กะรัตสีเพลิง: ลมหายใจเหนือเส้นขอบฟ้า
ม่านแสงสีส้มซึ่งระยิบระยับจากแรงดันพลังงานดวงอาทิตย์กรองผ่านกระจกโดม ร่างของฟีม พลันหยุดนิ่งท่ามกลางคลื่นผู้อพยพ เธอตั้งใจมองไฟสัญญาณที่กะพริบ เหงื่อไหลซึมแผ่นหลัง มือกำมือแน่น ลมหายใจที่ขาดช่วงกดทับหน้าอกด้วยสัญญาณเตือนว่าทุกอย่างเพิ่งเริ่มต้นขึ้น
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!เสียงประกาศเตือนภัยดังลอยมาตามลำโพงเหนือชั้นฝ้า “กรุณาอยู่ในรอยทางที่กำหนด…อันตรายจากผลึกพลังงานระเบิดรุนแรงสูงบริเวณสี่แยก Solar Tower…” ผู้คนต่างชะเง้อมองหวั่นวิตก ประตูสแกนฟิลด์ลามไฟฟ้ากระพริบวูบวาบ
ฟีม—นักฟิสิกส์จากโครงการกะรัต เพิ่งเสร็จสิ้นเวรแก้สมการเชิงซ้อนในห้องปฏิบัติการ เธอเก็บสายดาต้าการ์ดใส่กระเป๋า ก้มลงเกือบซ่อนน้ำตาไม่ไหวจากความกลัวสูญเสีย วินาทีเดียวไฟสว่างวาบฝ่าโต๊ะควบคุม ตามด้วยเสียงระเบิดดังสนั่น ทุกคนก้มหลบ ฝุ่นสีแดงคละคลุ้งในกระจกโดม ทันใดนั้นเอง
เสียงประตูกระแทก ดินแดนวิศวกรซ่อมบำรุงผู้ผิวเข้ม ตาเข้มดุดัน แต่สายตาฝากรอยอดีตที่ยังไม่จางลง เขาตั้งใจลากเครื่องมือซ่อมหนักอึ้ง สะพายเป้เดินผ่านฝูงชนอย่างไม่หวั่น เก็บทุกสายตาจากรอยแผลบริเวณต้นแขน
“หยุด!” ฟีมตะโกนใส่เขาท่ามกลางเสียงหวีด เพื่อนร่วมงานกระซิบว่าเครื่องควบคุมโดมเสียหายอย่างหนัก ฟีมเพิ่งเห็นสายตามุ่งมั่นของชายกลางคน เธอจำได้ว่าเขาคือดินแดน—ผู้เคยถูกพักงาน แต่เมื่อคืน เธอได้ยินข่าวว่าน้องชายตัวเองถูกจับฐานลอบเข้า Solar Tower และดินแดนคือความหวังเดียวที่อาจช่วยไขรหัสประตูหนีได้
“หาอะไรมาน๊อตพวกนี้ อุปกรณ์ล็อคมันใหม่กว่าก่อน” ดินแดนพูดเสียงขุ่น แววตาแฝงความเร่งรีบแต่ระแวดระวังมือวางบนประแจ ฟีมหายใจแรง รู้ดีว่าชีวิตน้องชายเธอขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของเขา
ไฟในโดมแว็บดับอีกระลอก ผู้คนเริ่มตะโกนถามกัน ส่งเสียงวิ่งพล่าน ตำรวจ-หุ่นยนต์แฝงหน้าเข้ามาตรวจตรา คนส่วนใหญ่พากันไปทางศูนย์อพยพ ฟีมกระโจนไปขวางดินแดน “คุณรู้ทางใต้ดินไหม? ฉัน…ฉันน้องชายติดอยู่ข้างใน”
เขาหยุดนิ่งจ้องตาเธอ “มึงน่าจะเลิกเชื่อใครง่ายๆนะ เดี๋ยวนี้” คำพูดเฉือนใจราวกับกร่อนอดีต เธอสะอึก เห็นแววละอายผสมโกรธในตา
