ฤดูฝนที่เรายังรอ
เสียงฟ้าร้องสะท้อนทั่วคณะอักษรศาสตร์ ไลลาเดินอย่างเร่งรีบพลางยกกระเป๋าขึ้นบังฝน เธอกัดฟันแน่นเพราะสีผมม่วงที่เพิ่งเปลี่ยนเมื่อเช้าโดนละอองฝน มันช่างเป็นวันที่แย่สำหรับคนที่ต้องพร้อมสำหรับงานประกวดดาวเดือนเช่นเธอ
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!“จะวิ่งไปไหนนักหนา” เสียงประชดดังจากชายหนุ่มร่างสูงใต้ร่มขาว ภูเบศร์มองไลลาด้วยแววตาสงบนิ่งแต่แฝงความหงุดหงิด “ฝนมันก็แค่ฝน ไม่ได้ฆ่าใครสักหน่อย”
ไลลาชะงัก ก้มใบหน้าจ้องรองเท้าผ้าใบเปื้อนน้ำ “สำหรับนายสิ แต่ฉันต้องขึ้นเวทีอีกไม่กี่ชั่วโมง”
ภายในศาลากลางน้ำ เสียงน้ำหยดดังประสานจังหวะกับลมหายใจสองคน เขานั่งอ่านหนังสือ ฝ่ายหญิงทิ้งตัวลงตรงข้ามอย่างหมดสภาพ
“อยากเป็นดาวขนาดนั้นเลยเหรอ”
“มันไม่ใช่แค่ฉัน มันคือความหวังแม่ด้วย” เสียงเธอลดต่ำ กัดริมฝีปากแน่น
ภูเบศร์เหลือบตามอง ไลลาพยายามไม่สบตา รอบข้างมีเพียงกลิ่นฝน เงียบที่แขวนอยู่
“ของฉันก็แค่สอบทุนให้มีเงินเดือนเลี้ยงตัวเอง ผ่านก็ผ่าน ไม่ผ่านก็กลับบ้าน” เขาวางหนังสือลงอย่างไม่เต็มใจนัก
ลมหายใจไลลาหนักขึ้น “นายมันไม่เข้าใจ”
“แล้วเธอเข้าใจชีวิตคนอื่นขนาดไหนล่ะ” เขาสวน พลางขยับร่มกรอบให้ห่าง ราวกับไม่อยากอยู่ใกล้ เงียบงับอีกครั้ง ฝนพร่าเสียงรอบข้าง
วันต่อมาที่ห้องชมรม ไลลากำลังจัดใบงานอย่างหงุดหงิด โทรศัพท์ดังขึ้น เธอลังเลก่อนรับ “ว่ายังไงแม่”
อีกฝั่งเสียงแม่จับสากแต่แฝงความคาดหวัง “ลูกซ้อมเดินให้ดูคืนนี้ด้วยนะ อย่าปล่อยให้ดาวมหา’ลัยซุนหายเพราะไลลาเด็ดขาด”
สายถูกวาง ไลลาเม้มปาก กวาดสายตาผ่านกระจกเห็นตัวเอง อินเนอร์คนเก่งแต่แทบหมดแรง
ภูเบศร์นั่งเงียบในห้องสมุด หอบหนังสือกองโต เหงื่อซึมข้างขมับ ทุกครั้งที่หยิบโทรศัพท์ เขาแชทหาพ่อ “พ่อโอเคมั้ย” ไม่มีการตอบกลับ เขาถอนใจแล้วกลับมาอ่านแต่หัวใจลอยไปไกล
กลุ่มดาวประกายประดับค่ำคืนงานประกวด ไลลาสะดุดส้นสูงเกือบล้ม ภูเบศร์ที่รับหน้าที่เช็คเซตไมค์ช่วยประคองโดยไม่มองหน้า “ระวังหน่อย”
“ขอบใจ…” เธอเสียงเบา “ไม่ได้ขอให้ช่วย”
“แล้วทุกอย่างต้องทำคนเดียวหมดเลยเหรอ?”
