เพลิงสะท้อนในเงาฝัน
ไฟนีออนสีขาวบนเพดานหอพัก “ศรีมานิต” กระพริบไหวเป็นจังหวะประหลาด ขิมหาวพลางเดินลากรองเท้าเข้ามาที่ลานกลางของชั้นสาม กลิ่นความเก่ากรุ่นจาง ๆ ผสมกลิ่นกาแฟสำเร็จรูปในแก้วพลาสติกที่เขาถืออยู่ เสียงจักจั่นวูบหนึ่งขาดตอนเหมือนโลกหยุดฟังเสียงรองเท้าของจีโน่ที่กระแทกบันไดตามหลังมา
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!“ขิม มึงลืมสมุดเหรอวะ?” จีโน่เดินตามเร็ว มือหนึ่งหิ้วหมอนกลิ่นน้ำยาปรับผ้านุ่ม ส่วนอีกมือกำแน่นด้วยมือถือที่หน้าจอแตกร้าว ขิมยิ้มจาง ๆ พลางชูสมุดเล่มเล็กในมือ
“กูแค่อยากหาอะไรเขียนว่ะ เมื่อคืนแม่งคิดอะไรไม่ออกเลย เซฟอยู่รึเปล่า?” ขิมชะโงกหน้ามองเข้าไปในห้อง 305 แสงไฟสลัว ๆ ทำให้เห็นผ้านวมที่ถูกพับเรียบร้อยบนเตียงทรงเก่าแต่ไม่มีรอยตัวคน
จีโน่เดินมาหยุดกับประตู ตะโกนเข้าไปแบบติดตลก “เฮ้ เซฟ! ยังไม่ฟื้นจากทริปเมื่อคืนเหรอวะ?” ความเงียบตอบรับกลับมา ปัณณ์ที่เดินผ่านมาเพิ่งกลับจากฝึกงาน โน้มคอเสื้อแล้วยักไหล่เชื่องช้า
“เซฟไม่กลับมาทั้งคืน วันนี้มีเรียนตอนเช้า พวกมึงเห็นเขาไหมวะ?”
ขิมขมวดคิ้ว ชำเลืองมองนาฬิกาข้อมือ พลางเปลี่ยนน้ำหนักร่างไปมาหน้าโต๊ะอ่านหนังสือ “เมื่อคืนตอนตีสอง… กูได้ยินเสียงประตูห้องมันเปิดปิด แต่พอกูถามไม่มีใครรับ มือถือมันก็ไม่รับสายตั้งแต่เมื่อคืน”
ปัณณ์ถอนหายใจยาว พยายามกลบความร้อนรุ่ม “เผลอหลับที่ไหนรึเปล่า หอเพื่อน? นี่มันไม่ใช่สไตล์เซฟเลยนะ สิบโมงเช้าแล้ว โทรศัพท์มันปิดเครื่องด้วย”
เสียงมือถือของปัณณ์ดังขึ้น ทุกสายจบด้วยเสียง “เลขหมายปลายทางที่ท่านเรียกไม่สามารถติดต่อได้ในขณะนี้…” หอพักเหมือนถูกบีบให้แคบลงด้วยความเงียบและลมหายใจอึดอัด ความสงสัยเกาะกินถึงระดับที่มือเย็นวาบ
ในห้อง 305 ปัณณ์ริเริ่มภาพค้นหา มือข่มความลังเลก่อนจะตัดใจดันประตูเข้า หยาดเหงื่อซึมขมับ ขิมและจีโน่ตามมาประชิด โต๊ะเรียนสะอาดเรียบร้อยมีเพียงโน้ตสั้นๆ เขียนด้วยลายมือลุกลี้ลุกลน “อย่าเชื่อกระจก… ยามตีสี่”
จีโน่อ่านเสียงแผ่ว ดวงตาหรี่ลง “คืออะไรวะ อย่าเชื่ออะไรในกระจก…เซฟล้อเล่นไง?” แต่น้ำเสียงเขายากเชื่อสิ่งที่พูด
ขิมใจหายวาบ ความคิดตีวนเรื่องเล่าขานในกลุ่มว่า กระจกห้อง 305 เคยมีคนเห็นเงาแปลก ถ้ายืนมองตอนกลางคืนจะเห็นบางอย่างขยับอยู่ด้านหลัง
“เชื่อเปล่าปัณณ์ มึงเองก็เคยได้ยินใช่ไหม เรื่องกระจก…” ขิมเอ่ยด้วยเสียงนิ่ง ๆ
