จังหวะหัวใจ…ในวันที่ลืมเธอไม่ได้
เสียงเคาะแผ่วเบาดังขึ้น ท่ามกลางแสงเช้าอ่อนในออฟฟิศเปิดโล่งบนตึกสูง มิ้นต์วางแก้วกาแฟพลาสติกลงบนโต๊ะ ทำใจรับอีกวันแสนธรรมดา ทั้งที่จริงไฟในใจเธอดับวูบไปนานแล้ว งานดีไซน์โฆษณา ทำมาแทบสิบปีแต่กลับไม่รู้สึกภูมิใจเท่าไร เธอมองกรอบรูปครอบครัวเล็ก ๆ ที่ตั้งหันหลังให้ตัวเองอย่างเหม่อลอย ก่อนจะสะดุ้งเมื่อประตูบานเลื่อนถูกเปิดกระทันหัน
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!“สวัสดีค่า…ขอโทษนะ พอจะบอกทางไปโต๊ะฝ่ายครีเอทีฟไหมคะ?” เสียงสาวแปลกหน้าสดใสกระทบหู มิ้นต์เงยหน้าขึ้นพบใบหน้ากลมขาว รอยยิ้มติดขี้เล่นกับดวงตาเปี่ยมพลังชวนอดยิ้มไม่ได้
“อ๋อ ตรงโน้นค่ะ หน้าห้องประชุม มีป้ายชื่อ…” มิ้นต์ชี้ไป ข้าวฟ่างพยักหน้าหงึกหงัก
“ขอบคุณนะคะ พี่…เหรอคะ?”
“…เรียกมิ้นต์ก็ได้ค่ะ” มิ้นต์เลือกยิ้มบาง ๆ ตอบกลับ ก่อนจะรีบก้มหน้าทำงานต่อ
ข้าวฟ่างหมุนตัวเดินจากไป ทิ้งไว้เพียงกลิ่นน้ำหอมอ่อน ๆ กับบรรยากาศกระจ่างขึ้นอย่างบอกไม่ถูก
ช่วงสาย ทีมงานเดินซุบซิบถึงเด็กใหม่ ข้าวฟ่างเป็นอดีตนักเขียนอิสระที่เพิ่งย้ายจากเชียงใหม่มาอยู่กรุงเทพฯ นิสัยร่าเริง อัธยาศัยดี ใครก็เอ็นดู เว้นแต่บางคนที่ไม่ชินกับเสียงหัวเราะเจื้อยแจ้วและความกล้าแสดงออกแบบนั้น
เสียงหัวเราะกับบทสนทนาระหว่างการประชุมดังแว่วเข้ามา กระตุ้นความเฉยชาของมิ้นต์ เธอไม่ค่อยชอบความวุ่นวาย โดยเฉพาะเมื่อโปรเจกต์ใหม่ที่ได้รับมอบหมาย คือโฆษณายาดมสำหรับวัยรุ่น ซึ่งเธอเห็นว่าไร้ความท้าทาย
“มิ้นต์ ทำงานกับข้าวฟ่างนะ” หัวหน้าทีมแจ้ง หน้าตาเหมือนไม่ยอมรับออฟชั่นอื่น มิ้นต์ลอบถอนใจ ตั้งกำแพงไว้ในใจโดยไม่รู้ตัว
วันที่ต้องนั่งประชุมสรุปไอเดีย มิ้นต์ตั้งหน้าตั้งตาจดบันทึก ไม่สบตาข้าวฟ่างเลยแม้แต่ครั้งเดียว
“ถ้าเราทำเรื่องของ ‘กลิ่นอายความคิดถึง’… มันน่าสนใจดีไหมคะพี่มิ้นต์?”
