อาทิตย์สุดท้ายที่ป่าหิมะ
ทุกอย่างเริ่มต้นขึ้นเช้าวันหนึ่งที่หนาวเหน็บ เสียงเหยียบหิมะเบา ๆ ชวนให้ทุกคนในบ้านไม้หลังเล็ก ๆ ของหมู่บ้านบนภูเขาเงียบสงัด สารัตน์เดินเข้าครัว—สีหน้ายังไม่ตื่น ขยี้ตาตัวเองช้า ๆ ก่อนโยนไม้ฟืนลงเตา พ่อเขานั่งอยู่แล้ว กำลังเพ่งมองกาแฟร้อนในมือ เห็นหน้าสารัตน์ก็เพียงพยักหน้ารับอย่างเงียบ ๆ
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!“วันนี้นายต้องออกไปหาของป่าใช่ไหม?” พ่อถามเสียงต่ำ ปล่อยคำถามลอยอยู่ในอากาศ วิ่งวนอยู่ในหัวเขาได้พักใหญ่ “ถ้าอากาศไม่ดี กลับเข้าหมู่บ้านให้ไว” สารัตน์ลังเลชั่วครู่ก่อนฝืนยิ้ม “ตกลงครับ”
แสงเช้าแตะต้องกระจกหน้าต่างบางส่วน ท้องฟ้ายังหม่น หิมะบาง ๆ คลุมหลังคาเพื่อนบ้าน สารัตน์สะพายเป้ใบเล็ก เดินออกจากบ้าน เจอเพื่อนอีกสามคนยืนรอหน้าบ้าน กฤตพงศ์ถือมีดสั้น ยิ้มแห้ง ๆ พะรุงพะรัง เสื้อกันหนาวเก่า ๆ พิมพ์ลายสัตว์น่าเอ็นดู ข้าง ๆ คือฟ้า พี่สาวสองปีของสารัตน์ สะดุดตาเพราะผ้าพันคอแดงสด และแก้ว สมาชิกน้องสุดท้อง พูดน้อย ชอบหลบตา
“พร้อมยัง?” กฤตพงศ์ทำเสียงตลก เบี่ยงตัวเอาหน้ารับลมเย็น ฟ้านิ่ง ก่อนหมุนตัวเดินนำเข้าเส้นทางป่าหิมะสะท้อนต้นสน “ไปเหอะ ก่อนลมมันแรงกว่านี้” สารัตน์เดินนำเพื่อน ๆ ไปอย่างเงียบงัน ความกลัวแผ่วแรงในอก ทั้งหนาวทั้งกดดัน เหมือนถูกกดไว้ใต้หมอกหนาทึบ
เสียงเท้ากระทบหิมะเป็นจังหวะ ทุกคนหยุดเดินเมื่อถึงลำธารแข็งข้างแนวป่า พวกเขาพูดคุยกันว่าจะเดินเลียบไปตามทางหรือข้ามน้ำแข็ง—กฤตพงศ์อยากลัด ฟ้าลังเล ส่วนสารัตน์ยืนยัน “เดินเลียบไปเถอะ ปลอดภัยกว่า” แก้วเงียบ เดินตามสายตาหลีกหนี
เส้นทางยิ่งลึกยิ่งหนาว ลมพัดแรงมากขึ้น ละอองหิมะปลิวฟุ้งเข้าใบหน้า ทั้งสี่หยุดพักบนท่อนซุงใหญ่ กฤตพงศ์หอบ เหงื่อไหลท่ามกลางความเย็น “ถ้าเสบียงไม่พอ ฤดูนี้เราต้องลำบากแน่” ฟ้าตอบเบา ๆ “นายรู้มั้ย หมู่บ้านข้าง ๆ เคยมีคนหายระหว่างเดินป่า” กฤตพงศ์ครางรับแบบไม่อยากฟัง แก้วเงียบอีกเช่นเคย
ไม่ทันขาดคำ เกิดเสียงกรีดร้องเบา ๆ จากแนวต้นไม้ แก้วสะดุ้ง คนอื่นหยุดพูดทันที ทุกสายตาหันไปจ้องดงไม้ “เหมือน…เสียงอะไร” ฟ้าพยายามเพ่งมอง กฤตพงศ์หัวเราะกลบเกลื่อน “อย่าคิดมาก มันแค่สัตว์ป่า” แต่แววตาก็ยังเหลือความกลัวเจือปน
พวกเขาตัดสินใจเร่งเดิน ลึกเข้าไปเรื่อย ๆ คราวนี้บรรยากาศเงียบ แม้กระทั่งเสียงพูดคุยเบาลงจนแทบไม่ได้ยิน ระดับความกลัวกับความอึดอัดประสมกันจนเกือบล้น สารัตน์ยังเดินนำ ทุกย่างก้าวเหมือนก้าวสู่ความไม่แน่นอน
