ไฟกลางเกาะ (Isle in Fire)
เสียงสั่นไหวของเรือเร็วที่วิ่งฝ่าเกลียวคลื่นกลางทะเลสีเงินในยามสาย ท่ามกลางอากาศเจือกลิ่นเกลือทะเล และเสียงหัวเราะแผ่วเบาของกลุ่มวัยรุ่นที่เหม่อมองฟ้า พีทยืนพิงขอบเรือ ดวงตารวดร้าวเกินวัยเมื่อจ้องท้องฟ้าสว่างจ้า ข้าง ๆ เขา ปัน หญิงสาวหน้าเข้มผู้มีรอยแผลเป็นจางที่ข้อมือ กระซิบคุยกับใบริน เพื่อนสนิท อาเจน นักเรียนใหม่ที่เงียบขรึม นั่งห่างออกไป คนขับเรือคือทิวพี่ชายพีท ชายวัยยี่สิบต้น ๆ ที่เล่นหัวขับเรือเหมือนไม่เกรงกลัวอะไร แต่ใต้รอยยิ้มของทิวมีบางอย่างอึมครึมเกินคาดเดา
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!“มาถึงจริง ๆ นะ…” ใบรินพูดเบา ๆ มือสั่น ๆ เมื่อฝั่งเกาะรูปพระจันทร์เผยตัว ปกคลุมด้วยป่าสีเขียวกลืนกับท้องทะเล
ปันลูบน้ำหอมเกลือที่แก้ม มองหน้าพีทแวบหนึ่งก่อนหันไปมองทิว “จะไม่มีใครมาตามเราใช่ไหม?”
ทิวหัวเราะ “เกาะนี้ไม่มีคน เจ้าของก็ไม่มาแล้ว ลืมโลกข้างนอกซะ”
มวลอึดอัดแล่นอยู่ กว่าเสียงเครื่องยนต์จะดับ ทุกคนก็หยุดนิ่ง เรือเทียบท่าทำมือบนหาดเงียบ แสงแดดสะท้อนผิวทราย แต่ไม่มีใครกล้าสบตากันเต็มที่
พีทหันไปมองขุนเขาในเกาะ แดนดิบที่เหมือนจะกลืนเขาลงไป “เรายังไปทางในอีกใช่ไหม?”
“ใช่ เอาของลงก่อน แล้วช่วยกันขนเข้าไปเถอะ เดี๋ยวมันก็สนุก” ทิวพูดพลางคว้ากระเป๋า หนุ่มสาวแต่ละคนลากถุงเสบียงด้วยมือสั่นมากน้อยต่างกัน
ขณะพวกเขาเดินเข้าไปบนเกาะ ป่าเงียบลึกกลับต้อนรับด้วยเสียงจั๊กจั่น เสียงใบไม้กรอบแกรบที่ใต้ฝ่าเท้า ทุกคนมองหน้ากันเงียบ ๆ ไม่มีใครพูดถึงสิ่งที่ฝากไว้ข้างหลัง—หรือเรื่องที่ตั้งใจหนีมา
พระอาทิตย์ยังสูง พวกเขัส่ายเหงื่อตามหน้าผากเมื่อเริ่มตั้งที่พักริมลำธารน้ำใส อาเจนคอยมองซ้ายขวาอย่างระแวดระวัง หยิบผ้าขาวม้ามาคลุมไหล่พันซ้ำแล้วซ้ำเล่า
“เรา…แน่ใจนะว่าคืนนี้จะไม่มีอะไรแปลก ๆ” ใบรินพูด ไหล่ตก มองไปยังป่าทึบ
ทิวทำหน้าเล่นหัว “กลัวเหรอ ก็หากลัวจะมาทำไม?”
พีทเหลือบตาไปมองปัน สายตาของเขามีบางอย่างเฉียดผ่าน “เรามาที่นี่…เพื่ออะไรจริง ๆ ทิว?”
ทิวหัวเราะกลบเกลื่อน “เฮ้ มาปลดปล่อย ไม่ต้องคิดเยอะ เดี๋ยวก็เข้าใจเอง” แต่สายตาของทิวแวบมาที่พีทนานเกินควร
ยามเย็นมาเยือนอย่างเร่งเร้า แสงอาทิตย์ทาบเงาหลอนบนพื้นป่า ทุกคนแยกย้ายหาของกิน ปันนั่งแยกตัวริมธาร มองเงาตัวเองที่ไหวในน้ำ อาเจนถือเปลือกไม้เดินมาใกล้ ๆ แล้วหย่อนกิ่งไม้ลงในน้ำสองอัน “เคยคิดมั้ยว่าภาพในน้ำมันกลับหัวหมด—เหมือนชีวิตเรา”
ปันหัวเราะแผ่ว ๆ “ถ้าอยากเปลี่ยนก็แค่ปากระจกทิ้ง”
ทั้งสองสบตากัน และต่างไม่มีใครกล้าพูดต่อนาน ผู้คนดูจะมีบางอย่างที่ไม่กล้าเอื้อนเอ่ยออกจากอก
เมื่อแดดลับ พวกเขาก่อไฟกลางแคมป์ ทิวชงกาแฟด้วยท่าทางอารมณ์ดี ทำขบขันเรื่องที่โรงเรียน แต่เสียงหัวเราะของเขามีแววอึดอัด พีทเอาแต่นั่งนิ่ง เหม่อเหยียดแขนข้างที่มีรอยแผลเป็นเก่า
ใบหน้าทุกคนเคร่งเครียดเมื่อทิวลุกขึ้นยืน หันไปมองป่า “คืนนี้ใครจะยาม?”