“มันซ้ำไหมคะ? ยาดมกับความคิดถึง…คนจะอินเหรอ?” มิ้นต์ตอบเสียงนิ่ง ๆ ข้าวฟ่างชะงัก รอยยิ้มจางลงชั่วครู่
“…หนูว่า ความคิดถึงมันเชื่อมโยงกับกลิ่นได้นะคะ บางครั้งเราจำคน ๆ นึงจากกลิ่นมากกว่าหน้าตาอีก”
เสียงคนอื่นในทีมฮึมฮัมเห็นด้วย ข้าวฟ่างแอบเหลือบมองมิ้นต์ ไม่ใช่ด้วยความไม่พอใจ แต่เหมือนค้นหาอะไรบางอย่างในแววตาเงียบ ๆ ของฝ่ายตรงข้ามมากกว่า
เวลาล่วงเลยถึงกลางคืน มิ้นต์กลับถึงคอนโด โทรศัพท์วางเงียบไว้ข้างหมอน เธอหยิบโน้ตบุ๊คขึ้นมาเปิดดูไอเดียที่ข้าวฟ่างเสนอ ทบทวนกับตัวเองว่าความรู้สึกไม่ชอบน้องใหม่นั้น มาจากอะไร…หรือจริง ๆ คือความอิจฉาในความกล้า ความสดใหม่ ที่ตัวเธอเองเคยมีเมื่อสิบปีก่อน อดีตผิดหวังกับแฟนเก่าที่ทิ้งไปเริ่มต้นชีวิตใหม่ ทำให้มิ้นต์ไม่ไว้ใจความรู้สึกตัวเองอีกเลย
วันต่อมา ข้าวฟ่างมาทำงานแต่เช้า เธอวางแก้วกาแฟไว้ที่โต๊ะของมิ้นต์โดยไม่ได้พูดอะไร มิ้นต์เงยมอง คู่สนทนาไม่ได้สบตาแค่ส่งยิ้มเล็ก ๆ ให้ ก่อนจะเดินไปอีกโต๊ะหนึ่ง มิ้นต์แตะปลายแก้วแล้วละสายตาออกหน้าต่าง รู้สึกถึงความเอื้ออาทรที่ไม่ได้ถูกรุกล้ำ
การระดมสมองดำเนินต่อ การตีความจินตนาการของธีม ‘กลิ่นอายความคิดถึง’ ทำให้ทั้งสองต้องลงพื้นที่สำรวจตลาดยาดมกับวัยรุ่นในสยามสแควร์
“เดินกับพี่รำคาญไหม?” มิ้นต์เอ่ยขณะแตะริมทางเท้าหลังเข้าร้านขนม “เงียบ ๆ แบบนี้”
ข้าวฟ่างยิ้ม เขยิบถุงขนมอยู่ในมือ “ไม่เลยค่ะ แค่รู้สึกว่าพี่…ซ่อนอะไรบางอย่างอยู่ในใจ เหมือนเราเพิ่งย้ายมาที่นี่… ไม่มีใครรู้จัก ไม่มีรากอะไรเลย”
“…บางที รากมันใช้เวลานานกว่าคนคิดน่ะ” มิ้นต์พูดขรึม ๆ เหมือนเป็นคนแปลกหน้าสองคนในเมืองใหญ่ แต่ในความเงียบขรึมนั้นกลับแลกเปลี่ยนความรู้สึกบางอย่างอย่างไม่รู้ตัว
หลังวันนั้น ความสัมพันธ์ของทั้งสองค่อย ๆ เปลี่ยนไป บางช่วงข้าวฟ่างจะวางโน้ตข้อความเล็ก ๆ ไว้ที่หน้าจอคอม ‘สู้ ๆ นะคะ’, ‘วันนี้กาแฟอร่อย’ หรือแค่รอยยิ้มเมื่อตาสบกันบ้าง ส่วนมิ้นต์แม้ปากแข็งแต่ก็เริ่มรอคอยการปรากฏตัวของข้าวฟ่างมากขึ้นโดยไม่รู้ตัว
วันหนึ่ง งานโฆษณามีปัญหาตั้งแต่ต้น สคริปต์ข้าวฟ่างถูกลูกค้าติงจุดสำคัญ มิ้นต์อดไม่ได้ที่จะระบายกับอีกฝ่าย “สคริปต์มันดูใส ๆ ไปไหม เด็กสมัยนี้โตเร็ว ขืนพูดเรื่องคิดถึงเฉย ๆ เดี๋ยวจะดูเชยเอานะ”
ข้าวฟ่างนิ่งอยู่นาน ก่อนจะพูดด้วยเสียงเบากว่าทุกครั้ง “…แต่คิดถึงมันก็แค่ความรู้สึก ไม่มีถูกไม่มีผิดใช่ไหมคะพี่”
“บางทีเราแค่กลัวมันไม่ถูกใจคนอื่น ไม่ใช่เพราะมันไม่ดีหรอก” มิ้นต์พูดพลางชำเลืองข้าวฟ่างเห็นใบหน้าขรึมกว่าทุกที
