใจของเรา
เสียงสายฝนโปรยลงบนหลังคากระเบื้องของห้องเช่าเล็ก ๆ ในย่านวัดเกตุ ใกล้แม่น้ำปิง ฝนหลงฤดูในเชียงใหม่ลากยาวมาตั้งแต่กลางวันถึงหัวค่ำ แต่ตะวันตกดินแล้ว ฝนยังคงพรำ ลมเย็นเบาคลายร้อนได้ดี ฐิติวัฒน์นั่งกอดอก มองม่านขาวริมหน้าต่างไหวตามแรงลม เขารอฟังเสียงโทรศัพท์ที่เงียบงันมาสามวันเต็ม ๆ
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!บนโต๊ะไม้สีน้ำตาลเข้มวางสเก็ตช์เก่า ๆ ที่เขาเคยออกแบบโคมไฟ งานอดิเรกที่ไม่เคยได้ลงมือจริง ฝีมือของเขาไม่อาจไปต่อในสายงานที่ฝัน เด็กชายที่เคยเชื่อมั่นในแสงไฟกลับกลายเป็นผู้ใหญ่ที่กลัวการวาดฝัน บนผนังห้อง ติดใบประกาศรับสมัครอาสาสมัครทาสีโครงการลอยโคมกลางแม่น้ำปิง
ความเงียบถูกทำลายด้วยเสียงเคาะประตูสองครั้ง เบา ๆ แล้วหยุดเหมือนคนลังเล ฐิติวัฒน์ลุกไปเปิดเห็นหญิงสาวคนหนึ่งในเสื้อกันฝนใส ถือตะกร้าหวาย ข้างในมีลำโพงพกพาและสมุดวาดรูป เธอยิ้มบาง ๆ เหมือนซ่อนอะไรอยู่
“ขอโทษนะคะ ห้องนี้ใช่ของคุณฐิติวัฒน์ไหม?” เสียงนั้นนุ่มนวลและมีสำเนียงเหนือลาง ๆ
เขาพยักหน้า “ครับ มีอะไรหรือเปล่าครับ” น้ำเสียงของเขาแข็งกว่าที่ตั้งใจ เธอชะงักไปครู่ เหลือบมองฝน แต่ก็ตัดสินใจเดินเข้ามาใกล้ประตู
“ฉันชื่อขวัญข้าวค่ะ พอดีอยู่บ้านถัดไป เขาฝากมาแจ้งว่าวันเสาร์นี้จะมีประชุมกลุ่มอาสาฯ ทาสีโคมไฟนะคะ เห็นชื่อคุณอยู่ในกลุ่ม”
ฐิติวัฒน์รับฟังด้วยสายตานิ่ง ไม่ได้ขยับ “ขอบคุณครับ ผมทราบแล้ว” เกิดช่องว่างของเวลาระหว่างคำพูดสองฝ่าย ขวัญข้าวเงียบไปชั่วขณะเหมือนไม่กล้าถอย “เอ่อ งั้นฉันไปก่อนนะคะ”
หลังประตูปิดลง เขาเดินช้า ๆ กลับมานั่งตรงโต๊ะ สายฝนนอกหน้าต่างยังไม่หยุด ไฟสลัวทำให้ห้องดูคับแคบกว่าเดิม เสียงฝนเหมือนปลุกบางอย่างในความทรงจำ ฐิติวัฒน์นึกถึงคืนลอยกระทงเมื่อปีก่อน เงาและแสงโคมไฟบนฟ้ามีเพียงเขากับความเงียบ
วันเสาร์มาเร็วกว่าที่คิด อาคารชุมชนริมปิงคึกคักด้วยกลุ่มวัยรุ่นกับชาวบ้านที่ทยอยเข้ามา ขวัญข้าวนั่งหัวโต๊ะ เปิดแผนงานลอยโคมประจำปี เธอแจกแบบโคมใหม่ที่เธอออกแบบเองให้ทุกคน แผนที่เต็มไปด้วยเส้นสาย ลายดอกไม้และแพทเทิร์นแปลกตา
“เราจะให้พื้นที่กับแต่ละคนได้ออกแบบลายโคมของตัวเองนะคะ ใครวาดไม่เป็น ไม่ต้องกลัว มีทีมช่วยค่ะ” เสียงขวัญข้าวสดใสในวงประชุม เธอส่งตาไปทางฐิติวัฒน์ด้อม ๆ มอง ๆ ก่อนก้มลงเขียนในสมุด เธอนั่งท้ายวง ไม่พูดไม่จา ไม่มีใครชวนคุย เขาเขียนชื่อไว้ใต้แบบโคมดวงหนึ่งแค่คำว่า ‘แสงเงา’
หลังประชุม ขวัญข้าวเจอเขายืนอยู่มุมตึก เธอเดินเข้ามาเงียบ ๆ เห็นศิลป์บนสมุดของเขา “แบบนี้สวยดีนะคะ คุณเคยวาดลายโคมมาก่อนเหรอ?”
