เส้นบางๆ ระหว่างเพื่อน
เสียงฝนกระทบกระจกหน้าต่างชั้น 12 ของอาคารสำนักงานกลางกรุง เสียงแอร์ฮัมเบาๆ ท่ามกลางโต๊ะทำงานที่สี่ทุ่มยังเปิดให้แสงไฟนวลจาง มีเพียงสองคนนั่งเงียบข้างกันบนโต๊ะยาวสุดของแผนกโฆษณา—ขิมกับฟีม เพื่อนร่วมงานที่กลายเป็นเพื่อนสนิทตั้งแต่ปีแรกที่เข้าทำงาน
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!“เราหิวข้าวมั้ย?” ขิมกระซิบถาม พยายามไม่สบตา เขามีรอยหยักบนหน้าผากจากการจ้องจอคอมฯ นานเกินไป
ฟีมไม่ตอบทันที พลางถอนหายใจแล้วเว้นจังหวะ “แต่ถ้าออกไปตอนนี้ เราคงได้ท้องเสียจากของทอดร้านประจำอีกแน่ๆ”
ขิมหัวเราะเบาๆ พยายามไม่เผยความคุ้นเคยเกินเพื่อน “ไหวมั้ยกับ deadline พรุ่งนี้?”
“ไม่รู้สิ” ฟีมหลบตา เขาหลบสายตาขิมบ่อยเกินไปในช่วงปีที่ผ่านมา “ขนาดคุณเองยังดูเครียดเลย…ถ้าเราพลาดโปรเจกต์นี้ อาจโดนโยกตำแหน่งจริงๆ”
ขิมนั่งนิ่ง เธอรู้สึกใจเต้นเมื่อเห็นฟีมอ่อนแอ แต่ก็เก็บไว้ลึก ๆ ไม่เคยกล้าเผยความห่วงใยนั้นออกมา เธอเป็นหัวหน้าทีมใหม่เอี่ยมเพราะบุคลิกประสบความสำเร็จมาตลอด ต่างจากฟีมที่ดูชิวแต่แอบกดดันตัวเองเงียบ ๆ
เสียงโทรศัพท์ฟีมดังขึ้นกลางความเงียบ เป็นข้อความจากแฟนเก่าที่เพิ่งกลับมาอยู่เมืองไทย ขิมแอบเห็นชื่อ เขาหลบมือทันที “ไม่มีอะไร สำคัญหรอก”
ขิมมองฟีมอ้ำอึ้ง มีความเงียบคั่นอยู่ชั่วอึดใจ ก่อนจะตัดสินใจหยิบถุงข้าวของตัวเองขึ้นมา “ไปแอบกินในครัวมั้ย”
ฟีมพยักหน้าน้อย ๆ เดินตามเธอไปโดยไม่พูดอะไร
แสงไฟขาวในมุมครัวสำนักงานขับความเหนื่อยล้าให้ชัด ฟีมเทข้าวในถ้วยของตัวเองเงียบ ๆ “ช่วงนี้ขอโทษที่เราเหมือนปลีกตัวบ่อย น่าจะคุยกันให้มากกว่านี้”
ขิมชะงัก ใจเต้นแรงแต่ยังใช้เสียงเรียบเหมือนไม่แยแส “ก็ดีแล้วนิ เรื่องส่วนตัวถ้าไม่อยากพูดก็ไม่ต้องฝืน”
ฟีมทำท่างง แล้วยิ้มจาง “อยากพูดนะ…แต่กลัวคุณจะไม่อยากฟัง”
ความเงียบโอบล้อมครู่หนึ่ง ขิมไม่รู้จะตอบอย่างไร แต่ในใจเธอทั้งอยากถามและกลัวจะได้ยินสิ่งที่ไม่อยากรับรู้
ฟีมมองเพื่อนสนิทตรงหน้า ใบหน้าสวยเฉียบกลบความกลัวไว้ใต้ท่าทีเข้มแข็ง “คุณแน่ใจใช่ไหมว่าคุณแฮปปี้กับงานตรงนี้จริงๆ?”