เซสชันคอนเซปต์ถูกเลื่อนออกไป สองคนไปนั่งริมระเบียงออฟฟิศ มองวิวตึกสูงเจือแดดบ่าย ข้าวฟ่างเปิดใจเป็นครั้งแรก “ตอนเด็ก ๆ หนูเคยให้ไอเดียโฆษณาแม่ แต่แม่ว่าหนูเพี้ยน สุดท้ายต้องไปอยู่ที่บ้านญาติ… เราเลยกลัวมาจนถึงตอนนี้ กลัวไอเดียตัวเองจะ ‘ไม่ใช่’ สำหรับคนอื่น”
“แล้วถ้าไม่มีใครเข้าใจล่ะ?” มิ้นต์ถามเสียงแผ่ว ๆ
“ขอกอดได้ไหมคะ อย่างน้อย…ขอแค่ใครสักคนไม่ปล่อยมือ” ข้าวฟ่างเอ่ยช้า ๆ น้ำตาปริ่ม มิ้นต์นิ่งงัน ก่อนจะค่อย ๆ เอื้อมมือกุมมืออีกฝ่าย เลื่อนมือออกเล็กน้อยแต่ไม่ดึงกลับ
ความเงียบครอบคลุม ข้าวฟ่างเช็ดน้ำตาตัวเอง ก่อนจะหัวเราะกลบเกลื่อน “หนูขอโทษค่ะ ทำบรรยากาศเสียหมดเลย”
“เปล่าเลย… บางทีบรรยากาศมันต้องมีรสชาติแบบนี้แหละ” มิ้นต์เอ่ยเป็นครั้งแรกที่ยิ้มกว้างให้ เสมือนได้กลิ่นไอความหวังอบอุ่นแทรกผ่านรอยแผลในใจตนเอง
เวลาผ่านไปทั้งคู่ทำงานร่วมกันบ่อยขึ้น ในขณะที่โปรเจกต์โฆษณาคืบหน้า ความใกล้ชิดก็ดูเหมือนจะมากขึ้นทุกวัน แต่ละวันถ้อยคำเหล่านั้นเริ่มกลายเป็นแรงผลักดันให้ต่างฝ่ายกล้าแสดงตัวตนจริงมากกว่าที่เคย
ช่วงค่ำ ข้าวฟ่างชวนมิ้นต์ไปเดินตลาดกลางคืนในวันศุกร์ เดินชมแสงไฟกับเสียงเพลงเบา ๆ เคียงไหล่กันในความเงียบ มิ้นต์พูดขึ้น “รู้ไหม… ตอนโดนปฏิเสธไอเดียครั้งแรก เคียดมากจนคิดจะลาออก”
“แต่พี่ก็ยังอยู่ใช่ไหมคะ เป็นเพราะกลัว หรือเพราะ… ยังอยากเชื่อในตัวเองอยู่?”
“อาจจะเพราะทั้งสองอย่าง…” มิ้นต์เหลือบตามองแววตาของข้าวฟ่าง ก่อนจะรีบก้มลงมองเท้า
ข้าวฟ่างหยุดเดิน จ้องมองหน้าอีกฝ่าย “พี่ไม่จำเป็นต้องเป็นคนที่แข็งแรงตลอดเวลานะคะ”
“แล้วฟ่างล่ะ… เคยมีใครทำให้รู้สึกแบบนั้นไหม?”
ข้าวฟ่างนิ่งพลางกัดริมฝีปาก “…เคยค่ะ แต่เขาเลือกเดินออกไป เพราะกลัวอดีตตัวเองมากกว่าความรักที่มีอยู่”
“เราจะไม่ทำผิดซ้ำอีก ไม่ทิ้งใครง่าย ๆ แบบนั้น”
ทั้งสองยืนอยู่ใต้แสงไฟ เสียงจอแจของตลาดจางหาย ไม่พูดต่อ มันมีอะไรบางอย่างเปลี่ยนไปในสายลมนั้น
เช้าวันใหม่ งานโฆษณาเสร็จทันเดดไลน์ เสียงชื่นชมจากหัวหน้าและทีมงานดังขึ้น แต่ทันทีหลังประชุม ข้าวฟ่างหันไปหามิ้นต์ “ฟ่างจะไปสัมภาษณ์ลูกค้าต่อเลยนะคะ” เสียงของเธอเย็นชาแปลก ๆ มิ้นต์จนใจไม่เข้าใจ
ตลอดสัปดาห์ ข้าวฟ่างเริ่มหลบหน้า พูดน้อยลง มิ้นต์ไม่กล้าเข้าหา มีแต่ความลังเลและคำถามไร้คำตอบ
คืนหนึ่ง มิ้นต์เดินไปที่สวนหย่อมข้างออฟฟิศ เจอข้าวฟ่างนั่งอยู่ตามลำพัง มือกำจดหมายฉบับเก่าแน่น
“ฟ่าง เป็นอะไร…?”
ข้าวฟ่างทำท่าจะเก็บซ่อนจดหมายนั้น มิ้นต์หยุดมือ “ขอดูได้ไหม” ข้าวฟ่างนิ่งอยู่นานก่อนยื่นให้ กระดาษเก่าจางเขียนด้วยลายมือว่า ‘เธอไม่เหมาะจะมีความฝัน’
“แม่เขียนตอนที่เราตัดสินใจอยากเขียนบทโฆษณา” ข้าวฟ่างเสียงสั่น “มันติดอยู่กับหนูมานาน… บางทีเราก็เลยกลัวคนจะทิ้งเราเหมือนตอนเด็ก ๆ”
“แต่ฉันไม่เคยเห็นฟ่างเป็นคนไม่มีคุณค่าเลย ฟ่างมีความฝัน…” มิ้นต์พูดเสียงแผ่ว “ถ้าเธอกล้าเดินไปข้างหน้าสักวัน เราก็จะเดินด้วย”
ข้าวฟ่างน้ำตาไหล เงยหน้าขึ้น “แล้วพี่ล่ะ… กล้าเริ่มใหม่จริง ๆ หรือแค่กลัวอยู่ตรงนี้?”
ทั้งคู่สบตากัน ความเงียบลึกซึ้งแทนคำตอบ มิ้นต์ปล่อยให้น้ำตาไหลช้า ๆ
หลายวันผ่าน มิ้นต์เลือกยื่นโปรเจกต์ถัดไปให้ข้าวฟ่างอย่างเต็มใจ เธอเริ่มเปิดรับไอเดียใหม่ ไม่ติดยึดกับความกลัวอีกต่อไป ส่วนข้าวฟ่างค้นพบว่าความกล้าเริ่มใหม่ สร้างชีวิตในเมืองใหญ่ได้ไม่ยากนัก เมื่อมีคนที่พร้อมจะอยู่ข้างกันจริง ๆ
เย็นวันหนึ่ง เสียงโทรศัพท์ดังขึ้น ข้าวฟ่างโทรมาหลังจากที่ห่างกันมาหลายวัน
“พี่มิ้นต์… หนูคิดถึงค่ะ”
มิ้นต์หัวเราะเบา ๆ “โธ่ พูดออกมาตรง ๆ เลย”
“ไม่กลัวแล้วค่ะ”
“ฉันก็…คิดถึงเธอเหมือนกัน”
ปลายสายเงียบไปนาน เหลือแค่เสียงลมหายใจ
“หนู…ขอโทษที่หนี”
“ครั้งต่อไป…ห้ามหายไปแบบนี้อีกนะ” มิ้นต์เสียงสั่น มือกำโทรศัพท์แน่น
“สัญญาค่ะ”
วันใหม่ในออฟฟิศ ข้าวฟ่างยืนรอที่ประตู ยิ้มสดใสแต่ในตานั้นมีน้ำตาปริ่ม
มิ้นต์เดินเข้าไปหา ไม่พูดอะไร เพียงแต่ยิ้มให้กันและกันเหมือนเข้าใจกันโดยไม่ต้องใช้คำพูด
ไม่มีคำว่ารัก ไม่มีคำสัญญาหรูหรา แค่ความกล้าเผชิญหน้าอดีต เริ่มต้นชีวิตใหม่บนความหวังเล็ก ๆ ร่วมกัน…คนสองคนเดินเคียงกันบนโลกที่ไม่มีอะไรแน่นอน แต่มีหัวใจที่เริ่มเต้นเป็นจังหวะเดียวกันอีกครั้ง