“เปล่าครับ” คำตอบสั้นชนิดไม่ต่อบทสนทนา ขวัญข้าวยิ้มรับบาง ๆ ไม่เซ้าซี้ต่อ เธอนิ่งไปครู่หนึ่ง เหมือนจะพูดอะไรแต่แล้วก็ถอนใจเบา ๆ และเดินจากไป
อีกเย็นหนึ่งหลังเลิกงานอาสาสมัคร ฐิติวัฒน์เก็บสมุดและพู่กันลงกระเป๋าผ้า กำลังจะกลับ เห็นขวัญข้าวกำลังเก็บลำโพงพกพาจากแผ่นสนามหญ้า ท่าทางเหนื่อยอ่อนแต่ยังเก็บทุกอย่างอย่างเรียบร้อย
“จะกลับยังไงครับ ฝนท่าจะตกอีก” เขาถามเสียงเรียบ ไม่สบตาตรง ๆ ขวัญข้าวเงยหน้าขึ้นตะลึงเล็กน้อยเหมือนไม่คาดว่าจะมีคนทัก
“เดินน่ะค่ะ บ้านไม่ไกล” เธอหัวเราะเบา ร่มเสียข้างหนึ่ง เธอส่งสายตามองฟ้าเหมือนท้าฝน ฐิติวัฒน์ตัดสินใจยืนรอข้าง ๆ โดยไม่พูด เขาหยิบร่มจากกระเป๋า แล้วยื่นให้เธอเงียบ ๆ
“ไม่ต้องห่วงหรอกค่ะ คุณเก็บไว้เถอะ เดี๋ยวฉันวิ่งฝ่าฝนเองได้”
เขาส่ายหน้า ไม่พูด เพิ่มแค่แรงกดเล็ก ๆ ที่ด้ามร่ม เหมือนขอร้องเธอให้รับ ขวัญข้าวลังเล มองหน้าเขานานจนเขาใจสั่น แต่สุดท้ายเธอก็ยอมรับไว้
วันต่อมา ขวัญข้าวเอาร่มมาคืน พยายามยิ้มกลบเกลื่อนความอึดอัด เธอพูดเบา ๆ “เมื่อคืนฉันฝันว่าตัวเองวิ่งฝ่าฝนแล้วโดนฟ้าแลบไล่ตาม” เธอหัวเราะกับเรื่องตลกของตัวเอง แต่ก็แฝงแววเหงาในตา
“ผมชอบฝน” เขาตอบไปโดยไม่รู้จะพูดอะไร มันมีแต่ความเงียบจนเสียงฝนข้างนอกดังขึ้นมาทับ เธอมองเขาเหมือนจะถามอะไรอีกแต่กลับเงียบ
“ฉันกลัวฟ้าร้อง แต่ต้องเดินกลางฝนบ่อย ๆ ช่วงนี้” เธอพูดจบก็หัวเราะกลบเกลื่อนอีก ฐิติวัฒน์รู้สึกเหมือนถูกลากเข้าสู่โลกอีกมุมหนึ่งของขวัญข้าว
หลังจากวันนั้น ทั้งสองเจอกันบ่อยขึ้นในกลุ่มอาสาสมัคร แต่การคุยกันก็ยังแบบทุ่นกับเชือก ใกล้แต่ไม่กล้าขยับ หัวข้อสนทนาเล็ก ๆ น้อย ๆ เสมอ แต่ทุกครั้งที่สายตาสบกัน ขวัญข้าวจะเป็นฝ่ายเบนหน้าไปก่อน ทิ้งช่วงชั่วขณะเหมือนต้องผ่านอะไรบางอย่างก่อนจะเดินต่อ
ยามเย็นวันหนึ่ง นั่งวาดโคมด้วยกันใต้เพิงไม้ อากาศเย็นมีเมฆฝนหนา ขวัญข้าวถามเสียงเบา “คุณคิดว่าความลับทำให้เราห่างจากคนอื่นไหม?”