ดินแดนสูดลมหายใจลึก “ถ้าทำ จะต้องทำตอนนี้ มันอาจไม่รอดทั้งคู่”
ฟีมสบตากับเขา เหมือนเวลาหมุนช้าลง ใจเธอปวดหนึบเต็มไปด้วยความลังเล แต่สุดท้ายพยักหน้า น้ำเสียงสั่น “ขอร้อง…ขอฉันไปด้วย”
เขาพยักหน้าเบาๆ แล้วหันไปทางช่องทางวิศวกรรมใต้ดินที่ถูกปิดผนึก ฮัมเพลงเบาๆในลำคอก่อนลากประแจงัดเสาเหล็ก
เสียงสัญญาณเตือนระลอกใหม่ ฉากแสงสีแดงกระทบดวงตา ดินแดนเร่งมือเปิดทางลับ ประตูเหล็กเคลื่อนตัวด้วยเสียงครืดคราด ก่อนทางเข้าดินแดนผายมือให้ฟีมลอดเข้าไป
ในเส้นทางลับใต้ดิน เสียงเพอร์ออกซิเจนดังอื้ออึง เฟืองขนาดยักษ์หมุนราวกับฝังไว้ในท้องโลก ฟีมหอบหายใจ ดวงตาไหลวาวเพราะความเครียด กลิ่นควันโลหะแผดเผา
“ถ้าเธอมัวแต่กลัวแบบนี้ ก็คงไม่ช่วยอะไรใครได้หรอก” ดินแดนกล่าว เตือนใจ แต่เสียงไม่เยาะเย้ย เพียงสั้นและจริงใจ
ฟีมกลืนน้ำลาย เงียบอยู่ครู่ “ครั้งสุดท้ายที่ฉันไว้ใจใคร ฉันเสียแม่ไป…ฉัน…ไม่คิดว่าจะมีใครให้เชื่อใจอีก”
เดินผ่านซอกแคบแสงฟ้าสลัว ดินแดนหยุดเงียบ หันกลับมามองหน้า “ฉันเองก็เคยเสียเหมือนกัน อาจมากกว่าเธอด้วยซ้ำ” เขาปราดตาไปอีกทาง พูดเบาจนแทบไม่ได้ยิน
เสียงปะทะสายลมแรง จากนั้นพื้นฐานใต้ดินสั่นสะเทือนอย่างรุนแรง ชิ้นส่วนอุปกรณ์ร่วงกระจัดกระจาย ฟีมล้มกระแทกพื้น ดินแดนฉุดเธอลุกขึ้นมาได้ทัน พวกเขาวิ่งมุ่งหน้าต่อไป
ทางเดินคดเคี้ยวพาผ่านศูนย์บำบัดน้ำและพื้นที่ไวไฟ ไม่ทันไร เสียงสนทนาดังแว่วลอยมาจากช่องเสริม
“หยุด! ใครอยู่ตรงนั้นบ้าง?” เสียงเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยดังแผ่วแต่เฉียบเข้ามา ดินแดนยกมือส่งสัญญาณเงียบให้ฟีมยืนหลบมุม
ฟีมหยิบอุปกรณ์สแกนจากในเสื้อ ยื่นให้ดินแดน “กุญแจนี้…เปิดระบบได้” เธอกระซิบ เขารับมางุนงงแต่ดวงตาเต็มไปด้วยความเชื่อใจชั่ววูบ
ทั้งคู่ค่อยๆ ขยับไปยังแผงควบคุมไฟฉุกเฉิน มือดินแดนสั่นเล็กน้อยขณะเสียบอุปกรณ์ สัญญาณกระพริบสีเขียว ชั่วครู่ประตูไฟฟ้าเลื่อนออกเสียงดัง ทั้งคู่รีบหลบเข้าไปในโถงมืด
ภายในโถงร้าง ดินแดนหยุดมองไปที่แผงควบคุมระบบ ส่งสัญญาณมือให้ฟีมคอยระวังด้านหลัง เงามืดโบกไหวเป็นจังหวะของหัวใจที่เต้นเร็ว
