แสงสุดท้ายริมหน้าต่างฝน
เสียงหยาดฝนกระทบกระจกหน้าต่างบางเบา แต่เพียงพอจะปลุกเจนจิราให้ตื่นเต็มตา จัดผมหน้ากระจกไม้กรอบเก่า เสียงรองเท้ากระทบพื้นไม้ขัดมัน ด้านหลังเงาสะท้อนของตัวเองคือกระเป๋าเป้ใบเดิมกับสมุดวาดภาพมุมห้องที่เต็มไปด้วยรอยขูดขีดจากใครก่อนหน้า
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!เสียงเปิดประตูดังขึ้น กุญแจหมุนช้า ๆ ก่อนที่เด็กหนุ่มร่างสูงในเสื้อเชิ้ตสีซีดจะเดินเข้ามาด้วยสีหน้าเครียด เจนลดตาลง พยายามไม่สบตากับคนใหม่ในห้องที่เคยเป็นของตัวเองคนเดียวมานาน
“ดีครับ” จิรวัฒน์เอ่ยทัก ก่อนเงียบไปอีกพักใหญ่ เหมือนลังเล ครู่หนึ่งก็กลับมาเปิดกระเป๋า หยิบหนังสือกองหนึ่งวางพับ ๆ ไว้
เจนมองคนใหม่ที่วางตัวห่าง ๆ แม้ห้องจะเล็กเกินกว่าจะแบ่งระยะได้จริง รอยยิ้มหรือคำพูดที่พยายามจะลอยมาไม่อาจพาติดไปได้ในวันแรก ๆ แห่งการอยู่ร่วมกัน เธอฟุบหน้าลงกับโต๊ะไม้พยายามวาดรูปท่ามกลางบรรยากาศอึดอัด
คืนนั้นฝนยังไม่หยุด เจนนั่งริมหน้าต่างดูสายฝนเคลื่อนไปราวกับสายหมอก เธอเห็นจิรวัฒน์นั่งทำแบบฝึกหัด ขยับปากแต่ไม่เอ่ยอะไร เสียงระบายสีดังข้างหูเป็นจังหวะ
“น้ำเย็นไหม?” เจนถามเบา ๆ ตอนหยิบขันน้ำตั้งใจลากไปถึงมือเขา จิรวัฒน์แค่พยักหน้าไม่สบตา
พวกเขาเงียบอีกครั้ง ห้องมีเพียงเสียงฝนและเสียงหัวใจที่ลอบเต้นแรง ต่างคนต่างเก็บกล่องความลับไว้ใต้เตียงของตัวเอง
วันต่อมา ห้องสมุดคณะแทบไม่มีคน เจนหยิบสมุดวาดตามถนัด นั่งฝั่งตรงข้ามกับจิรวัฒน์ที่กำลังลอกการบ้าน ใบหน้าหน่มขรึมแต่สายตาแอบจ้องสมุดวาดของเจนบ่อย ๆ
“ชอบวาดรูปเหรอ” เขาเอ่ยถามในที่สุด
“ถ้าไม่ชอบ… แล้วจะเสียเวลานั่งวาดเหรอ?” เธอหลุดหัวเราะเบา ๆ
จิรวัฒน์สาวสายตาออกไปหน้าต่าง “ที่บ้านผมไม่อยากให้เรียนสายศิลป์… ชีวิตเลยเหมือนเดินอยู่บนทางที่ใครวางไว้” เสียงเบาคล้ายพึมพำกับตัวเอง
เจนเงียบไป เธอสัมผัสได้ถึงกำแพงปลีกวิเวก เหมือนกับที่ตัวเองเคยสร้างไว้กับคนอื่น เธอเปลี่ยนเรื่องกลับ “การบ้านเยอะไหม?”