สายตาสองคู่นิ่งงัน ไม่มีใครพูดอะไรต่อ ภายในความพลุกพล่านของเวที มีช่องว่างที่ทั้งโลกหลบซ่อน
หลังเวที ไลลากัดเล็บ เพื่อนสนิทมายืนข้าง ๆ “แกดูเครียดมาก”
“ก็กลัวเสียหน้า กลัวทุกอย่างพัง…” ไลลาเสียงแผ่ว “แต่ยิ่งกลัว เหมือนยิ่งพัง”
ภูเบศร์นั่งมุมเงียบ คอยดูแลสายไฟ พยายามไม่มองสาวชุดราตรีที่ใจเขาเริ่มรู้สึกเปลี่ยนอย่างบอกไม่ถูก
ภายนอกฝนเริ่มตกหนัก เสียงปรบมือไลลาสะท้อนไปทั่วแคมปัส แต่กับตัวเองเธอบอกแค่ว่า “มันยังไม่พอ”
รุ่งขึ้น อากาศสดชื่นแต่ใจไลลาหม่นหมอง ภูเบศร์เดินผ่านร้านน้ำส้ม เห็นเธอนั่งก้มหน้ากับแก้วน้ำ ฝุ่นซึมในแววตา “จะกินเปล่า” เขายื่นน้ำส้มให้แบบอาย ๆ
“ขอบใจ… แต่ฉันไม่ได้กินของฟรี”
“ฉันก็ไม่ได้หวังอะไร เอาไปเหอะ”
ความเงียบปกคลุมอีกครั้ง เธอรับแก้วแต่ยังไม่มองหน้าเขา
วันสอบประเด็นงบประมาณของชมรม ไลลากับภูเบศร์ต้องพรีเซนต์คู่แต่มีข้อขัดแย้ง ไลลาอยากเน้นโชว์ภาพลักษณ์ ภูเบศร์กลับเน้นเนื้อหา ความเห็นขัดแย้งจนการประชุมตึงเครียด
“นายคิดว่าคนมาดูเพราะตัวเลขเหรอ”
“ฉันคิดว่าคนมาดูเพื่อความจริงใจ” ภูเบศร์ตอบเฉียบ เงียบเกินจะถกกันต่อ
หลังประชุม พวกเขานั่งลงตรงบันไดหลังคณะ ต่างเงียบไปนาน ก่อนภูเบศร์จะเอ่ย “เธอเคยคิดบ้างมั้ยว่า สิ่งที่ทำมันเพื่อใคร”
ไลลาตอบช้า “เพื่อให้แม่ยิ้ม…แต่บางทีมันเหนื่อยมาก เหมือนไม่ใช่ตัวเอง”
ภูเบศร์จ้องดาวบนฟ้าไม่พูด นาทีหนึ่ง ไลลาเอ่ยเสียงเบา “นายล่ะ ทำไมต้องเก่งตลอด”
“ฉันไม่เก่ง… ฉันแค่กลัวไม่มีที่ไป” น้ำเสียงเขาแตกสลาย เธอเงียบเมื่อรับรู้ความเปราะบาง
ความเงียบกลายเป็นสะพานแบบไม่รู้ตัว จากวันนั้น เธอเริ่มพูดกับเขายาวขึ้น ส่วนใหญ่เป็นการเถียงปนหยอกแต่มีมุมอบอุ่นเล็ก ๆ ซ่อนอยู่
ค่ำหนึ่งขณะฝนพรำ ไลลาพาเพื่อน ๆ มาหลบศาลาเจอภูเบศร์ “นายนั่งคนเดียวอีกแล้ว”
“ชินแล้ว คนเยอะ ๆ น่าหงุดหงิด”
เธอยิ้มแทนคำถาม เชิญเขามานั่งรวมกับกลุ่ม แต่ภูเบศร์ลังเลจนเงียบ เธอมองเขาตาไหว “ถ้าไม่อยากอยู่คนเดียวก็มาได้เสมอ”
“ขอบใจ…” น้ำเสียงเขาติดสั่น ราวกับไม่ได้ยินคำชวนทำนองนี้มานาน
คืนวันเกิดไลลา แม่โทรมาอีกครั้นนี้หนักกว่าทุกครั้ง “อย่าให้เรื่องไร้สาระทำเสียอนาคต ฟ้ารออยู่ข้างหน้า”
ไลลาวางสาย มือสั่น ภูเบศร์ผ่านมาเห็น เห็นเธอซ่อนน้ำตาแต่แกล้งยิ้ม “ไม่เป็นไรเหรอ?”
“นายเคยเหนื่อยจนอยากเลิกความฝันมั้ย?”
