ชมรมวิ่งตลกใส่เกียร์ว่าง
ยามเที่ยงวันในโรงอาหาร โรงเรียนมัธยมสันเฟื่อง เกนท์ นักเรียน ม.5 ที่ชีวิตนี้ไม่เคยวิ่งเกินครึ่งสนามฟุตบอล กำลังนั่งกินบะหมี่แห้งราดซอสเด็ดประจำโรงเรียนแบบไม่สนใจโลก ข้าง ๆ คือ โฟล์ค เพื่อนสนิทที่งานอดิเรกคือแซะเกนท์ได้แทบทุกวินาที
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!“มึงจะกินแบบคนหมดไฟไปถึงไหนวะเกนท์” โฟล์คตักบะหมี่ตัวเองแต่สายตาจ้องเกนท์ราวกับจะหาวิธีปลุกวิญญาณ
“ขอนอนตรงนี้เลยได้มั้ย สังคานเรียน พละบ่ายนี้เน้นวิ่งเลยนะ” เกนท์ขมวดคิ้ว ถอนหายใจยาวเหมือนโลกหมดหวัง
โฟล์คหัวเราะ “ขานี้วิ่งรอบสนามกีฬาทีหน้านี้ถึงกับชัก ไม่ต้องห่วง มีผมดูแล”
ขณะคุยกัน เสียงอาจารย์วันชัย ครูพละเจ้าของเอวบางแต่เสียงดัง ตะโกนข้ามโต๊ะ “นั่นไงเกนท์! เห็นไหม ตัวอย่างเด็กพลังสูง ไม่เคยขาดวิชาพละ!”
ทั้งโรงอาหารหันมอง เกนท์ชะงักคำนึงในใจ ‘กูมีภาพแบบนี้ตั้งแต่เมื่อไร’ โฟล์คกลั้นหัวเราะ ดูออกชัดว่าครูเข้าใจผิด คนลือกันตั้งแต่เกนท์รีบวิ่งไปเข้าห้องน้ำจนโดนเข้าใจว่าวิ่งเร็วสุดโรงเรียน
ปัญหาเริ่มบานปลาย เมื่อปลายสัปดาห์ มีประกาศโรงเรียนจะแจกทุนชมรมที่สร้างผลงาน เกนท์โดนเรียกไปพบผอ.ทันที
“เกนท์! ครูตั้งใจให้เธอเป็นประธานชมรมวิ่ง นำทีมสร้างชื่อเสียง!” ผอ.กล่าวเชิญด้วยท่าทีมั่นใจผิด ๆ
“ผมไม่เคย…”
“ไม่เป็นไร เริ่มจากศูนย์ได้ เข้าใจเธอเก่ง เพราะใจ!” ผอ.ยิ้มปลาบปลื้ม ไม่อวยสายกีฬา อวยกำลังใจ
กลับมาบอกโฟล์ค โฟล์คหัวเราะจนแทบตกเก้าอี้ “มึงจะปั้นชมรมวิ่ง ตลกละ! ใครจะมาเข้าบ้างวะ”
“กูด้วยไง กูจะเข้าเอง แล้วไปชวนไอ้จิดกับแอมป์ เดี๋ยวไปจับวางมาเลย!” เกนท์เริ่มพลิกวิกฤตเป็นโอกาส ตั้งเป้ารอดชมรมให้รอดพ้นการโดนยุบ
สัปดาห์ต่อมา ชมรมวิ่งแห่งโรงเรียนสันเฟื่องเปิดรับสมาชิกด้วยความตั้งใจ—แต่วิธีการคือแจกน้ำแดงฟรี คนแรกที่โผล่มานอกจากโฟล์คคือ จิด นักล่ารางวัลกิจกรรม ที่มีเป้าหมายเก็บเซ็นกิจกรรมครบโดยไม่ออกแรงเลย
“วิ่งฟรี มีน้ำเปล่ามั้ย ขี้เกียจน้ำหวาน” จิดเดินเข้ามาก็ถามหาแต่สิ่งที่ไม่มีทันที