ขิมฝืนยิ้ม “ใครบ้างไม่อยากมีชีวิตที่ดีกว่า มันก็มีเหนื่อยมีท้อ…แต่ตอนนี้มันดีที่สุดที่หาได้แล้ว”
ฟีมคำรามในคอ เหมือนลังเลจะปริปาก เขาเก็บตะเกียงฝันไว้เงียบๆ—จริงๆ เขาอยากออกไปตั้งบริษัทของตัวเอง แต่ก็กลัวความล้มเหลว
ขิมเห็นแววตานั้น เธอนึกสงสัย—อยู่ดีๆ ฟีมก็เงียบ…ก็หยิบช้อนพลาสติกตักข้าวต่อ
ในคืนนั้น ความเงียบยาวเกินไปจนต่างฝ่ายต่างเก็บทุกความรู้สึกไว้ เงาที่ทาบผ่านหน้าต่างบอกเวลาสุดท้ายของวัน ศัตรูตัวจริงของพวกเขาไม่ใช่งาน ไม่ใช่กันและกัน…แต่คือเส้นบางๆ ที่ปิดขังหัวใจทั้งสองดวงเอาไว้
ผ่านไปสองสัปดาห์ งานยุ่งมากขึ้นทุกที ขิมกับฟีมเหมือนไม่คุยเรื่องส่วนตัวกันอีก เพื่อนร่วมงานเริ่มซุบซิบ บ้างว่าเขาชอบกัน บ้างก็ว่าไม่มีวันเป็นไปได้
คืนหนึ่งหลังเลิกงาน ขิมกำลังจะขึ้นลิฟต์กลับบ้าน ฟีมยืนรออยู่ก่อนแล้ว “ขิม พรุ่งนี้เราอยากเจอคุณที่คาเฟ่ข้างล่างหน่อย ได้ไหม?”
ขิมลอบกังวล ใจเธอสั่นเพราะนึกถึงหลายเรื่องแต่แสร้งทำเป็นหาข้ออ้าง “ถ้าไม่ดึกเกินไปก็ได้”
เช้าวันรุ่งขึ้น คาเฟ่เล็ก ๆ ข้างอาคารมีเพียงไม่กี่คนที่สั่งลาเต้รอรับวันใหม่ ฟีมแต่งตัวเรียบง่าย ตาเป็นประกายโดยไม่รู้ตัว เขาถือกล่องของขวัญเล็กๆ มาด้วย ขิมเห็นแล้วยิ้มละไมแต่ซ่อนความตื่นเต้น
“เมื่อวานวันเกิดคุณนี่” ฟีมหยิบกล่องให้ “เราไม่ได้ลืม…แต่มัน…เรามัวแต่ทำงาน เลยไม่ได้จัดอะไรใหญ่โต”
ขิมยิ้มบาง ๆ “ไม่เป็นไร แค่มีคุณอยู่ด้วยทุกวัน มันก็พิเศษแล้ว” พอพูดจบเธอก็ทำเป็นสนใจเมนูในมือ
“เราควรออกไปหาความสุขกันบ้างมั้ย” ฟีมพูดขึ้น กึ่งจริงจังกึ่งหยอกล้อ “หมายถึง…ต้องออกไปตามฝันจริง ๆ …ไม่ใช่ฝันกลางวันในออฟฟิศ”
ขิมนิ่ง พยายามอ่านคำพูดนั้น เธอเห็นแววกลัวในดวงตาเขา—กลัวไม่สำเร็จ กลัวจะเสียเธอไปมากกว่าฝัน
หลังจากวันนั้น ขิมกับฟีมหาวันหยุดสั้น ๆ ออกไปเที่ยวทะเลใกล้กรุง ท่ามกลางแสงแดดและสายลม ขิมหัวเราะแก้เขิน ขณะฟีมลูบทรายข้างตัว “ขอบคุณที่มากับเรา”
“แค่เปลี่ยนบรรยากาศก็ดีขึ้นแล้ว” ขิมว่าเบา ๆ พลางมองเส้นขอบฟ้า คลื่นซัดเบาไปมา
บ่ายนั้น ทั้งสองเล่นน้ำกันบ้าง ทำกับข้าวง่าย ๆ ริมชายหาด พออาทิตย์จะตก ฟีมก็สารภาพถึงความกังวลเรื่องอนาคต “ขิม…เราไม่มั่นใจตัวเองเลย กับเรื่องออกไปทำอะไรใหม่ ๆ มัน…กลัวจะเสียทุกอย่าง โดยเฉพาะคุณ”