ฟีมเปิดช่องแสง ร่างเธอสั่น คำพูดไม่เอื้อนเอ่ย แต่สายตาอ้อนวอนไปยังดินแดน “ช่วย…ฉันไม่ปล่อยให้น้องโดนข้อหาแบบนี้…”
ดินแดนนิ่งอยู่ชั่วอึดใจ ก่อนตอบ “คนเรามันเปลี่ยนอดีตไม่ได้ แต่เปลี่ยนสิ่งที่กำลังทำได้…ถ้ารอดไปจากคืนนี้ อะไรๆ อาจไม่เหมือนเดิม”
เสียงระเบิดย่อยดังตู้มส่งแรงสั่นสะเทือนโถงเหนือพื้นดิน แผ่นพื้นสั่นดังกึก ดินแดนเปิดโหมดป้องกันไฟบนชุด เขาใช้ร่างบังฟีมในขณะที่ควันจากชั้นบนเริ่มไหลทะลักลงมา
ทั้งสองพากันคลานต่ำไปยังประตูอีกฝั่ง พวกเขาแลเห็นแสงไฟสลัว ณ ทางปลายสุด ฟีมหอบหายใจพลางกระซิบ “นั่นใกล้โซนคุมขัง…ถ้าถึงจะเจอน้องชาย”
เสียงเคาะโลหะดังเอี๊ยด ประตูถูกผลักออก เจ้าหน้าที่สองนายจ้องมองสายตาตึงเครียด “เข้าไปได้ยังไง?”
ดินแดนตีกันไหล่ใส่ฟีมเบาๆเป็นนัย เธอรีบเอ่ย “ฉันเป็นเจ้าหน้าที่วิจัย…เขามาพาฉันกลับจุดอพยพ”
ชายอีกคนขมวดคิ้วจับไหล่ฟีม “แต่ระบบแจ้งเกิดเหตุแปรปรวนตรงนี้ ทำไมมาได้?”
ดินแดนเงียบแต่จ้องเขม็ง “ดูบัตรเธอ—จะรู้เอง”
ท่ามกลางอึดใจเงียบงัน เจ้าหน้าที่ดูบัตรเตรียมกดวิทยุรายงาน ทว่าในจังหวะนั้นเสียงร้องมาจากอีกโถง “ยังมีคนติดอยู่! รีบ!” โกลาหลเกิดขึ้นอีกครั้ง ทั้งสองรีบเบี่ยงตัวผ่านเจ้าหน้าที่ สูดอากาศอุ่นวิ่งทะลุเข้าโซนคุมขัง
แสงจ้าสาดใส่ใบหน้าฟีม เธอเห็นน้องชาย—นัท—ถูกขังในห้องกระจก หน้าซีด ฝุ่นเขม่าคลุ้ง เค้าโครงความกลัวชัดเปรี้ยงในดวงตา
“นัท!” เธอร้องเสียงสั่น น้ำตาซึม นัทยืนขยับราวกับคนช็อค ดินแดนรีบตบมือเป็นสัญญาณให้ฟีมหาอุปกรณ์เปิดล็อค
เขาขุดอุปกรณ์จากกระเป๋าไขระบบกลอน ฟีมถือสายดาต้าการ์ดต่อเข้าแผง ไฟสีเขียวเปล่งวาบ เสียงล็อคหลุดพรวด นัทหมดแรงทรุดลงกับพื้น ฟีมโผเข้าไปกอดเขา ร้องไห้สะอึกสะอื้น
“อย่าร้อง…ฟีม ฉันขอโทษ…ฉันแค่จะไปดูข้อมูลพิเศษ รู้ไหม…ที่นั่นมีอะไรมากกว่าที่เราคิด” นัทเสียงพร่า เต็มไปด้วยน้ำตา
ดินแดนเงียบขรึมยืนดูพี่น้องกอดกัน พลันเบนสายตาไปยังแผงควบคุมไฟฉุกเฉิน สายไฟบางเส้นเปล่งแสงสลัวด้วยประกายสีเขียวประหลาด
ขณะนั้นเอง ประตูถูกเฉือนเปิดอีกครั้ง เจ้าหน้าที่สูงวัยก้าวเข้ามา “ทุกคนอยู่เฉยๆ!”