แอมป์ สาวสายติสต์เพื่อนข้างห้อง เหตุผลเดียวที่มา “เห็นประกาศรับสมาชิก กะจะวาดรูปตอนชมรมวิ่ง วิ่งจริงไม่ถนัดแต่ดูเพลิน”
ผลคือ องค์ประกอบชมรมวิ่งเริ่มเป็นชมรม ‘วิ่งหนีชีวิต’ มากกว่าวิ่งเพื่อสุขภาพ คนแต่ละคนมีเหตุผลแปลกคนละอย่าง
“ชื่อต้องเท่ คิดชื่อให้อย่างว่อง!” เกนท์ชูนิ้วโป้ง
โฟล์คเสนอ “วิ่งไม่ทันใจ คลับ”
จิดเติมทันที “ชมรมวิ่งแห้งแรงน้อย”
สุดท้าย แอมป์สั่งผ่าน “ชมรมวิ่งวาดภาพชีวิต”
แต่เกนท์ไม่ฟัง คว้ากระดาษเขียน “ชมรมวิ่งตลกใส่เกียร์ว่าง” แปะไว้หน้าห้อง
วันซ้อมครั้งแรก เกนท์แจกแผนตารางฝึก “เริ่มซ้อมทีละคน วิ่งสามรอบสนาม”
จิดเงยหน้าขึ้นจากโทรศัพท์ “สามรอบเยอะไปไหม แค่รอบเดียว กูเหนื่อยแล้ว”
แอมป์หยิบสเก็ตช์บุ๊ก “ขอวาดสเก็ตช์แสงแดดก่อน แล้วค่อยวิ่ง”
โฟล์คเดินวนกล่องน้ำ “ขอบัญชีน้ำแดงรอบนี้ รายการขาดทุนหนักมาก!”
เสียงหัวเราะดังขึ้นทุกครั้งที่ตลกกันเอง ทุกคนลืมไปว่าชมรมอื่น ๆ เขาซ้อมกันจริงจัง
แต่ปัญหาก็เริ่มคลืบคลาน ผอ.แวะมาตรวจ “เห็นแผนวิ่งยังไม่เคยเริ่มจริง ๆ เลยนะเกนท์ ลงขันซ้อมวันศุกร์เลยได้ไหม” คำว่าลงขันของผอ. ในหัวเกนท์คือโลงศพ—ชมรมทำงานจริงจังวันศุกร์นี้เป็นต้นไป!
เกนท์เรียกประชุมฉุกเฉิน “เราต้องสร้างภาพ มาช่วยกันคิดกิจกรรม”
ครั้งแรกคือแผน “แฟลชม็อบวิ่ง” ให้สมาชิกวิ่งพร้อม ๆ กันโดยหยุดถ่ายรูปเป็นระยะ “เออ กิจกรรมนี้เอาไว้โชว์ ขอให้ดูดี”
แต่แอมป์มัวแต่หามุมสวย จิดก็เข้าคิวเซ็นชื่อ โฟล์คกลัวหมดน้ำแดง เลยกลายเป็นภาพคนวิ่งสามคน เว้นระยะไม่เท่ากัน แล้วยังถ่ายติดแมวโรงเรียนที่มานอนกลางลู่วิ่ง
ข่าวลือเรื่องชมรมวิ่งซุ่มซ้อมวิ่งระดับอวกาศกระจายทั่วโรงเรียนจากรูปแมวนั่น ประโยค “แมวคัดตัววิ่งด้วยเหรอ?” สร้างเสียงหัวเราะมากกว่าเสียงชื่นชม
ช้าก่อน ความเข้าใจผิดครั้งใหม่เกิดตอนครูพละ-อาจารย์วันชัย-ประกาศว่า “ชมรมวิ่งต้องลงแข่งงานกีฬาสีพร้อมชมรมอื่น คราวนี้ดูจริง!”
เกนท์หน้าซีด “ถ้าแพ้นี่ พ่อกูกลัวเสียหน้า โรงเรียนจะมองกูยังไง”
โฟล์ครีบปลุกใจ “ไม่เป็นไร มึงไม่ต้องวิ่งไง เดี๋ยวเราทำแผนเจาะน้ำข้างสนาม ให้กรรมการตกใจจนงง ใครจะแพ้ใครจะสนใจวะ!”