ขิมฟังนิ่งใจเต้น “มันจะเสียเฉพาะถ้าคุณทำทุกอย่างหายไปเองนะ…แต่เราก็กลัวเหมือนกัน”
แววตาซื่อของเขากับรอยยิ้มหยอกเย้าที่เคยมี มันเจือเศร้า “คุณกลัวอะไร?”
“กลัวว่าถ้าเมื่อไหร่สำเร็จ แล้วคุณจะไปไกลเกินกว่าที่เราอยู่ด้วย” ขิมพูดเสียงสั่นเล็กๆ
ฟีมนิ่งไปนาน “เราไม่เคยอยากไปไหนคนเดียวเลย ขิม”
อาทิตย์ลับฟ้า บรรยากาศเหนือชายหาดมีแต่เสียงคลื่นกลบหัวใจสั่นคลอน ทั้งสองคนต่างไม่พูดอะไรอีก ปล่อยความรู้สึกไหลเวียนอยู่แผ่วเบาในห้วงเวลานั้น
วันกลับ ฟีมตัดสินใจสมัครอบรมสร้างธุรกิจใหม่ แต่เรื่องงานประจำก็กดดันมากขึ้น เขาทำตัวห่างจากขิมเพราะกลัวถ้ามีอะไรผิดพลาด ทุกอย่างก็จะพังไปหมด ขิมเองก็เหนื่อยลูกน้องในทีมเริ่มผิดใจกัน
ในออฟฟิศช่วงนั้น เวลาขิมกับฟีมเผลอตาสบกัน ต่างรีบหลบ ผิดแผกไปจากเมื่อก่อน ขิมเริ่มออกไปกินข้าวคนเดียว ฟีมก็จมกับงาน หลีกเลี่ยงกันโดยไม่มีคำอธิบาย
วันหนึ่งทีมต้องเสนอแผนใหม่ต่อผู้บริหาร ฟีมลืมไฟล์สำคัญ ขิมช่วยเหลือเขาต่อหน้าทุกคน ทั้งที่รู้ว่าตัวเองจะถูกกลุ่มเก่า ๆ หาว่าลำเอียง
หลังประชุมจบ ฟีมเข้ามาหา “ขิม ขอบคุณนะ…แต่เราคิดว่าเราไม่ควรให้คุณลำบากเพราะเราอีกแล้ว”
ขิมทำเป็นไม่สนใจ “อย่าคิดเยอะ เราแค่ช่วยเพื่อนก็เท่านั้นเอง” แต่สีหน้าเธอมีบางอย่างเจ็บลึก
ฟีมไม่พูดอะไรอีก เดินออกไป ขิมยืนนิ่งจนน้ำตาคลอ เธอตระหนักว่าการปกป้องเขาในที่ทำงาน กลับกลายเป็นกำแพงระหว่างหัวใจมากขึ้นทุกที
ช่วงนั้นฟีมตัดสินใจลาออก ขิมรู้ข่าวจากคนอื่น เธอไม่ได้ยินคำอำลาเอง เธอกลับบ้านอย่างงุนงงและโหวงเหวง ในคืนที่ฝนตกหนัก เธอนั่งมองข้อความในโทรศัพท์ที่ไม่ส่ง ฟีมก็ไม่ได้ติดต่อมา
สามเดือนผ่านไป ขิมขยับขึ้นเป็นหัวหน้าทีมใหญ่กว่าเดิม เธอว่างเปล่า ทุ่มเทกับงานประหนึ่งไม่มีหัวใจ จนวันหนึ่งได้รับโปสการ์ดจากต่างจังหวัด
“สบายดีไหม เราเพิ่งถึงเชียงราย วันนี้ฟ้าเปิด อากาศดีมาก แต่ก็เหงา เหมือนขาดบางอย่างที่ชิน…คิดถึงนะ”
ขิมถือโปสการ์ดในมือ น้ำตารื้น เธอคิดถึงฟีมมากกว่าที่เคยคิดถึงใคร เธอหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาและพิมพ์ข้อความห้วนๆ “จะกลับเมื่อไหร่?”