ปัณณ์หลบตานิด ก่อนตอบติดขัด “กูก็ไม่เชื่อเรื่องไร้สาระนะ แต่เซฟไม่ใช่คนล้อเล่นอะไรแบบนี้ บางอย่างมันไม่ปกติ…”
จีโน่นั่งยอง ๆ จัดหมอนบนเตียงเซฟอย่างเครื่องราง ปากพูดเบา ๆ “แต่กูไม่อยากให้เรื่องหลอน ๆ เป็นข้อแก้ตัวนะ มันต้องมีเหตุผลมากกว่านั้น”
ขิมวางสมุดกับโต๊ะรู้สึกใจเต้นแรง แขนขาเย็นวูบ จีโน่เห็นอาการเลยหยิบมือถือขึ้นจ่อถ่ายกระจก “ดูเนี่ย กูจะพิสูจน์ให้ดู มันไม่มีเหี้ยไรทั้งนั้น…”
ตอนที่ภาพสะท้อนขึ้นบนจอ ทุกคนเห็นเพียงเงาตัวเอง ทว่า คนหนึ่งเหมือนไม่มีเงาในนั้น…
ปัณณ์เบิกตากว้าง มองภาพบนจอมือถือ ซูมเข้าใกล้กระจกตรงที่เซฟชอบนั่งพิง โต๊ะไม้มีรอยขีดข่วนรูปคล้ายรอยเล็บขูดเรียงยาว ซีดขาวเหมือนใหม่
ขิมเหลียวกลับมองเงาตัวเองในกระจก ต่อมน้ำตาไหลเงียบ ๆ ด้วยความสับสนลึก บรรยากาศเย็นเยียบข้างในห้องกระตุกใจ
จีโน่วางมือถือลง สูดหายใจ พึมพำเบา “เดี๋ยวกูออกไปตามหาเซฟรีอบหอ มึงกับขิมช่วยกันหาหลักฐานในนี้หน่อยเถอะ”
ขิมพยักหน้าพร้อมปัณณ์ เสียงประตูกระแทกเบา ๆ เมื่อจีโน่วิ่งออกไป เสียงฝีเท้าที่ไกลออกไปทีละนิดจนโรงพักจมสู่ความเงียบอีกครั้ง
ขิมเดินสำรวจตามทางเดินในห้อง พบซองจดหมายเก่าหนึ่งใบซ่อนอยู่ใต้เบาะนั่ง เมื่อเปิดออกพบข้อความเขียนติดขัด “ตีสี่ วงจรจะเริ่มใหม่อีกครั้ง ระวังกระจก…” โดยมีชื่อผู้ส่งซึ่งไม่รู้จักเลยในรุ่นปัจจุบัน
ปัณณ์อ่านกระซิบ “ใครส่งมา ใครทิ้งไว้วะ หรือมันเป็นเรื่องเล่นสนุกกันเฉย ๆ”
ขิมส่ายหน้า “ถึงมันจะเป็นเรื่องตลก แต่เงียบแบบนี้มันรู้สึกประหลาด… อยู่หอกันมาสองปีไม่เคยเกิดเรื่องแบบนี้เลย”
เสียงจีโน่กลับมา ตัดบทสนทนา “รอบหอสงบ ทุกคนบอกไม่เห็นเซฟเมื่อคืน แต่มีคนพูดถึงเสียงแปลกตรงห้องน้ำฝั่งซ้ายตอนตีสี่”
ปัณณ์กำหมัดแน่น ความเครียดค้าง “งั้นคืนนี้เรารวมตัวหาคำตอบกันเลย”
คืนนั้น ทั้งสามนั่งบนพื้นห้อง 305 นาฬิกาดิจิตอลบนโต๊ะเดินเข็มเข้าสู่ตีสี่ อากาศเย็นชื้นจนต้องกอดอก เสียงลมหายใจสอดรับกับใจเต้นแรงทุกคน เงามืดในกระจกเหมือนเคลื่อนไหวเอง คล้ายเงาคนพยายามสะท้อนออกมาจากโลกอีกฟาก
ปัณณ์พูดเบา ๆ เสียงสั่น “ถ้าเซฟอยู่จริง ขอให้ปรากฏตัวนะ เราจะช่วย…”
ทันใดนั้น กระจกบุบบริเวณมุมขวาล่าง เงาของเซฟทาบในเงานั้นราวกับถูกกักขังอยู่ น้ำเสียงแผ่วเบาชวนขนลุกดังจากรอยแตกร้าว “อย่า…อย่ามองนาน…”
ขิมผงะลุกขึ้นเสียงขาดเป็นท่อน ๆ “เซฟมึง…ได้ยินกูไหม?”