เขายิ้มจาง ๆ “เยอะพอให้ลืมว่ากำลังมีชีวิตอยู่”
ทั้งสองเริ่มแลกเปลี่ยนเวลาว่างด้วยบทสนทนาแปลก ๆ บางวันแค่ส่งยิ้มให้กันก็พอ บางวันทะเลาะกันเรื่องแค่ลืมปิดไฟ หรือทิ้งขยะไม่เป็นที่ แต่ทุกคืนคนหนึ่งมักแอบดูอีกคนหลับก่อน… และในทุกเช้ายังต้องหันหน้ามาทักทายกันใหม่
วันเสาร์ที่ฝนกระหน่ำหนัก เจนกลับห้องมาเจอจิรวัฒน์นั่งกอดเข่าหน้าต่าง นัยน์ตาหม่นหมอง เธออยากเข้าไปถามแต่กลัว คำพูดที่อยู่ในใจจึงลอยวนอยู่นาน ก่อนหลุดปากออกมา
“ถ้าร้องไห้… ก็ไม่มีใครเห็นหรอกนะ ฝนเสียงดังกว่า”
เขาเงยหน้ามานิ่ง เงียบไปนานก่อนกระซิบ “แค่อยากเลิกเหนื่อยสักวัน…”
เวลาผ่านไป หลายสัปดาห์ที่ต่างคนต่างเรียนต่างทำกิจกรรม เจนเฝ้ามองความพยายามของคนข้างห้องที่ใส่ใจทุกอย่างยกเว้นตัวเอง เธอแอบวาดรูปเขาในท่าทางเหนื่อยล้าแต่ไม่กล้าให้ดู
วันหนึ่งที่มหาวิทยาลัย หลังเลิกเรียน เจนเจอจิรวัฒน์นั่งใต้ต้นหูกระจงคนเดียว เธอถอยห่างตอนเห็นว่ามีผู้หญิงคนหนึ่งนั่งอยู่กับเขาด้วย ทั้งสองดูเคร่งเครียดจนเจนไม่กล้าเดินเข้าไปทักเลยสักคำ
ค่ำวันนั้น เจนเก็บความสงสัยไว้ในใจ เมื่อกลับห้องมาพบจิรวัฒน์นั่งทำรายงาน ความเงียบปกคลุม ห้องเหมือนเย็นลงอีกฝั่งหนึ่ง
“ผู้หญิงคนนั้นใครเหรอ” เจนถามเสียงเบา หางเสียงสั่น
“แฟนเก่า…” เสียงเขาแผ่วจนแทบไม่ได้ยิน “เธอกลับมาขอให้ผมช่วย แต่ผม… ไม่รู้จะทำยังไงเหมือนกัน”
เจนนั่งนิ่ง เงียบไปอีกนาน ก่อนจะถาม “แล้วรู้สึกยังไง?”
เขาสบตาเธอครั้งแรก “ไม่รู้… หรืออาจแค่กลัวจะรู้”
คืนถัดมาทั้งคู่แทบไม่ได้คุยกัน จนกระทั่งเสียงฟ้าร้องปลุกทั้งสองให้ตื่นกลางดึก เจนซุกตัวแนบหน้าต่างราวกับเด็กหลบภัย จิรวัฒน์ลุกมา หายใจเข้าลึกอย่างกล้า ๆ กลัว ๆ
“กลัวฟ้าร้องเหรอ?” เขาถามเสียงเบา
“กลัวเงียบมากกว่า…” เจนกระซิบ
“ถ้างั้น… จะเล่าอะไรให้ฟังมั้ย?” เขานั่งลงข้าง ๆ
เจนลังเล หัวใจสั่น “ตอนเด็ก ๆ แม่เสีย… พ่อเลยให้มาอยู่กับคุณยาย เราเลยไม่ค่อยกล้าฝันอะไรจริงจัง เพราะกลัวมันจะหายไปจริง ๆ”
เขาเงียบไปอึดใจ ก่อนวางมือเบา ๆ บนหลังมือเธอ “ผมก็กลัวเหมือนกัน…”
