ตำนานเกาะภาพลวงตาและลมหายใจแห่งอัมพร
สายลมเหนือก้อนเมฆยามรุ่งอรุณเย็นไหว เกาะภาพลวงตาลอยคล้อยเหนือหมอกหนาสีเงินริน สายฝนแสงดาวโปรยปรายดั่งใยรุ้ง ทุกสิ่งบนเกาะดูพร่าไหวและวับหายราวฝัน เสียงเครื่องดนตรีแปลกประหลาดล่องลอยแผ่วเบาลึกลงในกระดูกซี่โครงพืชสูง ปักษาอัมพรขยับปีกที่ส่องประกายสลับสี ประกาศย้ำถึงขอบเขตแดนหวงห้ามของมัน
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!กลางเนินหินทรายยอกโยน เงาหนึ่งก้าวเดินอย่างระวัง ริมฝีปากเค้นเสียงลมหายใจออกช้า ๆ ชายหนุ่มนาม’เวียน’ กระชับสายกระเป๋าสะพาย เพลาหัวใจคล้ายหนักอึ้ง หมอกพราวซึมไหลกลบทางจนต้องคอยเตะเม็ดหินเสี้ยว ๆ ตรวจสอบว่าพื้นที่เหยียบแน่นหรือหลอกตากันแน่
เสียงฝีเท้านิ่มซ้อนมาด้านหลัง ่า ‘เวียน…’ หญิงสาวร่างเล็ก ผมสีน้ำตาลรวบตึง ยิ้มมุมปากบาง ๆ นั่นคือ ‘ฟินญา’ เธอถือสมุดภาพขนาดใหญ่สลักลายรูปสัตว์พิสดาร แขนเสื้อเปรอะรอยหมึก
เวียนหยุด ผินมองพลางถอนใจ ‘เราเคยเห็นโลกเปลี่ยนต่อหน้ามาแล้ว…แต่ที่นี่ ไม่เหมือนที่ไหนเลย’
ฟินญาเงยหน้ารับแสง ตอบเสียงเบาวาบอุ่น ‘ถ้าเราไปให้ถึงขอบเกาะ อาจได้เห็นสิ่งที่ไม่มีใครได้เห็น…’ ดวงตาของเธอสะท้อนระลอกคลื่นเมฆา
พวกเขาก้าวต่อ ลัดเลาะใต้เงาขอนไม้เรืองแสง คลื่นพลังเวทย์สีฟ้าซึมลอดฝ่าเท้า อากาศบางเฉียบจนแทบหายใจไม่ทั่วท้อง ทุกฝีก้าวเหมือนถูกหลอนให้ฝันซ้อนฝัน
พลันเสียงฟู่ เงาทรงประหลาดพุ่งวาบลงเบื้องหน้า สัตว์วิเศษตัวหนึ่งลอยอยู่กลางอากาศ ร่างกลมนุ่มเหมือนเมฆ มีปีกใสรูปหยดน้ำสามคู่ ลำตัวระยิบประกายลายสายฟ้า ตาสีทองสี่ดวงมองจ้อง
‘นั่น…อุมริกา’ ฟินญากระซิบ มือข้างหนึ่งเปิดสมุด เตรียมร่างภาพ
อุมริกาขยับปีกเป็นจังหวะเงียบๆ เกิดกลุ่มละอองเวลาวูบหวือ หากใครเข้าใกล้เกินควรจะถูกความจำลบช่วงหนึ่งทันที เวียนจึงเพียงก้มหน้าคล้อย เดินอ้อมอย่างใจเย็น หัวใจเต้นระทึก นานราวนิจนิรันดร์กว่ามันบินผ่านไป
‘ทุกอย่างบนเกาะนี้คือภาพมายาและความสัตย์จริงซ้อนกัน’ ฟินญาบันทึกภาพนั้นลงสมุด ก้มศีรษะพลางสงบ
สายหมอกเริ่มคลาย พวกเขาโผล่สู่ทุ่งดอกสายรุ้งปั่นป่วน ก้านกลีบไหวตามแรงลมบาง ฟองอากาศสีเหลืองทองลอยคล้อย พอแตะโดน ผิวหนังรู้สึกเหมือนถูกจี้นุ่ม ๆ เปลือกไม้รูปเฟืองบานพับตลบอยู่อีกฟาก
‘เราต้องรีบเข้าอุโมงค์ทรงเงา ไม่งั้นฟองหมอกจะทำให้ลืมตัวตน’ เวียนจูงมือเพื่อน มุดเข้าสู่โพรงป่า พรรณไม้แปลกประหลาดพรมแน่นหลังบานไม้กระจก
ภายในอุโมงค์ ประกายไฟสว่างสีเงินหมุนวนตามผนัง ล่องไปทางห้องโถงกลางที่พื้นประดับลายอักขระเคลื่อนไหว รูปสัตว์วิจิตรพันธุ์ต่าง ๆ สลับวันสดับค่ำ หมวกเหล็กเก่าถูกวางเรียงรายข้างฤาษี
เสียงแหบพร่าตวัดเร็ว ‘ผู้มาเยือนแห่งดินแดนอัมพร…รู้หรือยังว่ามาที่นี่ ด้วยเหตุดิ่งลึกเพียงใด?’