เงาในกระจกโบกมือเหมือนขอความช่วยเหลือ ปัณณ์คว้ามือจีโน่ที่ตะลึงค้างดึงออกจากพื้นที่หน้ากระจกด้วยสัญชาตญาณ ขณะขิมกลั้นสะอื้น พยายามพูดให้เสียงนิ่ง “เกิดอะไรขึ้นวะ มึงไปอยู่ตรงนั้นได้ไง?”
เซฟตอบเสียงขาด ๆ “มัน…ตามมา ทุกคนก็เช่นกัน… อย่าเชื่อทุกสิ่งที่เห็น”
ไฟในห้องกระพริบแรงจนแสบตา เงาในกระจกสั่นระริกคล้ายจะทะลุออกมาโดยแสงจ้า เสียงตึง ๆ ดังหนักขึ้นทั่วพื้นหอพัก
ทันใดนั้น เสียงตะโกนของผู้ดูแลหอพักดังปลุกสติทุกคน “มีใครอยู่ในห้องหรือเปล่า! ตีสี่แล้วนะ!”
ทุกคนหันขวับ ลมหายใจขาดตอน แต่ปัณณ์ดึงทุกคนให้ตั้งสติ
“เราออกไปก่อน เดี๋ยวจะพลอยเป็นเรื่องใหญ่”
ทั้งสามรีบออกจากห้อง มือจีโน่สั่นน้อย ๆ ขิมนิ่งงันเหมือนวิญญาณแยกตัวติดกับในกระจก เสียงฝีเท้าทุกคนสะท้อนฝาผนังเย็นยะเยือกในทางเดินมืด
เมื่อทั้งสามเลี่ยงออกมานั่งกันตรงลานหน้าหอ ปัณณ์พูดเสียงแผ่วติดตัดสินใจ “เราต้องรู้ให้ได้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับเซฟ…ถ้าเขาอยู่ในนั้นจริง ๆ ไม่มีตัวช่วยนอกจากเรา”
จีโน่กัดฟัน มองมือตัวเองที่เย็นเฉียบด้วยใจไหวสั่น “กูไม่เคยกลัวอะไรขนาดนี้ แต่กูกลัวว่าถ้าเราทำอะไรพลาด จะไม่มีใครได้กลับมาอีก”
ขิมเหลียวมองตึกสูงรกร้างของหอพัก คิดถึงอดีตที่ตัวเองเคยกลัวเงาในกระจก เคยปล่อยเพื่อนโดนแกล้งแล้วแกล้งทำเป็นไม่เห็น น้ำตาคลอระหว่างพูดเบา ๆ “กูไม่อยากเสียเพื่อนไปอีก ถ้าเซฟขอให้เราช่วย กูจะไม่หนี”
ความเงียบระหว่างมิตรสหายแทรกตัวในลมหายในราตรี ทุกคนพร้อมเผชิญหน้าความกลัวของตนเองเพื่ออีกคน
เวลาผ่านไป กลุ่มเพื่อนพยายามสืบหาข้อเท็จจริงทั้งในอาคารและข้อมูลจากผู้ดูแลเก่าแก่ เรื่องราวเปิดเผยมากขึ้นว่าหอพักหลังนี้มีเหตุการณ์เด็กชายคนหนึ่งหายตัวไปเมื่อ 25 ปีก่อน คืนนั้นเขาไปยืนจ้องกระจกคนเดียวในห้อง 305 และ “ไม่เคยกลับมา”