นี่คือจุดที่เรื่องเล็กบานปลาย สมาชิกชมรมประกาศจะเพิ่มคนเข้าร่วมตอนซ้อมแข่ง โดยชวน ‘แอ๊ด’ เด็กเนิร์ดที่คิดว่ากีฬาคือการคำนวณความเร็วกับแรงโน้มถ่วงมากกว่าออกกำลังจริง แอ๊ดตั้งโจทย์ “ถ้าเราวิ่งถอยหลังทวนเข็มนาฬิกา จะเร็วกว่ามั้ย”
วันแข่งก็มาถึง เกนท์กับโฟล์คนั่งวางแผนปลอม ๆ ข้างสนาม หวังว่าไม่มีใครสนใจชมรมของตัวเอง
“ถ้าทุกคนวิ่งถอยหลังพร้อมกัน เดี๋ยวก็เป็นกระแสล่ะวะ ดูน่าจดจำ” โฟล์คเสนออย่างจริงจัง
“แต่ถ้าล้มหมด ชั้นต้องรับผิดชอบนะ!” เกนท์เสียงขาด ๆ
ขณะที่ทีมซ้อม แอ๊ดขอหอบเครื่องคิดเลขมาคิดความเร็ววิ่งประกอบ สร้างเสียงฮือฮาในหมู่เพื่อน เพื่อนคนนึงเดินมาถาม “วัดสปีดหรือโกงคะแนนวะ?”
การแข่งขันดำเนินไปด้วยวิธีที่ไม่มีใครเคยเห็น ชมรมวิ่งตลกใส่เกียร์ว่างวิ่งแบบงุนงง บางคนหยุดวาดรูปกลางลู่ บ้างเน้นไปยืนแจกน้ำแดง กรรมการถึงกับงงว่า กติกาจริง ๆ คืออะไร
การแข่งจบโดยไม่มีใครเข้าเส้นชัยอย่างเป็นทางการ แมวโรงเรียนวิ่งเข้ามานอนกลางสนามพอดี กรรมการประกาศ “แมวเป็น MVP ของสนามวันนี้!”
เกนท์หน้าเหวอ หันหาทีมที่ยืนหัวเราะกลิ้งกันเอง ภารกิจสร้างภาพชมรมรอดโดยอาศัยความเพี้ยนแบบมีเหตุผลสำเร็จ แม้จะไม่ได้รางวัลกีฬา แต่ได้รางวัลความฮาและความรักในกลุ่มเพื่อนแทน
หลังแข่งจบ ทุกชมรมเริ่มสนใจแปลกใจ ทำไมชมรมนี้มีแต่คนขำกันเอง โฟล์คประกาศ “ชมรมเรามีแค่ข้อเดียว ขอแค่กล้าทำอะไรแปลก ทำอะไรก็สำเร็จ!”
แอมป์เสริม “ไม่มีใครวิ่งเก่งกว่าความสุขของพวกรเรา!”
เกนท์อดไม่ได้ต้องขอบคุณเพื่อนที่อยู่ข้าง ๆ ถึงแม้จะเริ่มจากเข้าใจผิด เกนท์ก็ได้เรียนรู้ว่าความสุขและความเป็นเพื่อนไม่จำเป็นต้องมาจากชัยชนะเสมอไป
สิ้นวันนั้น คนทั้งกลุ่มเก็บขยะสนามร่วมกัน เกนท์หยิบถุงขยะ สุดท้ายลื่นล้มแต่ไม่เจ็บ ทุกคนหัวเราะ “จะเร็วก็ตอนนี้ละ!” โฟล์คตะโกน
เสียงหัวเราะยังคงดังต่อเนื่อง ทุกคนเดินออกไปด้วยรอยยิ้ม ความวุ่นวายจบลงด้วยความอบอุ่นใจและพร้อมสำหรับเรื่องปั่นป่วนในครั้งต่อไป