ทันใดนั้น แก้วสะดุดกับรากไม้เสียหลักล้มลง สารัตน์รีบวิ่งกลับไปช่วย “เจ็บไหม” ถามเสียงเบา หัวใจเขาเต้นเร็ว แต่แก้วส่ายหน้าเงียบงัน “ไม่เป็นไร” ฟ้าช่วยปัดหิมะ เห็นรอยถลอกที่มือขาวซีด กฤตพงศ์ยื่นผ้าพันแผลเล็ก ๆ ให้ “ควรระวังหน่อย”
เมื่อเดินต่อ แฟ้บ! หิมะจากกิ่งไม้ใหญ่หล่นกระทบหัวทั้งหมด ทุกคนเงยหน้าสบตากันแล้วหัวเราะ กฤตพงศ์พูดเบา ๆ แต่จริงใจ “คิดถึงน้ำเต้าหู้ร้อน ๆ ว่ะ” ฟ้ายิ้มครั้งแรก สารัตน์บ่นพึม “ขอให้รีบถึงที่พัก อย่าเพิ่งมีเรื่องแย่ ๆ อีก”
เวลาผ่านไป แต่แสงกลางวันยังมืดลงเร็วกว่าที่คาด เสียงฟ้าครางแผ่ว ๆ “คืนนี้พักตรงนี้ไหม พรุ่งนี้ค่อยเดินต่อ” สารัตน์ลังเล “แต่แม่ให้อยู่ใกล้รัศมีหมู่บ้าน” กฤตพงศ์เสริม “ถ้ากลับไม่ทันจะอันตราย” บรรยากาศเริ่มเครียด แก้วเอ่ยเสียงแผ่ว “ฉัน…ไม่อยากนอนคนเดียว” ฟ้าโอบไหล่ ปลอบใจด้วยรอยยิ้มบางเบา
พวกเขาก่อไฟ เป็นวงกลมใกล้ ๆ เพิงไม้ ตางต่างพูดคุยเบา ๆ ถึงอนาคต ฟ้าเปิดประเด็น “ถ้าฉันหนีออกจากหมู่บ้าน นายจะตามฉันไหม?” กฤตพงศ์อึกอัก สารัตน์สบตาพี่ “ถามทำไม” ฟ้าหัวเราะสั้น ๆ จ้องกองไฟ “แค่อยากรู้ คนเรายึดติดอะไรจริง ๆ หรือเปล่า”
เสียงเงียบชั่วขณะ บรรยากาศแปรเปลี่ยน สารัตน์มองเพื่อน ๆ ลอบถอนใจ ความกังวลกดทับหัวใจหนักขึ้น นึกถึงข่าวลือในหมู่บ้าน—เรื่องความลับครอบครัวที่ไม่มีใครพูดถึง เรื่องคนที่หายตัวไปเมื่อฤดูหนาวปีก่อน
ดึกสงัด กองไฟลุกกล้า แก้วนั่งกอดเข่า กระซิบเบา ๆ ให้ฟ้าได้ยิน “ขอโทษเรื่องนั้น อย่างที่ฉันทำ” ฟ้าถอนหายใจ ดูเหมือนจะเข้าใจมากกว่าที่ใครคิดได้
รุ่งเช้า หมอกหนาเข้าปกคลุมรอบวงไฟ เสียงสัตว์ป่าโหยหวนเข้าหูทุกคนทำให้ต้องตื่นเร็ว สารัตน์ตัดสินใจ “วันนี้เราต้องไปให้ถึงลานหิมะตะวันออก หาเสบียงตามแผน หรือกลับบ้านมือเปล่า?” ฟ้าจับจ้องหน้าสารัตน์ ลังเลและหวาดกลัว “เลือกสิ นายตัดสินใจ”
กฤตพงศ์ลุกยืน เอามีดฟันกิ่งไม้เสียงดัง “เสบียงต้องมาก่อน” แก้วยกเป้ขึ้นไหล่ หน้าซีดแต่พยายามยืนมั่นคง “งั้นไปด้วยกัน” ตั้งขบวนเดินต่อ ฝ่าลมหนาวจัด
ระหว่างทาง หิมะเริ่มตกหนาหนัก ทางเดินลื่นกว่าเดิม เสียงพูดลดลง เร่งฝีเท้าเพราะกลัวค่ำจัด พลันมีเสียงแหลมวาบผ่าน ชั่วขณะหนึ่งเหมือนมีเงาคนเคลื่อนไหวหลังต้นสน “หยุด!” สารัตน์ยกมือ ทุกคนยืนนิ่ง ฟ้ากระซิบ “เห็นหรือเปล่า” กฤตพงศ์บอก “ไม่เห็น จะเดินต่อไหม?” แต่ใจจริงสะกิดกลัว