ฟินญาจับมืดแน่น เวียนตอบช้า ๆ ‘มีสิ่งหนึ่งในโลกกำลังอ่อนแรง ลมหายใจแห่งอัมพรที่ศูนย์กลางเกาะนี้ ทุกอย่างรอบตัวเริ่มผิดปกติ’
ชายชราร่างโปร่งตอบนิ่ง ‘พวกเจ้าเชื่อว่าสามารถรักษามันได้?’
เวียนนิ่งไป สะท้อนเข้าตัวเอง เขาเคยหนีปัญหาใหญ่ในอดีต แต่วันนี้โลกอาจอยู่หรือดับด้วยสิ่งที่เขาจะเลือก
‘เรา…เราต้องลอง ไม่งั้นจะอยู่กับตัวเองไม่ได้อีก’
บรรยากาศเย็นลง พอพวกเขาขยับสู่โถงถัดไป วงแหวนอากาศหมุนประกาย วัตถุรูปหัวใจสีฟ้าล่องอยู่เหนือแท่น อากาศรอบข้างเริ่มบางลงเรื่อยๆ
ทันใดนั้น อารักษ์เกาะรูปร่างประหลาด ผิวเหมือนหยดน้ำหมุนวน มีหนวดสายคล้ายต้นขจีโบกไหว สายตาสั่นระริกปรากฏตรงหน้าพวกเขา
‘ถ้าจะฟื้นลมหายใจแห่งอัมพร เจ้าต้องเสียสละความหวังในอดีตอย่างสิ้นเชิง’
เวียนชะงัก สมองเต็มไปด้วยภาพวัยเด็ก ความสูญเสีย ครอบครัวที่จากลา เขาเคยโทษตัวเองและไม่เคยให้อภัยตน เขาก้มหน้า ฟินญาแตะบ่าเบา ๆ สุ้มเสียงเคร่งขรึมว่า ‘ถ้าไม่มีใครทำได้ โลกจะดับลงจริงหรือ’
อารักษ์พยักหน้าช้า ๆ พลันนิ่งเงียบ ตาลุ่มลึกของเวียนสั่นไหว เขาสูดลมหายใจยาวหลับตา จากนั้นลืมตาขึ้นด้วยสายตาติดแน่น
‘ข้าพร้อมละทิ้งอดีตเพื่ออนาคตที่ยังมาไม่ถึง’
อารักษ์จ้องนิ่ง ก่อนจู่ ๆ จะบิดร่างเป็นละอองควันสายใหญ่ ทะลุผ่านร่างของเวียน เขาทรุดลง หัวใจเหมือนถูกหลอมใหม่ขั้วหนึ่ง สายหมอกรอบตัวพลันร้อนวาบขึ้นราวจะหลอมละลายทุกสิ่ง
ในชั่วขณะ ขอบเกาะเกือบแตกพังเป็นเศษหินแต่พลันหยุดเคลื่อนไหว ลมหายใจแห่งอัมพรค่อย ๆ กลับมาส่องแสงฟ้าอ่อน หัวใจกลางแท่นกลับแล่นประกายอีกครั้ง
ฟินญาน้ำตาซึม ไม่ยิ้มแต่สายตาซาบซึ้ง ‘เจ้าคือนักเดินทางที่กล้าหาญที่สุดในตำนานที่ข้าเคยรู้มา’
เวียนคลี่ยิ้มจาง ๆ หันมามองผิวหมอกที่เปลี่ยนกลายเป็นวงแหวนเรือนแสงใหม่ โลกทั้งโลกเหนือเมฆพลันส่องชุ่มอวล ทุกสรรพสิ่งกลับไปเต้นรำกับพายุแห่งชีวิตอีกครา
ทั้งสองเดินออกจากใจกลางเกาะ ท้องฟ้าครามใสเปิดทางให้ม่านแสงส่องถึงปลายขอบฟ้า ตำนานนี้จะถูกเล่าขานว่าครั้งหนึ่งเคยมีคนละทิ้งอดีตเพื่ออนาคตของสิ่งมีชีวิตและความงดงามเหนือเมฆา