ฐิติวัฒน์นิ่ง เสียงฝนบนหลังคาดังขึ้น “มันก็แล้วแต่ความลับมั้ง บางทีทำให้เราปลอดภัย แต่ก็บางทีทำให้เรารออยู่กับเงา”
ขวัญข้าวพยักหน้า เธอยิ้มจาง ๆส่งปลายพู่กันจุ่มสี “ฉันว่าบางทีความลับก็เหมือนแสงสลัวบนโคม มันพอติดไฟ…แต่ไม่เคยสว่างเต็มที่” เธอเหมือนจะพูดกับสีมากกว่ากับเขา
เวลาผ่าน ความสัมพันธ์ทั้งสองขยับทีละนิด ฐิติวัฒน์เริ่มนำแบบโคมที่ตัวเองร่างไปให้ขวัญข้าวดูบ่อยขึ้น เขายังไม่กล้าเสนอในที่ประชุม แต่จะส่งเธอดูเงียบ ๆ ทุกเย็น ขวัญข้าวก็จะชี้ตำหนิหรือแนะนำบางจุด ทั้งสองทำตัวเป็นทีมเวิร์กเล็ก ๆ ของตัวเอง อยู่ในโลกส่วนตัวที่ปลอดภัยจากสายตาคนอื่น
ค่ำหนึ่ง กลุ่มอาสารวมตัวซ้อมลอยโคมกลางน้ำ ขวัญข้าวซึมแปลก ๆ ไม่เอ่ยอะไรตอนประชุม ฐิติวัฒน์เฝ้ามองอยู่ห่าง ๆ เหมือนอยากเข้าไปปลอบแต่ไม่รู้จะพูดอย่างไร
เมื่อผู้คนเริ่มซา ขวัญข้าวเดินขึ้นสะพานไม้ข้ามแม่น้ำ นั่งพิงราวสะพาน มองผืนน้ำสลัว ฐิติวัฒน์เดินเข้าไปใกล้ แทบไม่ออกเสียง เธอขยับตัวเบา ๆ เหมือนล่วงรู้ว่ามีใครมาแล้ว
“หมดแรงเหรอครับ” เขาถามเสียงเบา เธอไม่ตอบ เพียงมองไฟในน้ำ เธอลังเลนาน ก่อนเอ่ยเสียงแผ่ว “บางครั้งก็รู้สึกว่าทำดีแค่ไหน…มันก็ไม่เคยพอสำหรับใครบางคน”
เสียงลมเอื่อยพัดเข้ามา ฐิติวัฒน์นั่งลงข้างเธอ “สำหรับผม…มันพอแล้วล่ะ” เขาเงียบ มือกำราวสะพานไว้แน่น
ในความเงียบและเสียงน้ำ ขวัญข้าวหันมามองหน้าเขาช้า ๆ แล้วเบนตากลับทันที คำพูดคล้ายจะติดค้างอยู่บนริมฝีปาก แต่ตกลงในใจแทน
วันเวลาช่วงฝนปลายปี ทั้งสองใกล้ชิดกันมากขึ้นจนใคร ๆ แซว แต่ก็ต่างคนต่างเงียบต่อหน้าใครอื่น เสียงหัวใจเหมือนลอยวนอยู่ในอากาศแต่ไม่กล้าคว้าคำตอบ
คืนหนึ่ง ขวัญข้าวเงียบผิดปกติหลังรับโทรศัพท์สายยาว ฐิติวัฒน์แอบฟังได้เพียงบางถ้อยคำ “…เดี๋ยวขวัญตัดสินใจเอง…อย่ากดดันกันเลย…” เธอเดินออกไปนั่งที่บันไดหน้าวัด ฐิติวัฒน์ลอบเดินตาม นั่งข้าง ๆ อย่างเก้ ๆ กัง ๆ
“ใครโทรมาครับ”
เธอไม่ตอบในทันที เงียบไปนาน แล้วค่อยพูด “ที่บ้านอยากให้กลับกรุงเทพฯ ไปดูแลร้านกับแม่”
“แต่คุณชอบอยู่ที่นี่ไม่ใช่เหรอ” เขาหยั่งเชิง เสียงเบา
ขวัญข้าวหลบตา “แม่กับบ้านสำคัญ…แต่ที่นี่ก็เป็นโลกของฉันเหมือนกัน ฉัน…ยังไม่แน่ใจว่าฉันต้องเลือกอะไร”
ทั้งสองตกอยู่ในความเงียบ ลมเย็นพัดผ่านมาอีกครั้ง