อีกครึ่งชั่วโมงต่อมา โทรศัพท์ดังขึ้นเป็นสายจากฟีม “ฮัลโหล…เรากลับอาทิตย์หน้า อยากเจอไหม?”
ขิมนิ่ง “แล้วคุณคิดถึงเราหรือแค่อยากส่งโปสการ์ดเล่นๆ?”
ฟีมเงียบไปพักหนึ่ง “คิดถึงจริงๆ”
ความเงียบอีกครั้ง—แต่เต็มไปด้วยความหมาย
อีกสัปดาห์เดียว ฟีมกลับมา เขานัดขิมที่สวนสาธารณะในเย็นวันหนึ่ง อากาศหลังฝนสดชื่น ขิมนั่งเฝ้ารอใต้ต้นอโศก ริมสนามหญ้า พอเขามา เธอรู้สึกประหม่า ไม่รู้จะเริ่มอย่างไร
“คุณดูเปลี่ยนไปนะ” ฟีมพูดขึ้นก่อนเสียงเบา
“เราก็เป็นหัวหน้าทีมใหญ่แล้วนี่” ขิมประชดเบา ๆ แต่สายตาแอบซ่อนแววอ่อนโยนที่มีให้เขาตลอดมา
ฟีมยิ้ม เงียบไปนาน ก่อนพูดช้า ๆ “ถ้าเราบอกว่า…ยังอยากทำงานกับคุณ อยู่ข้างคุณ…จะฟังมั้ย?”
ขิมเม้มปาก “เรากลัว—กลัวพอได้อยู่ด้วยกันจริง ๆ แล้วจะเสียทั้งเพื่อนไปด้วย แต่…กลัวจะเสียคุณไปมากกว่า”
ฟีมกัดริมฝีปาก ยืนเฉยอยู่ครู่หนึ่ง “ถ้าเราเป็นแฟนกันแล้วมันยิ่งดีล่ะ?”
ขิมหัวเราะน้ำเสียงขื่น “แน่ใจเหรอว่าจะดีกว่าเดิม…” เธอหลบตา ก่อนสบตาอีกครั้งอย่างเต็มที่ “แต่ถ้าไม่ลอง เราก็คงจะเสียใจตลอดไป”
ฟีมค่อยๆ คว้ามือขิมมากุมไว้ เงียบไปนาน ไม่มีบทสรุปหวานเยิ้ม มีเพียงสายลมเย็นที่พัดผ่าน เฉกเช่นเส้นบางๆ ระหว่างเพื่อนที่ค่อยๆ เลือนลางในแสงเย็น—ในที่สุดพวกเขาต่างได้รู้ว่าสิ่งที่สำคัญที่สุดไม่ใช่แค่การมีฝัน แต่คือการมีคนข้าง ๆ อยู่ในทุกจังหวะของชีวิตจริง ๆ