เกาะแก้วกลางหมอก
เรือหางยาวโคลงเคลงท่ามกลางแดดแรงกลางวัน ขณะผู้โดยสารห้าคนมอง “เกาะแก้ว” ลอยอยู่ไกล ๆ ท่ามกลางหมอกที่เหนือจริง ทุกคนในกลุ่มศิลปะมหาวิทยาลัยราชาอโศกต่างกรอกตาเมื่อฟ้า อาจารย์แนะแนวประจำรุ่นพูดเสียงเข้มว่า “ใครมีปัญหาเรื่องเรือบอกผมนะ อย่าเพิ่งอ้วกลงน้ำ”
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!เพียว หญิงสาวผมสั้นเจาะคิ้ว พยายามกลั้นเสียงขำกลางอากาศร้อน เธอสะกิดปลาวาฬ ชายหนุ่มคิ้วหนาแต่งตัวเก่า ๆ ด้วยใบหน้าเหนื่อยล้า “จะใจสั่นมั้ยน่ะ ถ้าเกาะนี้มีผีจริง…” ปลาวาฬแค่นเสียง “ถ้ามี ผีกลัวเรามากกว่า” แต่สายตาไม่ได้กล้าเงยมองเกาะ เงามืด ๆ ของหมอกทำให้บรรยากาศแตกต่างไปจากค่ายศิลปะครั้งก่อน
เอื้อ สาวร่างเล็กตากลม กอดกระเป๋าเป้แน่นมองไปทางรุจ ช่างกล้องหนุ่มปีเดียวกัน รุจนิ่ง สายตาเต็มไปด้วยบาดแผล เขาตั้งกล้องถ่ายวิดีโอเกาะไว้คล้ายมีบางอย่างในเงานั้นเรียกหา
เมื่อเรือเทียบท่า อาจารย์ฟ้าสั่งให้ทุกคนช่วยกันขนของ พลางแจกแจงกิจกรรม “คืนนี้วาดสเก็ต แบ่งทีมสองคน ฝึกสังเกตบรรยากาศยามค่ำ” ขณะนั้นเอง บัว ซึ่งหน้าตาดูขี้ระแวง ท่ามกลางอากาศชื้น ท้วงออกมาว่า “สังเกตอะไรกลางหมอกแบบนี้เหรอ ดิฉันว่าสังเกตใจกันจะง่ายกว่านะ”
หมอกลงจัดจนแสงแดดช่วงบ่ายคล้ายมอดลงโดยไม่รู้ตัว ภายในบ้านพักไม้โบราณซึ่งเป็นฐานของทีม เพียวแอบลอบมองบัวเขียนสมุด วาดอะไรคล้ายวงกลมไขว้ ท่าทีลนลานเหมือนกลัวบันทึกของตัวเองหายไป ใต้แสงไฟสลัวในห้องรวม ทุกคนแยกย้ายคลายเหนื่อยด้วยความไม่เคยชิน รุจหันไปชวนเอื้อดูภาพถ่าย เขาถามเสียงเบา “เอื้อ… นายคิดว่าพอถึงคืนนี้…เกาะนี้จะเงียบสนิทจริง ๆ ไหม”
เอื้อเงียบอยู่นาน ก่อนส่ายหน้า “ไม่รู้สิ ฉันกลัวเสียงเงียบมากกว่าเสียงอะไรทั้งหมด”
เสียงคลื่นกับเสียงแมลงป่าผสมกันในยามพลบค่ำ คืนแรกทุกคนนั่งล้อมวงกินข้าวเย็นใต้ต้นไทร เพียวชวนคุยเรื่องกิจกรรมศิลปะ “เราวาด ‘สิ่งที่เราเห็น’ จริงเหรอ หรือวาด ‘สิ่งที่เราอยากให้คนเห็น’ กันแน่” บัวมองเธอ ในดวงตาฉายแววลังเล รุจพูดสั้น ๆ ว่า “บางที ‘สิ่งที่เราเห็น’ มันหลอกเอาก็ได้…” บัวหลุบตา เอื้อลอบสังเกตท่าทางแปลก ๆ ของทุกคน
