ตำนานแห่งหุบเขาดาวกระจาย
ณ กลางคืนที่ดวงดาวดาษดื่น บนท้องฟ้าที่ไร้ความมัวหมอง มีหุบเขากว้างใหญ่แห่งหนึ่งซึ่งคนทั้งอาณาจักรเรียกขานว่า “หุบเขาดาวกระจาย” เพราะเมื่อใดที่ดาวตก ดินแดนนี้จะส่องแสงเป็นประกายราวมหาสมบัติบนผืนผ้าใบมืด เด็กผู้ชายคนหนึ่งชื่อ ยาไน นั่งซ่อนตัวหลังหินใหญ่ ใบหน้าขาวซีด เขายกมือกอดหัวเข่าแน่น ข่มสั่นระริกจากความมืดที่คืบคลานตามหลัง
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!ยาไน โตมากับกลุ่มคนเล็กในหมู่บ้านชายขอบ ผู้มีพันธะต้องเก็บผลดาวปีศาจ—ผลไม้เรืองแสงกลางคืน เพื่อใช้แลกเปลี่ยนในตลาด ทว่าทุกยามราตรี ยาไนกลับเป็นเด็กคนเดียวที่หวาดกลัวความเงียบและเงามืด ราวกับจะกลืนกินเสียงหัวใจของเขาไป
ค่ำคืนนั้นขณะที่เขาวางตะกร้าผลดาวปีศาจลงข้างตัว เสียงประหลาดคล้ายอัญมณีแตกร้าวดังขึ้น ยาไนมองหา และพบสัตว์ประหลาดรูปร่างแทบไม่อาจบรรยาย มีขนยาวจางเรืองแสง สี่ขาคล้ายกิ่งไม้ ดวงตาสีเงินทอประกาย สิ่งมีชีวิตนี้กำลังร้องครางเบา ๆ มีแผลสดบนหลัง
“อย่าเข้ามา!” ยาไนกระซิบสั่น ตะลึงกับความงามและความเหี้ยมเกรียมผสมกัน เขาผ่อนลมหายใจช้า ๆ จนสัตว์ประหลาดไม่ตอบสนอง เช้าวันรุ่งขึ้น เมื่อฟ้าสาง ยาไนพบสัตว์ตนนั้นไม่ได้หายไป แต่กลับเฝ้ามองเขาตลอด ดวงตาเต็มไปด้วยแววขอความช่วยเหลือ — นั่นคือการพบกันของมนุษย์กับ “โซลันด้า” สัตว์วิเศษแห่งหุบเขาดาวกระจาย
ยาไนลังเลจะรักษา เขารู้ดีว่าการยุ่งกับสัตว์วิเศษเป็นข้อห้ามในหมู่บ้าน ทว่าบาดแผลบนตัวโซลันด้าเหมือนเรียกร้องความเมตตาเหนือข้อห้ามใด ๆ เขาตามใจหัวใจตัวเอง ค่อย ๆ นำผ้าขาวเก่าเช็ดเลือดซิบ เรียกชื่อสัตว์แผ่วเบา “โซลันด้า…” ทุกครั้งที่แตะบาดแผล แสงดาวที่หุบเขากลับยิ่งวูบวาบขึ้นเล็กน้อย
แม้ความกลัวในใจยังอยู่ ยาไนเริ่มออกเดินร่วมกับโซลันด้าในแต่ละคืน เฝ้าสังเกตท้องฟ้าที่เปลี่ยนสี ออกตามหาดอกมูนโลหิต—สมุนไพรเดียวที่ช่วยสมานบาดแผลของสัตว์วิเศษได้ โซลันด้าเองเฝ้าเดินดม กลิ่นดอกไม้ปะปนในอากาศ ส่งเสียงคล้ายเพลงกล่อมเศร้า ๆ ให้ยาไนฟัง เสียงนั้นปลอบโยนใจจนเขากล้าก้าวขาไปท่ามกลางเงามืดมากขึ้นทุกคืน
โลกของหุบเขาดาวกระจายปกครองโดยกฏเก่าแก่ของเวทมนตร์—ทุกสิ่งที่ส่องแสง ย่อมแลกมาด้วยเงามืด ทุกคำอธิษฐานภายใต้แสงดาวต้องจ่ายค่าตอบแทน ชาวบ้านทั้งหลายกราบไหว้ดวงดาว เทอดทูนเศียรคริสตัลสัญลักษณ์ศักดิ์สิทธิ์ ทุกคืนวันพระจันทร์ดับ พวกเขาจะเดินแถวยาวเปล่งเสียงสวดและเล่าขานถึงคำสาปโบราณ—หากผู้ใดมอบน้ำใจที่บริสุทธิ์ต่อสิ่งต้องห้าม โลกจะถูกเขย่า ความสมดุลจะเปลี่ยน
ยาไนรับฟังเพื่อนบ้านเล่าว่า มีหนึ่งเคยช่วยเหลือสัตว์วิเศษ ใบหน้าของเขาค่อยจางหายไปจากความทรงจำของพวกเขา เหลือเพียงเสียงกระซิบจากสายลม ยาไนเริ่มหวาดกลัวคำสาป เขาปรึกษาโซลันด้าผ่านแววตา สัตว์วิเศษหยุดร้องเพลง เงียบงัน ทั้งคู่จมดิ่งในความรู้สึกกลืนไม่เข้าคายไม่ออก
วันหนึ่ง ในคืนที่ดาวตกกระจายทั่วฟ้าอีกครั้ง โซลันด้าร้องอย่างเจ็บปวด บาดแผลลุกลามกลายเป็นเส้นรอยแสงมืด ราวกับความมืดกลืนกินตัวตน ยาไนถือดอกมูนโลหิตที่เพิ่งเก็บได้ รีบโปะลงบนบาดแผล เงาดำกลับยิ่งหนาขึ้น ดวงดาวเหนือหัวหมองมัวทันตา
เสียงแหบแห้งดั่งสายลมของโซลันด้าคำรามขึ้นใจกลางหุบเขา “คำสาปนี้มิใช่ของข้า หากแต่เป็นของดวงดาว” ยาไนมึนงง น้ำตาซึม ดวงใจไหววูบ เขาแหงนดูท้องฟ้า สายตาพบว่าดาวมากมายกำลังหล่นลงทั่วหุบเขา แสงแต่ละดวงที่แตะพื้น ก่อให้เกิดต้นไม้เรืองแสงอีกต้น ส่องประกายแล้วค่อยร่วงโรยสู่ความมืด
ยาไนยกมือจับไหล่โซลันด้าแน่น ร้องถามว่า “แล้วข้าต้องทำอย่างไร ให้เจ้ารอด” โซลันด้าเงียบอยู่นาน ก่อนกล่าวเป็นเสียงกระซิบ