เพียงพลบค่ำ พวกเขามาถึงลานหิมะแคบ ๆ จังหวะนั้นฟ้าตะโกน “ดูนั่น!” นิ้วชี้ไปยังเงาดำนิ่ง ๆ หลังกอไม้ ท่ามกลางหิมะพลิ้วสยาย กฤตพงศ์หยิบมีดแน่น “ถ้าเป็นสัตว์?” สารัตน์ใจเต้นแรงเหลือเชื่อ “รอดูก่อน”
นาทีผ่านไป เงาดำนั้นหายไปในชั่วพริบตา ทุกสายตาเหลียวซ้ายขวาอย่างระวัง “กลับกันไหม” แก้วเสนอเสียงเบา สารัตน์กัดฟัน “เราต้องหาของป่า หรือไม่เราก็ลำบาก” ทุกคนเห็นด้วย แม้ยังใจสั่น
เมื่อรวบรวมผลไม้ป่าและฟืนกลับ ใกล้ถึงชายน้ำ แก้วล่าช้าลงมาก ฟ้าร้องถาม “ไม่สบายหรือเปล่า” แก้วซ่อนมือที่มีรอยขีดข่วน ฟ้าวิ่งมาประคองด้วยความห่วงใย “บอกมาเถอะ เกิดอะไรขึ้น” แก้วเงียบ คำตอบคือหยดน้ำตาร้าวรานที่ตกใส่หิมะขาว
สายลมแรงพัดจนเสียงแว่วหาย ทุกคนหยุดเดิน ฟ้ายืนอึ้ง “นายเก็บอะไรไว้ใช่ไหม” แก้วส่ายหน้า สารัตน์หรี่ตา “ทุกคนมีบางอย่างที่ไม่อยากพูดออกมา” เงียบอีกครั้ง ก่อนเสียงกฤตพงศ์เอ่ยขึ้น “ถ้าพวกเราจะรอดกลับหมู่บ้าน ทุกคนต้องไว้ใจกัน”
ท้องฟ้ามืดสนิทก่อนจะถึงเขตหมู่บ้าน กลุ่มวัยรุ่นเดินกอดตัวแน่น หิมะถล่มลงระหว่างทางหลายจุด ต้องช่วยกันกู้เป้และลากเพื่อนข้ามพงหิมะ กฤตพงศ์ล้มบาดเจ็บ สารัตน์ประคองด้วยใบหน้ากังวล “อดทนหน่อย จะถึงแล้ว”
เสียงหอบแฮ่กของทุกคนผสมกับเสียงหิมะถล่มเบา ๆ ทุกก้าวช้าลง กฤตพงศ์พูดอย่างขมขื่น “กลัวจะไม่มีวันถึง” ฟ้าเงียบ สารัตน์ถามในใจว่าตนเองตัดสินใจผิดพลาดหรือเปล่า ในหัวมีแค่ภาพครอบครัวกับคำถามที่ถูกซ่อนไว้
ในที่สุด ทุกคนถึงชายป่าหิมะ ฟ้าล้มลงร้องไห้ กฤตพงศ์ตะโกนระบายอารมณ์ “เราไม่ควรออกมาเลย!” ความตึงเครียดถึงขีดสุด สารัตน์พูดติดขัด “ถ้าไม่ออกมา พวกเราอาจไม่มีเสบียงรอด”
กลางดึกคืนนั้น ทุกคนนั่งเงียบในบ้านไม้หลังเดิม ไฟสลัว ๆ ฟ้าเข้าไปกอดแม่ แก้วซ่อนหน้า สารัตน์เครียดจัด พ่อเดินเข้ามาสอบถามเขาช้า ๆ “ลูกต้องเลือกด้วยตัวเอง ว่าจะเชื่อใจเพื่อน หรือจะอยู่กับความกลัว”
สารัตน์นิ่งไปนาน ลมหายใจลึก “ถ้าผมไม่กล้า ผมคงไม่ไปถึงที่นั่น” พ่อแตะหัวเบา ๆ “ความผิดพลาดคือครูที่ดีที่สุด”
รุ่งเช้า หิมะหยุดตก ท้องฟ้าโปร่ง พวกเขาออกไปลานหน้าบ้านอีกครั้ง ทุกคนสบตากันคนละสีหน้า ฟ้ายิ้มสดใส กฤตพงศ์ส่งเสียงดังกว่าปกติ แก้วหัวเราะเบา ๆ ต่างคนต่างแบกรอยบาดเจ็บจากการเดินทาง แต่สายตาทุกคู่แน่วแน่ “ต่อไปนี้ เราจะไม่พากันสูญหายอีก”
เสียงขำ เล็ก ๆ ท่ามกลางหิมะหนากลายเป็นสัญญาใหม่—ความไว้ใจที่ถูกเยียวยาและเติบโตในหมู่บ้านบนภูเขาอันหนาวเย็น