“ทุกคืน” เขาเว้นจังหวะนาน “แต่ฉันไม่มีทางเลือกอื่น”
ดึกคืนนั้น สองคนร่วมเดินตากฝนกลับหอ เธอเอ่ยเบา ๆ “นายกลัวอะไรที่สุด”
“กลัวไม่มีใครจำชื่อฉัน” เสียงเขาสั่น เธอเอื้อมมือลูบแขนให้อบอุ่น ไม่ต้องการคำพูดใด
เข้าสู่เทศกาลสอบปลายภาค ทั้งคู่อยู่ไกลกันมากขึ้น ไลลาหมกตัวแต่กับตำรา ปฏิเสธจะคุยกับภูเบศร์ “เรามีเป้าหมายอยู่ ฝนหรือใครก็ฉุดเราไม่ได้” เธอพิมพ์ข้อความแต่ลบทิ้งตลอด
ภูเบศร์เองจมอยู่กับการทำงานพิเศษและส่งงานจนโทรม อารมณ์เขาเครียด เสียศูนย์บ่อย ๆ สุดท้ายทนไม่ไหวโทรไปหาเพื่อนสนิท “นายว่า บางทีคนเราสมควรปล่อยอะไรไปมั้ย”
“ถ้านายรักอะไรจริง อย่าปล่อย” เพื่อนตอบเฉียบ ภูเบศร์เงียบ ขอบตาแดง
ค่ำอีกวันหนึ่ง ไลลานั่งอยู่หน้าเวทีเก่า ฝนซู่ลงมาราวบทเดิม ภูเบศร์เดินมานั่งข้าง ๆ เงียบอยู่นาน
“นายเปลี่ยนไปนะ” ไลลาพูดเบา ๆ
“เพราะเธอ” เขาตอบช้า ทั้งสองสบตานิ่งในความมืดตามด้วยเสียงฝนจาง ๆ
จู่ ๆ เพื่อนสนิทของไลลาเข้ามาพร้อมข่าวร้าย “พ่อภูเบศร์ป่วยหนัก นายต้องกลับบ้านเดี๋ยวนี้!” สีหน้าไลลาซีดลง เขามองเธอสั้น ๆ ทิ้งทุกอย่างแล้ววิ่งหายไป
เวลาผ่านไปหลายสัปดาห์ ไม่มีข่าวจากภูเบศร์ ไลลาทุ่มเทซ้อมกับทีม ดาวเดือนจนลืมทุกอย่าง แต่ทุกจังหวะหัวใจคล้ายขาดอะไรไป
คืนประกวดรอบสุดท้าย ไลลาคว้าตำแหน่งดาวมหา’ลัย แต่เธอไม่ได้ยิ้มเหมือนที่ผ่านมา ไฟเวทีสาดใส่ รอยยิ้มจืดจาง เพื่อนๆ มองออกว่าเธอขาดใครบางคน
ด้วยหัวใจร้าว เธอเดินท่ามกลางสายฝน กลับไปที่ศาลากลางน้ำ พบภูเบศร์นั่งรออยู่ เธออึ้งไม่กล้าพูดอะไร
“พ่อฉันดีขึ้นแล้ว” เขาพูดเปิดประเด็น “แต่ฉันไม่รู้จะกลับมาเริ่มจากไหน”
ไลลาสั่น “นายรู้มั้ย…ถ้าวันนั้นนายไม่กลับมา ฉันจะจำหน้าเวทีวันนี้ไม่ได้เลย”
ภูเบศร์โค้งหน้าต่ำ อึ้งงัน “ฉันกลัว…กลัวว่าจะเป็นเหตุผลให้เธอล้มเหลวอีก”
“นายไม่ใช่เหตุผลอะไรทั้งนั้น ความกลัวของฉันคือตัวเอง” ไลลาน้ำเสียงมั่นขึ้น “ฉันไม่อยากเป็นคนแบบเดิม กลัวที่จะเปิดใจ กลัวที่จะอ่อนแอ”
เสียงฝนเบาลงจนเงียบ สองคนจ้องตานาน ไลลายิ้มบาง “นายยังกลัวอยู่มั้ย”
ภูเบศร์พยักหน้า “แต่ฉันจะไม่หนีอีกแล้ว”
มือที่เคยเกร็งค่อย ๆ เอื้อมหาอีกฝ่าย มีเพียงเสียงหัวใจบนเวทีเก่า
ฤดูฝนจบลงแต่ความสัมพันธ์ของพวกเขายังเริ่มต้นใหม่ ท่ามกลางความกลัว ความผิดพลาด และความหวังในหัวใจที่เติบโตไปพร้อมกัน—ช้า ๆ ทว่าแน่นแฟ้น