วันเวลาผ่านไป ทั้งคู่ใช้เวลาอยู่ร่วมกันมากขึ้นผ่านกลิ่นฝนและเรื่องราวในอดีต เจนเปิดสมุดวาดให้เขาดูเป็นครั้งแรก พร้อมรอยสีน้ำที่แห้งแดง เมื่อจิรวัฒน์เห็นภาพที่เธอวาดเขานั่งกอดเข่าหน้าต่างในคืนฝน เขายิ้มเศร้า ๆ พร้อมกระซิบว่า “สีฟ้าในรูปนี้ดูเหมือนกำลังขอให้อภัย…”
“ขอโทษที่ถามในสิ่งที่อาจไม่อยากเล่า” เจนเอ่ยเสียงกล้าในที่สุด
เขาคลี่ยิ้ม “มันไม่ใช่ความผิดคุณ… มันคืออดีตที่ผมยังปล่อยไม่ลง”
พวกเขาเริ่มแชร์เรื่องราวกันมากขึ้น จิรวัฒน์เล่าว่าเคยถูกครอบครัวบังคับให้เลือกในเส้นทางชีวิต เขาไม่เคยอยากเรียนวิศวะฯ แต่ต้องยอมเพราะไม่อยากให้พ่อแม่ผิดหวัง
“เราทุกคนต่างกลัวยอมรับตัวเองใช่ไหม” เจนตอบหลังกดดินสอวาดรูปตัวเองเป็นเด็กผู้หญิงถือร่มกลางสายฝน
ความสัมพันธ์ของทั้งคู่ลึกซึ้งขึ้น ทว่าพวกเขากลับเริ่มห่างกันเพราะจิรวัฒน์เริ่มหลบเลี่ยง พบเจนกลับห้องดึกขึ้นบ่อย ๆ แต่ละคนต่างมีเรื่องในใจแต่ไม่มีใครกล้าฟังเสียงหัวใจจริง ๆ
คืนหนึ่งหลังสอบกลางภาคเสร็จ เจนกลับมาพบห้องว่างเปล่า ไม่มีจิรวัฒน์ เสียงโทรศัพท์ตัดสัญญาณ ฮึกเหิมในอกเธอเหมือนร่วงหล่น เธอล้มตัวลงกับเตียง น้ำตาไหลเป็นสาย
รุ่งเช้าเธอพบจดหมายแผ่นหนึ่งเสียบไว้ตรงหน้าต่าง “ผมต้องกลับไปช่วยแม่ที่บ้านต่างจังหวัด อาจไม่มีวันได้กลับมาที่นี่อีก ขอบคุณสำหรับทุกอย่าง เจน”
เจนเดินเหมือนคนหลง ฝนซาแล้วแต่ใจยังชื้น เธอนิ่งไปทั้งอาทิตย์ ไม่กล้าวาดรูป เธอรู้สึกว่าสูญเสียบางสิ่งที่ยิ่งกว่าเพื่อนร่วมห้อง
หลายเดือนผ่าน เจนตัดสินใจไปสอบคณะศิลปกรรมตามที่ฝันไว้ แม้จะลังเล กลัวว่าความสำเร็จจะหายวับ เจนวาดรูปชีวิตตัวเองใหม่อีกครั้ง
วันหนึ่งขณะนั่งวาดรูปริมหน้าต่างร้านกาแฟ มีเสียงทัก “โต๊ะนี้ว่างไหม?” เธอเงยหน้าขึ้น พบจิรวัฒน์ในเสื้อเชิ้ตสีอ่อน มือขวาถือคราบดินสอไว้
“ว่างเสมอ… ถ้าคนที่นั่งเป็นนาย” เธอยิ้มผ่านน้ำตาที่คลอเบ้า
ทั้งคู่เงียบอยู่นาน ก่อนจิรวัฒน์จะเอ่ยคำแรก “ชีวิตผมต้องผ่านความกลัวมาเยอะ… แต่ผมไม่อยากเสียโอกาสสุดท้ายนี้ไป”
เจนหัวเราะสะอื้น “ฉันก็กลัว… แต่วันนี้ฉันยอมรับความกลัวของตัวเองได้แล้ว”
เขายื่นมือที่สั่นไหวมาให้เจนจับ ทั้งคู่นั่งสบตากันริมหน้าต่างฝนในวันแดดจ้า ท่ามกลางเสียงรอบข้างจางหายไป ทุกอย่างดูเหมือนใหม่อีกครั้ง เหมือนแสงสุดท้ายก่อนฝนจะจาง