กลางดึก ขณะทุกคนแยกย้ายเข้านอน หมอกนอกหน้าต่างหนาแน่นจนแทบมองไม่เห็นอะไร เพียวตื่นกลางดึกเพราะเสียงกระซิบเบา ๆ เหมือนคนร้องไห้ เธอเดินออกมานอกห้อง พลันเห็นเงาบัวหายเข้าไปในหมอก เธอจะตะโกนอออกไป แต่เสียงขาดตอน
เช้ามืด อาจารย์ฟ้าปลุกนักศึกษาทุกคน ตื่นเช็คชื่อ เหลือแต่สมุดบันทึกของบัวที่ตกอยู่หน้าบ้าน ไม่มีร่องรอยคนกลับมา เพียวเดินไปคว้าสมุด เปิดเจอหน้าวาดรูปวงกลมซ้อนทับกันเป็นเขาวงกต
รุจหยิบกล้องรีบดูภาพที่ถ่ายไว้เมื่อคืน มีจุดดำเบลอๆ ติดกล้องทั้ง ๆ ที่ไม่มีใครเห็นอะไรในสายตา เอื้อเงียบ สั่น เอ่ยเบา ๆ ว่า “เราตามหาเธอไหม หรือแค่รอ”
ฟ้าตัดสินใจแบ่งทีมสำรวจ พร้อมวิทยุสื่อสาร ฝากให้เพียวกับปลาวาฬดูแลฐาน ส่วนเขากับรุจและเอื้อจะเข้าไปในป่า ขณะเตรียมตัว เพียวกระซิบกับปลาวาฬเสียงสั่น “นายคิดว่าบัวแค่วิ่งหนี หรือ… เรากำลังโดนบางอย่างบนเกาะเล่นงานกันแน่?”
ในป่า เสียงใบไม้สั่นราวกับอะไรบางอย่างไล่ตาม รุจหยุดเดินพลางพูดว่า “ผมถ่ายภาพนี่ไว้ตั้งแต่สี่ทุ่ม แต่ในภาพมีเงาเด็กผู้หญิง… ผมไม่กล้าเปิดภาพต่อหน้าเพียว” ฟ้าทำหน้าขรึม เอื้อถามรุจ “นายกลัวอะไรจริง ๆ?” รุจหลบบอกตา “กลัวว่า… เราจะเป็นอีกคนที่หายไป”
ขณะทีมในป่าเจอเงาคนคล้ายบัวโผล่ในหมอก พวกเขาเรียกชื่อแต่เธอเดินหนีลึกเข้าไปอีก เอื้อตัดสินใจวิ่งเข้าไปใกล้ รุจวิ่งตาม เสียงลมหายใจและเค้นเสียงในช่องอกตลอดทั้งทาง ในที่สุดพวกเขาเจอบัวนั่งกอดเข่าภายใต้ต้นไม้ใหญ่
บัวไม่พูดคำใด ร่างบางสั่นเทา ฟ้าพยายามเกลี้ยกล่อม “เราจะพากลับบ้านพักนะบัว ไม่มีใครโกรธ บอกเราหน่อยสิว่าเกิดอะไรขึ้น” บัวกัดริมฝีปากแน่น พึมพำ “มัน… ขังฉันในนี้ ไม่มีใครได้ออกไปจริง ๆ … ไม่เคยเลย”
เมื่อกลับบ้านพัก ทุกคนเปิดสมุดบันทึกของบัว รอยปากกาขีดเขียนซ้อนทับเป็นคำว่า “ขัง” กลิ่นอายของความกลัวแผ่ซ่าน เพียวถามเบา ๆ “เธอหมายถึงอะไร ที่ว่าไม่มีใครได้ออก? บัว… เธอกลัวอะไร?”