“เรากับใบรินก็ได้” อาเจนเสนอ ทิวพยักหน้าขอบคุณ
คืนแรกกลางป่ากลายเป็นบททดสอบ ทุกเสียงกระซิบ เหมือนจะถูกกลืนในความเงียบ อาเจนกับใบรินนั่งเงียบมองเปลวไฟ ใบรินแซวเสียงเบาหวิว “เห็นทิวดูไม่แคร์อะไร เธอว่าเขาเก็บอะไรไว้ในใจไหม?”
อาเจนสบตา อึดอัด “บางที ตลกน่ะมันดีเวลาจะซ่อนอะไร”
มดตัวเล็ก ๆ ไต่ขึ้นขา สองคนนั่งนิ่งนานจนฟ้าสาง สลับเปลี่ยนเวรกันอย่างประหม่าจนพระอาทิตย์ตื่นอีกครั้ง
เช้าวันที่สอง พวกเขาค้นพื้นที่โดยรอบ พบซากบ้านไม้หลังเล็ก ๆ รกร้างกับเครื่องมือเก่า พีทสำรวจดูดินเปื้อนโคลนอย่างระแวดระวัง
“เหมือนจะเคยมีคนอยู่ที่นี่” พีทว่า ฝุ่นจับนิ้ว
ปันพยายามเลี่ยงสายตาเขา “บ้านร้าง…ถ้ามีอะไรยังอยู่ในนั้นล่ะ?”
ทิวตะโกนจากหลังบ้าน “มาดูนี่!”
ทุกคนรีบกรูกันเข้ามาในบ้านร้าง ในตู้ไม้เก่า มีสมุดบันทึกเล่มหนึ่งสภาพผุพัง ปกเขียนว่า “บันทึกของโขง”
พีทพลิกหน้ากระดาษด้วยมือสั่น แต่สมุดแทบอ่านไม่ได้ ทิวจับไหล่พีท “อย่าคิดมาก มันก็เป็นเรื่องคนโบราณ ไม่เกี่ยวกับเรา”
คำพูดนี้กลับกดทับบรรยากาศให้หนักขึ้น ทุกคนแยกย้ายไปนั่งหน้าบ้าน ผนังไม้ส่งเสียงแตกระแหงในความเงียบ
กลางวันผ่านอย่างแช่มช้า เมื่อใบรินชวนปันและอาเจนออกเดินลึกเข้าไปค้นหาสวนผักโบราณ ที่ซ่อนลับในพุ่มไม้—พบแท่งไม้มีร่องรอยไฟไหม้อย่างประหลาด
“ดูนี่…” ใบรินพูดไม่ได้เสียง
ปันเงียบไปนาน “เอามือจับไม่ได้ รู้สึกแปลก ๆ เหมือนไฟยังไม่ดับ”
คืนนั้น ปันนอนไม่หลับ แอบลุกออกไปนอกแคมป์ เห็นทิวนั่งเหม่อมองถังน้ำมันในมือ เป็นครั้งแรกที่เขานิ่งจนน่ากลัว
“ทิว นายคิดว่าข้างในเกาะนี้…มันมีอะไร?”
ทิวไม่หัน “บางอย่างเผาไม่หมดหรอก บางอย่างอยู่ลึกกว่าไฟ”
ปันนิ่งอยู่ข้าง ๆ กลิ่นน้ำมันฉุนตลบ แต่ไม่มีใครพูดต่อ ความลับในใจยังรอวันถูกเผาไหม้
รุ่งเช้าเกิดเหตุการณ์รุนแรง เมื่อทุกคนตื่นขึ้นมาพบว่าเสบียงส่วนใหญ่หายไป ท่ามกลางความโกลาหล ปันกับพีทตะโกนต่อว่าทิวคิดว่าเป็นฝีมือกันเอง อาเจนกับใบรินพยายามห้ามแต่บรรยากาศหนักอึ้ง พีทตะโกนออกมาดัง “แล้วเรื่องคืนนั้นล่ะ…นิ่งมาโดยตลอด นายกลัวความจริงอะไร?”
ทิวเดินห่างออกไป ไหล่ตก พีทกำมือแน่น มุมปากสั่น ทุกคนต่างรู้ว่ามีเรื่องระหว่างสองพี่น้องที่ยังไม่ถูกพูดออกมา
กลางวันที่สาม แสงแดดร้อนระอุขณะทุกคนแยกกันหาทางรอด ใบรินพยายามจับปลาในลำธาร อาเจนปีนต้นไม้เก็บผลไม้ป่า พีทเดินตรวจร่องรอยคนอื่น ๆ ขณะแสงแดดทอดยาวเงาประหลาดบนผืนทราย
ใบหน้าปันเครียดงุ่นง่าน เมื่อเธอแวะมาเจออาเจนบนขอนไม้ “นายเคยทำอะไรผิดพลาดไหม?”
อาเจนก้มหน้า มือสั่น “ทุกวัน…ไม่ผ่านสักวัน”
ปันนั่งลงข้าง ๆ พึมพำ “ฉันด้วย บางสิ่งเหมือนจะโผล่ขึ้นมาทุกคืน”
อาเจนไม่ตอบ ทั้งสองนั่งฟังเสียงทะเลซัดฝั่ง แววตาต่างค้างคาอดีตจมอยู่ในความเงียบ
ช่วงบ่ายเกิดเหตุทะเลาะรุนแรง พีทพูดถึงไฟไหม้บ้านหลังเก่าตอนเด็ก กับความตายของพ่อ ทุกคนเงียบกริบ ทิวหลบสายตา ใบริน ขาดคำปลอบ กลับออกไปนั่งข้างนอกเงียบ ๆ
เมื่อคืบคลานเย็นมา วิกฤตหนักเข้าแต่ละคน—ทิวหายตัวไป กระเป๋าเสบียงเหลือเพียงเปลือก เข็มทิศบนฝาหาย ท่ามกลางหมอกและลมพัดแรง
ใบรินร้องไห้ คำพูดปันหลุดเสียงสั่น “เรา…เราจะรอดไหม?”
พีทกำลังครุ่นคิด ร่องรอยความกลัวรุกล้ำดวงตา “ฉันขอโทษ…ฉันผิดเอง…วันนั้นถ้าไม่ทะเลาะกับทิว บ้านคงไม่ไฟไหม้”
อาเจนลุกขึ้นยืน วางมือลงบนไหล่พีท “คนเราทุกคนผิด พรุ่งนี้…เราแก้ไขได้”
คืนนั้นฝนแรงจัด เสียงฟ้าร้องสนั่น เสียงปืนลั่นหนึ่งนัดแว่วมา ทุกคนพากันวิ่งมาทางเสียง เจอทิวนั่งกอดเข่าริมผา ปืนตกข้างตัว น้ำตานองหน้า
“นายจะทิ้งพวกเราเหรอ?” ปันถามเสียงซื่อร้าว
ทิวไม่ตอบ แค่ร้องไห้ไหลอาบแก้ม
พีทนั้งลงข้าง ๆ ท่ามกลางสายฝน “พ่อไม่อยากให้เราเป็นแบบนี้…ฉันขอโทษ”
ทิวสะอื้น คำพูดลอยในฟ้าคืนฝน “ทุกอย่างมันเปลี่ยนไปหมด พ่อจากไป…ฉัน…ฉันไม่ให้อภัยตัวเองได้”
ความเงียบครองอากาศ ก่อนที่อาเจนจะเอื้อมมือวางไหล่ทิว “ที่ผ่านมา เราทุกคนกำลังหนี แต่เกาะนี้ไม่ให้เราหนีอะไรได้เลย”
แสงสว่างแรกของรุ่งเช้าเข้าจับเปลวไฟที่ค่าย พวกเขานั่งใกล้กันโดยไม่พูดอะไร ไฟหมุนวนในใจทุกคน แต่ไม่มีใครเหลือความลับไว้อีกต่อไป
วันสุดท้ายก่อนออกจากเกาะ พีทเก็บสมุดจดบันทึกของโขงขึ้นมาอีกครั้ง พลิกดูหน้าสุดท้ายซึ่งปรากฏข้อความว่า “ทุกคนต่างเผาอะไรบางอย่างไว้กลางไฟ—แต่ไฟไม่เคยลืม”
โดยไม่มีใครพูดกัน ทุกคนเดินกลับเรือด้วยสายตาที่เปลี่ยนไป ไม่มีใครเหมือนเดิมอีกต่อไป เสียงเครื่องยนต์ชโลมเม็ดน้ำตาสุดท้ายลงบนผืนทราย เกาะเดิมยังอยู่ แต่อะไรในใจได้ถูกถอดวางไว้ในไฟกลางเกาะแห่งนี้