ฝันเหนือหมอก
เช้าวันอาทิตย์หนึ่ง สายลมเย็นพัดผ่านหมู่บ้านที่ตั้งอยู่ท่ามกลางภูเขา หมอกหนาปกคลุมวิวสวยงาม ร้อยเอ็ดกับบ้านเกิดอันเคยอยู่เคว้งคว้าง ได้กลับมาเยี่ยมบ้านอันเต็มไปด้วยความทรงจำสมัยเด็ก เขายืนมองบ้านเก่าที่คุ้นเคยเสียงข้าวของซึ่งเก่าเกินไป ด้วยใจที่เต็มไปด้วยความหวังและความไม่แน่นอน
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!ในขณะเดียวกันที่บ้านนั้น เวียงวรรณ สาวน้อยสุดซน แอคทีฟ อยู่ในวัยเรียนมัธยมปลายกำลังขะมักเขม้นในการทำการบ้าน นอกจากนี้เธอยังตั้งใจว่าจะไม่ปล่อยให้ความใสซื่อมาเล่นงานเธออีก ดังนั้นการให้ความสนใจกับสังคมในโรงเรียนจึงถือว่ามีความสำคัญอย่างยิ่ง”ไงแก ทำการบ้านอยู่หรือเปล่า?” เสียงของพัทธ์ เพื่อนสนิทที่วิ่งเข้ามาส่งเสียงดัง ทำให้เวียงวรรณหันไปมอง
“เหม่ออยู่ได้ กำลังคิดอยู่เลย” เวียงวรรณ ตอบกลับเพื่อน แม้ว่าภายในใจเธอจะมีแผนการใหญ่ในการทำโชว์ที่โรงเรียน
เสียงแตรรถตำรวจดังกึกก้องไปทั่วเมือง ร้อยเอ็ดเลือกที่จะค้นหาความหมายของชีวิตในหมู่บ้านที่เต็มไปด้วยความอบอุ่น เขาตัดสินใจเข้าร่วมกิจกรรมอนุรักษ์ธรรมชาติของชุมชนในท่ามกลางหมอกที่ขาว
เวียงวรรณก็มีความกังวลในใจ ในขณะที่เธอเฝ้ารอพระเอกในหัวใจ ซึ่งทุกครั้งที่เขามาทำกิจกรรมที่โรงเรียน หัวใจของเธอก็เต้นรัวเร็ว
วันหนึ่งในขณะที่พวกเขาอยู่ท่ามกลางต้นไม้เหลืองอร่าม เธอเห็นร้อยเอ็ดเต็มไปด้วยรอยยิ้มและรอยเปื้อนดินในเสื้อยืด งดงามเกินไปสำหรับความน่าเบื่อรอบตัวเธอ “แกเป็นเสาไฟหนามนี่เอง” เธอพูดขณะที่ยิ้มออกมา ขณะที่เพื่อนๆของเธอตบมือนอย่างชื่นชม
“ต้องกลับบ้านอย่างเร่งด่วนก่อนที่พ่อกับแม่จะหาทาง” เสียงของพัทธ์ดังขึ้น พร้อมกับอาการบวมของกระเป๋าหนังสือที่เต็มไปด้วยหนังสือ รายละเอียดการใช้งานสูง
ร้อยเอ็ด หันหน้ามาหาเวียงวรรณ “ว่าแต่นายมีแพลนในอนาคตหรือเปล่า” ทั้งสองจ้องตากัน แสงแดดอ่อนๆส่องผ่านใบหน้า ทำให้ท่าทีของร้อยเอ็ดดูอบอุ่น
“อืม เผลอคิดถึงเรื่องอนาคตอยู่ แต่ยังไม่รู้ว่าจะทำยังไงดี” เวียงวรรณพูดในทำนองกึ่งเล่นเป็นคำถาม “แกคิดบ้างไหม?”