กลางดึกอีกครั้ง หมอกหนาแน่นกว่าทุกคืน ทุกคนได้ยินเสียงเด็กร้องไห้แผ่วเบา เพียวกับปลาวาฬตัดสินใจลุกออกไปตามแสงไฟข้างบ้าน ภายนอกมีรอยเท้าเด็กเล็ก ๆ จาง ๆ จู่ ๆ หมอกพัดเข้าปะทะอย่างแรง พวกเขาต่างหลงทิศ
ปลาวาฬคว้าข้อมือเพียวไว้แน่น “เราจะอยู่ด้วยกัน… อย่าแยกกันเด็ดขาด” เพียวพยักหน้า น้ำเสียงร้าวราน “นายคิดว่า เด็กคนนั้นเป็นของจริงหรือภาพหลอน?” ปลาวาฬเงียบ ผิดปกติจากอารมณ์ร่าเริง “ไม่รู้… แต่มันเหมือน… memory ที่เรากลัวจะลืม…” เขาเผลอพูดบางอย่างที่ตัวเองปิดบังไว้
ฟ้าเล่าว่า ตนนำค่ายศิลปะมาหลายปี ทุกปีต้องมีคนหาย คราวนี้ถึงตาเขาต้องเผชิญหน้ากับอดีต รุจสงสัย “หรือความลับในเกาะ คือคนที่เราไม่ได้รับการให้อภัย?” เอื้อครุ่นคิด การสังเกตเงาในหมอกทำให้ทุกคนกลัวมากขึ้น
รุ่งเช้า สมุดของบัวหายไปอย่างลึกลับ ท่าทีของเธอเปลี่ยนไป เหมือนไม่ใช่ตัวเอง เพียวสังเกตท่าทางและดวงตา เธออดเอ่ยปากถามไม่ได้ “บัว… เธอเป็นใครกันแน่?” ไม่มีคำตอบ มีเพียงแววตาว่างเปล่า
รุจพยายามหาทางลบภาพในกล้องเพื่อหนีความจริง เขาเผลอเห็นภาพช็อตใหม่ที่กล้องถ่ายเอง—เงานักศึกษายืนเรียงกันกลางหมอก มีบัวซ้ำสองคน ฟ้าสูดหายใจลึก “บางที… เกาะนี้ขังทุกอย่างที่เราอยากลืมไว้” เขาเหมือนรู้ความลับบางอย่าง
ในคืนถัดมา หมอกกลืนกินบ้านพักไปหมด เพียวตัดสินใจถามบัวตรง ๆ “เธออยู่ที่นี่เพื่ออะไร?” บัวก้มหน้า “ฉันกลัว…ถ้าออกจากที่นี่ ฉันจะไม่มีตัวตนจริง ๆ”
ปลาวาฬสารภาพกับเพียวเรื่องผิดพลาดในอดีต “ฉันเคยปล่อยให้เพื่อนโดนกลั่นแกล้ง เพราะกลัวโดนเหมือนกัน ฉันผิดเอง” น้ำเสียงสั่น เพียววางมือเบา ๆ บนไหล่ เพิ่งเข้าใจว่าความกลัวนั้นรุนแรงแค่ไหน ทั้งสองคนเงียบงัน สบตากันในความเงียบ รู้สึกว่าในหมอกนี้ พวกเขามีบาปที่ต้องเผชิญเหมือนกัน
เกิดเสียงดังปริศนาในบ้าน บัวหายไปอีกครั้ง ทุกคนวิ่งตามเสียง พบว่าบัวกำลังวาดวงกลมซ้อนในห้องใต้ดิน “ฉันจะออกไปได้ก็ต่อเมื่อใครสักคนเข้าใจฉัน” น้ำตาเธอเปื้อนแก้ม เพียวตัดสินใจเข้าไปสวมกอด “ฉัน… ก็กลัวจะหายไปเหมือนกัน เรามาเผชิญหน้าความกลัวด้วยกันเถอะ”
ฟ้าพาทุกคนเดินออกนอกบ้าน ท่ามกลางหมอกที่เปิดออกชั่วขณะ พวกเขาเห็นเด็กผู้หญิงในชุดนักเรียนยืนอยู่กลางไทรเก่า บัวร้องไห้ “ฉันขอโทษ” เอื้อเดินเข้าไปหยิบมือเธอไว้ “เรา ยอมรับสิ่งที่เรากลัว เราจะไม่ปล่อยนายเดียวดาย”
จู่ ๆ หมอกสลาย เงาทุกอย่างบนเกาะกลายเป็นโปร่งแสง ผู้คนกลับมาสู่สภาพจริงบนท่าเรือ เพียวเหมือนฟื้นจากฝัน แต่ต่างจากเดิม เธอมองหน้าปลาวาฬ เอ่ย “ต่อให้หมอกคลุมตา เราก็ต้องเห็นกันให้ชัดว่ายืนอยู่ตรงนี้เพื่ออะไร”
กลุ่มนักศึกษากลับขึ้นเรือ คราวนี้ไม่มีใครพูด เป็นครั้งแรกที่ความเงียบคล้ายความจริงที่รุนแรง พวกเขากลับมาเติบโตขึ้น ในมือเพียวมีสมุดบันทึกบัวแผ่นสุดท้าย หน้าเขียนคำว่า “ให้อภัย” เสียงคลื่นดังแว่วตัดกับแสงแดด ยามหมอกสลาย ทุกคนรู้ว่าพวกเขาจะไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป