คืนสุดท้ายที่สตูดิโอ7B
บรรยากาศในสตูดิโอศิลปะ 7B ตอนหนึ่งทุ่ม อากาศเต็มไปด้วยกลิ่นน้ำมันสนเจือสีจากผลงานที่ยังไม่เสร็จ นักศึกษาห้าคนแยกกันนั่งอยู่ที่โต๊ะของตัวเอง เงาตะคุ่มตัดกับแสงหลอดนีออนขาวแสบตา ธาม เจ้าของผมยุ่งสายตาหม่นกำลังขีดเขียนเส้นร่างบนผ้าใบ ขณะเดียวกันเขามองไปที่ลลิน ขวัญใจประจำชั้น ที่กำลังเกลี่ยสีอย่างใจเย็น แต่อีกสี่สายตากลับพยายามสอดส่อง—ราวกับรออะไรบางอย่างเกิดขึ้น
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!“ตกลงนัดประชุมงานคืนนี้ใช่ไหม?” แนน เพื่อนสายมุกแซวถาม พิงผนังห้อง เสียงหัวเราะของเธอแฝงความล้า สายตาเหลือบไปหาปั้นที่นั่งอยู่ตรงข้าม ฝีมือจัดวางสีจัดจ้านขัดกับสีหน้าหมองเศร้า
“เฝ้างานศิลป์หรือเฝ้ากันแน่?” ปั้นเอ่ยเสียงเบา ๆ หัวเราะแห้ง “หรือเฝ้าใครจะร้องไห้ก่อน?” เขาไม่สบตาใคร มือขยับตะเกียบกินข้าวกล่องอย่างเงียบงัน
มีนา ดูนิ่งเฉยแต่ใจร้อนที่สุด เธอวางแปรงและพูดขึ้น “หยุดเถียงได้มั้ย คืนนี้ต้องส่งสเก็ตช์ชุดใหม่ วาดไม่ทันจะเดือดกันหมดแน่” ลลินปรายตามองเพื่อน “อย่าทะเลาะเลยนะ ฉันวาดของฉันได้อยู่คนเดียว”
สายตาธามมองพวกเขาทีละคน เหงื่อซึมตามไรผม ทั้งหมดดูเหมือนปกติ แต่จริง ๆ แล้วไม่มีใครไว้ใจใคร พวกเขารู้ ข่าวลือเกี่ยวกับสตูดิโอ7Bไม่ใช่เรื่องล้อเล่น นักศึกษาปีหนึ่งเคยหายตัวไปอย่างไร้ร่องรอยที่นี่เมื่อปีที่แล้ว และคืนนี้เอง—เป็นวันครบรอบ
เสียงฟ้าร้องสั้น ๆ ตามด้วยไฟในห้องที่กระพริบวูบ ธามผวา หันขวับไปมองหน้าต่าง เคลียร์เสียงในลำคอ “ใครสังเกตมั้ย แอร์เริ่มเย็นผิดปกติอะ?” ไม่มีใครตอบ ทุกคนก้มหน้ากับงานตรงหน้า
เงาที่เคลื่อนไหวตามกำแพงสะท้อนความกังวลในใจ แนนแกล้งหัวเราะกลบเกลื่อน “รู้ว่าวันนี้วันครบรอบ เลยมาเฝ้าหลอนใช่มั้ย?” เธอพูดเล่น แต่รอยยิ้มของเพื่อนแฝงด้วยความตึงเครียด
ขณะที่ทุกคนตั้งใจวาดอย่างเงียบ ๆ โทรศัพท์ของลลินส่งเสียงดัง ลลินก้มดูข้อความ ใบหน้าเธอซีดลง “แม่ส่งข้อความมา เตือนให้กลับบ้านตรงเวลา บอกว่าคืนนี้มีเรื่องไม่ดี” เธอเงยหน้าขึ้น รอยกังวลผุดขึ้นเต็มดวงตา
ระหว่างนั้นสายตาธามเหลือบไปเห็นเงาเคลื่อนไหวแวบลึกในห้องเก็บงานศิลป์ที่มุมสตูดิโอ “มีใครเข้าไปในนั้นรึเปล่า?” ธามถามเสียงขรึม
ทุกคนหันมาสบตากัน สีหน้าเปลี่ยนฉับพลัน ปั้นหันไปดู แววตาระวัง “ไม่มีใครเข้าไปนานแล้วนะ เมื่อกี้เห็นแค่ผ้าม่านขยับ” มีนากอดอกแน่นแต่ยังทำเนียนกล้า มองเพื่อนทีละคน
เสียงฟ้าผ่าอีกครั้ง ตามมาด้วยเสียงกระจกหน้าต่างสั่น ใจของทุกคนเต้นเร็วขึ้น เงาบนผนังยาวผิดปกติ ทั้งหมดตกอยู่อาการประหลาดใจ แต่ไม่มีใครกล้าแสดงความกลัวออกมาตรง ๆ
“ก็…งั้นรอดูกันว่างานใครเสร็จก่อนก็กลับก่อนก็แล้วกัน” แนนเปรยขึ้น พยายามขึงบรรยากาศให้เบาสบาย
แต่ลึกลงไป ทุกสายตาแฝงความระแวง ทุกคนต่างมีความลับและความกลัวที่กล้าเอื้อมถึง
เวลาผ่านไป หน้าประตูสตูดิโอค่อย ๆ ส่งเสียงเหมือนไม่มีอะไรกั้นข้างนอกอีกต่อไป ธามลุกขึ้นยืน เขาตัดสินใจเดินไปที่ห้องเก็บงาน ลมหายใจสะดุด ริมฝีปากแห้งผาก ทุกย่างก้าวเต็มไปด้วยความระแวง
เขาผลักประตูเบา ๆ เสียงดังเอี๊ยดบาดประสาท แสงไฟสลัวในห้องเล็ก ๆ สะท้อนเงาของตนเองธาม พบภาพวาดใบหนึ่งตั้งอยู่ตรงกลาง ปกคลุมด้วยผ้าขาว ธามลังเลครู่หนึ่งก่อนจะตีมือเปิดผ้าออก
ภาพที่ปรากฏคือภาพวาดของชายหนุ่มในเงามืด ดวงตาจ้องมองออกมาสะท้อนแววทุกข์ทรมาน ธามถอยกรูด หัวใจเต้นถี่ “อันนี้ใครวาด?” เขาถามเสียงสั่น เงียบ ไม่มีเสียงตอบ
เขาหันหลังออกไปที่สตูดิโอหลัก พบว่าทุกคนในกลุ่มลุกขึ้นยืนกำลังจ้องมองเขา แต่ในแววตาไม่มีใครกล้าก้าวเข้าใกล้ ธามวางมือที่อก กลั้นหายใจ พยายามเก็บอาการกลัว
“แกเจออะไร?” มีนาถาม หัวคิ้วขมวด ธามยื่นมือชี้ไปทางในห้องเก็บงาน “รูปนั่น…ไม่ควรจะอยู่ที่นี่”
ปั้นเดินมาถึงประตู มองภาพนั้นนิ่ง ๆ เขายิ้มหยันเล็กน้อย “รู้ไหม ใครเคยบอกว่าห้องนี้เก็บทุกอย่างที่ ‘เราต้องการลืม’” เขาเน้นเสียงที่คำว่า ‘เรา’
ความทรงจำเก่าเกี่ยวกับเพื่อนที่หายไปเมื่อปีก่อนแทรกซึมในจินตนาการของทุกคน แต่มีนาเอาแขนกอดอก ขยับตัวอย่างกระวนกระวาย “เราต้องอยู่ที่นี่ต่อไปจริงเหรอ”
ลลินพูดเสียงสั่น “ใครบอกว่าจะไปไหนได้…ฝนตกหนักจนออกไม่ได้ ประตูเหมือนล็อกเองจากด้านใน” เธอหยิบมือถือขึ้น โชว์สัญญาณขีดเดียวก่อนหน้าจอมืดวูบ
แนนหัวเราะกลบเกลื่อน “ก็แค่ไฟดับ มือถือหมดเอง อะไรกันพวก!”
แต่ห้องทั้งห้องกลับตกอยู่ในความมืดสลัว อุณหภูมิลดต่ำลงราวกับมีสิ่งไร้ตัวตนแฝงอยู่ ธามยืนนิ่ง ร่างกายสั่น ลมหายใจถี่
ทันใดนั้น ทุกคนต้องผงะเมื่อกระจกหน้าต่างส่งเสียงดัง เหมือนมีมือทุบจากด้านนอก ทุกคนหันขวับไป เงาบางอย่างผ่านแว้บที่ขอบตา มีนารีบปิดตาแน่น ปั้นหายใจหนัก ลลินกอดตัวเองแน่น ธามกลืนน้ำลาย ยืนแข็งค้าง
“ทุกคน…เราต้องอยู่ด้วยกัน อย่าแยก” ลลินพูดเสียงแข็งกลบกลัว
แต่ในวินาทีนั้นเอง ไฟดับลงโดยสิ้นเชิง ความมืดทึบกลืนกินสตูดิโอ เหลือเพียงเสียงลมหายใจ ธามสัมผัสได้ถึงความหนาวเย็นเหมือนมีบางอย่างเคลื่อนผ่าน ไหลไปตามแนวเว้นวรรคของผนังไม้เก่า
เสียงประตูห้องเก็บงานดังปึง ปั้นหันไปมองแต่มีเพียงความว่างเปล่า เขาตะโกน “เลิกแกล้งกันได้แล้ว ไอ้พวกบ้า!” เสียงเขาสั่นเครือกว่าที่ตั้งใจ
แนนเริ่มพูดเสียงกระซิบ “กูว่ะ…กูกลัวจริง ๆ นะ” เธอเริ่มร้องไห้เบา ๆ ฝืนหัวเราะทั้งน้ำตา ลลินขยับมากอดเพื่อน มีนานิ่งเงียบ ธามยืนนิ่ง เครียดกับความกลัวที่สะสมในใจ
ในความมืด ธามตัดสินใจสูดลมหายใจลึก “เราต้องหาทางออก ต้องมีทาง…”
มีนาเสียงสั่น “แต่ถ้าทางออกเดียวคือยอมรับสิ่งที่เราไม่อยากรับล่ะ?”
ปั้นหัวเราะหยัน “ก็คือรับว่า เราเคยปล่อยเพื่อนของเราไว้คนเดียวจนเขาหายไป ใช่มั้ย?”
คำพูดนั้นเหมือนฟ้าผ่า ทุกคนชะงัก น้ำตาแนนร่วงหยด ฮุกสะอื้นในลำคอ ลลินกอดอกแน่น มีนากลั้นหายใจ ธามรู้สึกเหมือนอากาศหมดห้อง
“เราจะทำยังไงกับความผิดพลาดของเรา?” ธามถามเสียงแผ่ว
ทันใดนั้น โทรศัพท์แนนดังขึ้น เสียงแจ้งเตือนจากไลน์เด้งขึ้นว่า “พวกเธอยังอยู่ที่เดิมใช่ไหม?”