การสนทนานี้เป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้พวกเขาต้องเผชิญความท้าทายครั้งใหม่ ตามความฝันที่เปลี่ยนแปลงเข้าสู่วัยผู้ใหญ่
ฤดูเย็นมาถึงพร้อมกับการเตรียมงานประจำปีของหมู่บ้าน ทุกคนหยิบจับสิ่งของด้วยความตั้งใจแรงกล้า แต่ในใจของเวียงวรรณกลับมีความลังเล ไม่รู้ว่าความรักของเธอจะมีที่ยืนเมื่อครอบครัวกลับมา
ในยามค่ำคืนที่มีดาวตก ร้อยเอ็ดได้สารภาพกับเวียงวรรณว่าเขามีความรู้สึกที่ไม่คาดคิดต่อเธอ เวียงวรรณรู้สึกเหมือนเป็นช่วงเวลาที่อยู่ในความฝัน แต่เมื่อความจริงถือกำเนิด ทุกอย่างเริ่มเปลี่ยนไป
วันหนึ่ง เวียงวรรณพบว่าครอบครัวของเธอต้องย้ายไปกรุงเทพเพื่อตามหาชีวิตใหม่ เสียงน้ำตาของเธอน้อยลง เปลือกหอยข้างชายหาดยืนยันความกลัวในใจ เวียงวรรณเริ่มขึ้นเพื่อความรักที่จะได้ ๆ
ร้อยเอ็ดเห็นหมอกที่เริ่มจาง เขาจึงแข็งใจที่จะบอกว่า “ไม่ห่วงหรอก ให้ใจเราถึงกัน เธอได้อยู่ตามคำสัญญาแล้ว” เวียงวรรณกอดร้อยเอ็ด ความรักที่ผูกพันมากกว่าความเข้าใจในช่วงเวลาแห่งการเอาชีวิตรอดได้
ผ่านไปหลายปี ความฝันที่เธออยากเป็นนักร้องเริ่มเป็นจริง แต่ความจริงที่เคยเกิดขึ้นกับครอบครัวของเธอกลับตามไม่ทัน
เมื่อเวลาผ่านไปมาถึงจุดพีค เวียงวรรณยืนอยู่บนเวทีที่เต็มไปด้วยแสงและเสียงโลดโผน ภาพที่อัดแน่นของคนดู ร้อยเอ็ดยืนอยู่ทางด้านหลัง ในขณะที่เธอกำลังจะทำบางสิ่งออกมาในหัวใจ โอกาสทางศิลปะที่จะสร้างฟันฝ่าความผิดหวังให้จางลง
แสงไฟบนเวทีทำให้เธอเห็นภาพของร้อยเอ็ด ปรากฏตัวที่อยู่ท่ามกลางหมอกที่ละลาย ความทรงจำเป็นเวลานึกถึงความรักที่ครั้งหนึ่งทั้งคู่เคยมี ซึ่งไม่ใช่แค่ความหวังแต่คือความจริงที่เป็นตัวตน
“มันคือใจ” เวียงวรรณคิด ว่ายังมีเหตุการณ์ที่ทำลายความฝันของเธอไป เธอตัดสินใจที่จะยืนหยัดและก้าวข้ามทุกอุปสรรค
ช่วงเวลาที่เหมือนพิสูจน์ทุกสิ่ง ในความชิล แต่มีกลิ่นอายของน้ำตามาซึ่งเตือนใจให้เธอยืนหยัดต่อไป นี่คือความทะเยอทะยานที่ยิ่งใหญ่
ในที่สุดเวียงวรรณพยายามค้นหาคุณค่าของตัวเองในฐานะศิลปิน โดยไม่ลืมร้อยเอ็ด ถึงความเชื่อและกำลังใจเป็นประจักษ์อยู่ในใจ”จะไม่กลับไปยอมแพ้”
และเมื่อประตูของความสำเร็จเปิดกว้าง เวียงวรรณก็รู้ว่าทุกสิ่งเริ่มต้นจากหมอกแห่งความฝัน เธอรู้ดีว่าความสัมพันธ์ที่ลึกซึ้งนี้จะไม่มีวันธรรมดา
เมื่อเวียงวรรณก้าวข้ามการบาดเจ็บและความผิดหวังของการเป็นโอเปอเรเตอร์ สิ่งที่พวกเขาร่วมสร้างกัน จะเป็นความทรงจำที่ไม่มีที่สิ้นสุด