เมื่อเส้นเรื่องแน่นขึ้น ความหวั่นใจของแต่ละคนก็ทวีคูณ ขิมกับจีโน่เริ่มเก็บงำความรู้สึกลึก ๆ ของตัวเอง จีโน่แอบเคยมีปัญหายืมเงินจากเซฟแล้วไม่กล้าบอกความจริง ปัณณ์มีอดีตเรื่องโกหกครอบครัวเกี่ยวกับหนี้และเคยกล่าวโทษเซฟโดยไม่ตั้งใจ ขิมเคยแกล้งเพื่อนอีกคนจนเขาย้ายหอ ความลับเล็ก ๆ ของแต่ละคนเหมือนจะเกี่ยวข้องกับเงากระจกหรือไม่
ในค่ำคืนต่อมา ทั้งสามวางแผนใหม่ ใช้เทียนกรอบรอบห้อง เปิดไฟสลัว ๆ เตรียมใจเผชิญหน้าอีกครั้ง ถึงเวลาตีสี่ เปลวเทียนสะบัดเมื่อเงานั้นส่อแววจะปรากฏอีกที ปัณณ์ท่องจำคาถาโบราณที่แปลในจดหมาย กระจกสั่นสะเทือน บรรยากาศเข้มข้นจนแทบทนไม่ไหว
เงาเซฟรำไรออกมาอีกครั้ง คราวนี้พูดเสียงอ่อนแรง “มันจะปล่อย… แค่เรากล้ายอมรับความจริง…”
ขิมกัดริมฝีปาก รับสารภาพด้วยน้ำตา “กูเคยแกล้งคน ไม่เคยขอโทษ กูขอโทษ… กูกลัวว่าถ้าเซฟกลับมา มึงจะไม่ให้อภัยกู”
ปัณณ์ยอมรับ “กูเคยด่ามึงกับครอบครัวว่ามึงไม่รับผิดชอบ ทั้งที่จริง ๆ คือกูกลัวถูกทิ้ง เป็นความผิดกูเอง”
จีโน่พูดเสียงแตก “กูกลัวจนแม่งโกหก โกงเงิน กูยอมรับแล้ว กูผิด กูอยากให้เพื่อนกลับมา”
แสงในห้องสั่นแรงขึ้น เงาของเซฟหรี่ตาลงน้ำเสียงเศร้า “มันต้องการให้เรามองความผิด มันถึงจะปล่อย…”
แล้วกระจกก็แตก เงาของเซฟร่วงลงกับพื้น แสงไฟกลับเป็นปกติ เซฟล้มอยู่ตรงหน้าทุกคน สะลึมสะลือคล้ายออกจากฝันร้าย
จีโน่เข้าไปโอบเพื่อน เสียงสะอื้นแห่งความโล่งใจดังกลืนไปกับเสียงคืนอันเงียบงัน ขิมกับปัณณ์จับมือกัน ยิ้มทั้งน้ำตา
เช้าวันใหม่ หอพักเหมือนหายใจโล่งขึ้น ทุกคนเรียนรู้ที่จะเผชิญหน้าความผิดพลาดของตัวเอง และให้อภัยผู้คนรอบข้าง ความจริงในใจเป็นสะพานให้พวกเขากลับมาเชื่อมต่อกันอีกครั้ง เงากระจกในห้อง 305 กลับมาใสสะอาดไม่มีร่องรอยใด ๆ นอกจากมิตรภาพที่เข้มแข็งกว่าก่อน