ต่อมาหลายวัน บรรยากาศระหว่างทั้งสองเปลี่ยนไป ขวัญข้าวเว้นระยะห่างอย่างเห็นได้ชัด ฐิติวัฒน์จึงหันไปทุ่มกับการออกแบบโคมจนดึกดื่น เขาไม่กล้าทักไลน์ เธอก็ไม่ส่งข้อความมาหาเหมือนเก่า
จนถึงวันที่ทุกคนรวมตัวกันเตรียมโคมสุดท้าย วันลอยกระทง ถนนบ้านเกตุเต็มไปด้วยแสงสีและเสียงเพลง ขวัญข้าวขอประชุมกลุ่มเป็นครั้งสุดท้าย เธอแจ้งทุกคนว่าอาจไม่ได้อยู่จนจบงาน เพราะอาจต้องเดินทางไปกรุงเทพฯ วันรุ่งขึ้นเพื่อดูแลแม่ ทุกคนตกใจ ฐิติวัฒน์นิ่งงันพูดไม่ออก
คืนนั้น ฐิติวัฒน์นั่งวาดลายโคมต่อคนเดียว เขาหยิบโทรศัพท์ขึ้นมากดไลน์หาขวัญข้าวหลายครั้งแต่ก็ไม่ได้ส่งข้อความออก ไม่กล้าแม้แต่จะพิมพ์ “ขอให้อยู่ต่อ” หรือ “ผมอยากให้คุณอยู่”
ถึงคืนลอยกระทง ใต้แสงโคมนับพันที่ลอยฟ้าริมแม่น้ำ ฐิติวัฒน์ยืนอยู่ในกลุ่มฝูงชน เฝ้ารองานของกลุ่มช่วยกันลอยโคมไฟน้ำ เขามองหาขวัญข้าวแต่ไม่เจอ เสียงจอแจรายล้อมจนหัวใจเต้นแรง
ใกล้เที่ยงคืน ใต้สะพานไม้ ขวัญข้าวนั่งกับเป้ใบใหญ่ คู่ข้าง เธอดูเหม่อลอย ฐิติวัฒน์เดินเข้าไป พยายามพูดเสียงไม่สั่น “คุณจะไปจริง ๆ เหรอ”
เธอเงียบ เหมือนประโยคนี้รั้งเธอไว้ได้ครู่ ก่อนจะหันมายิ้มบาง “ฉันก็…ยังไม่แน่ใจ”
ทั้งสองตกอยู่ในความเงียบ ได้ยินแต่เสียงโคมระเบิดแสงบนฟ้า เธอมองหน้าเขาช้า ๆ เหมือนต้องการถามอะไรในดวงตา
“ที่ฉันไม่กล้าบอก…เพราะกลัวเสียคุณไป ถ้าฉันเลือกสิ่งที่คุณไม่เข้าใจ” น้ำเสียงเธอสั่น
“ผมเองก็กลัวว่าถ้าพูดไป…จะไม่มีอะไรเหมือนเดิมอีก” ฐิติวัฒน์สบตาเธอในความมืด ลำแสงจากโคมขวางใบหน้าทั้งคู่สลับกัน
เสียงพลุโคมลอยสุดท้ายดังขึ้น ขวัญข้าวหัวเราะขม “บางทีเราควรปล่อยให้ทุกอย่างลอยไปกับโคมไหม”
“แต่ถ้าผมไม่อยากให้มันหายไป…” คำพูดของเขาหยุดกลางคัน เงียบอยู่นาน
ขวัญข้าวนิ่ง มองสายตาเขา ก่อนวางมือเบา ๆ บนหลังมือเขา “ฉันจะอยู่…แต่อาจไม่ได้อยู่แบบเดิม ฉันอยากให้คุณเข้าใจว่าฉันกลัว…เหมือนกับที่คุณกลัว”
แสงสุดท้ายของคืนลอยกระทงแตะขอบฟ้า ฐิติวัฒน์เอื้อมมือไปจับมือเธอกลับอย่างช้า ๆ ไม่มีคำสัญญา ไม่มีถ้อยคำว่ารัก แต่ในคืนที่โคมลอยอยู่เต็มฟ้า ทั้งสองเลือกจะไม่หลบซ่อนอีกต่อไป
ฤดูฝนปีถัดมา ฐิติวัฒน์และขวัญข้าวช่วยกันวาดลายโคมใหม่ สีสันแปลกตากว่าเดิมใต้แสงโคมไฟ ผืนน้ำปิงยังไหลเรื่อย ฝนพรำเบา ๆ ในเชียงใหม่ แต่ความเงียบข้างกายกันไม่มีอีกแล้ว—แค่สายตาสองคู่ที่พูดบางอย่างได้โดยไม่ต้องเอื้อนเอ่ย