ดินแดนกระซิบกับฟีม “ทางหนีสำรองมีข้างหลัง—แต่ถ้าปล่อยไว้อย่างนี้ อาจมีระเบิดซ้ำอีก”
ฟีมชั่งใจมองนัทกับดินแดน น้ำตาเธอหยุดไหล สูดหายใจ “ต้องหยุดระบบนี้…ถ้าไม่ งั้นจะไม่มีใครรอดเลย” เธอเสียงเข้มจริงจังผิดวิสัย
นัทละเมียดน้ำเสียง “แต่ถ้าทำอาจติดอยู่ในนี้ตลอดชีวิต…”
ดินแดนพึมพำ “ชีวิตบางทีมันก็ต้องเลือกแบบขาดๆไม่เหลืออะไรไว้เลย”
ฟีมหันมองจ้องหน้าดินแดน “คุณพร้อมจะช่วยฉัน ไหม” เขายิ้มอ่อน “ถ้าไม่ กลับไปคืออดีตของเราทั้งคู่…แต่ถ้าใช่ ถึงตายก็ไม่มีวันเสียใจ”
เธอพยักหน้าช้าๆ กำมือแน่น เสียงโถงเหนือหัวเริ่มดังขึ้นอีก ธรณีวิบัติจากข้างบนกำลังจะถล่มลงมา
ทั้งสามรวมตัวกันเตรียมปิดระบบ ผลึกพลังงานส่องแสงแดงฉานราวกับถ่านไฟ ดินแดนขยับมือเข้าถึงวงจรหลัก ฟีมกดรหัสฉุกเฉิน นัทสกรีนชุดข้อมูล
สายลมเย็นวูบผ่านโถง พริบตาสุดท้ายก่อนระบบจะตัดการเชื่อมต่อ ฝังความหวังบนใบหน้าเปื้อนรอยแผลของทั้งสามคน
เสียงระเบิดลูกใหญ่กระแทกพื้นดิน โดมสั่นไหวราวกับยอดเขาเอน เมืองกลางดาวอังคารสว่างจ้า ก่อนจะค่อย ๆ เงียบลงพร้อมกับระบบแกนพลังงานดับสิ้น
ในเงาสลัวหลังชั้นเมฆฝุ่น ฟีม นัท และดินแดนโอบกอดกัน ทั้งน้ำตา ทั้งเหงื่อและคราบเลือด ดินแดนเอื้อมมือเช็ดเลือดบนใบหน้าตัวเองพลางหัวเราะเสียงแหบแห้ง “โลกล่มจมหรือยังวะ?”
นัทพยายามยิ้มทั้งน้ำตา “แต่เรา…ยังมีชีวิตใช่ไหม”
ฟีมมองสองคนด้วยสายตาแตกต่างจากตอนต้นเรื่อง เธอไม่ใช่คนเดิม ผู้หญิงที่ฝังอดีตไว้ข้างหลังและเลือกจะไว้ใจอีกครั้ง แม้ในโลกที่ทุกอย่างพังทลายจากผลึกเพลิง
เสียงขับรถฉุกเฉินจากฝูงชนอพยพห่างไกล ทุกคนที่รอดชีวิตทยอยออกสู่ลาน อากาศเบาบางบนดาวอังคารดูสดใหม่กว่าวันใด
ดินแดนเหลียวมองท้องฟ้าสีส้มซึ่งกระจายแสงเหนือขอบโดม เขาหันบอกฟีม “ข้างบนมันยังมีฟ้า แม้มันจะคล้ำก็เหอะ” ฟีมหัวเราะน้ำตาซึม
ทั้งสามเดินเคียงข้างกันออกจากเงาอดีต ก้าวสู่เมืองที่ไม่มีใครรู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นต่อไป แต่ในแสงสุดท้ายของวันใหม่ เส้นขอบฟ้าดาวอังคารคือจุดเริ่มต้นของชีวิตอีกครั้ง