คืนสุดท้ายแห่งเกาะที่ไร้นาม
ลมหอบเอาความเค็มแผ่วเบาของทะเลมาปะทะใบหน้าขณะที่บัวยืนอิงรั้วไม้ไผ่บนชายหาดกรวดปนทราย ดวงอาทิตย์สีส้มร่ำราตกลาทิวฟ้า เธอเหลือบมองเรือไม้เก่า ๆ ที่โยกเบา ๆ อยู่ริมฟากฟ้า ห่างออกไปร้อยเมตร ร่างของตูนแวะไปนั่งกอดเข่าใต้ต้นสน พวกเขาสี่คนมาเกาะนี้พร้อมเพื่อนร่วมรุ่นอีกคนในทริปจบมัธยม แต่ตอนนี้ ทุกอย่างกลับมีแค่ความเงียบ บัวเหลือบมองภูผาเพื่อนรุ่นเดียวกันเดินถือมีดพกเดินซิกแซกสำรวจริมป่าข้างหาด เอ็มม่า เด็กนักเรียนแลกเปลี่ยนจากอังกฤษ พยายามโยนหินแบน ๆ ลงไปในทะเล แม้รอยยิ้มจะปรากฏบนใบหน้าเธอ แต่แววตาก็หม่นเศร้าปนหวาดระแวง
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!“แกคิดว่าไงวะ เราจะออกจากเกาะนี่กันยังไง” ตูนถามเสียงเบาขณะแอนด์เอ็มม่าเดินมาสมทบ วงสนทนาเงียบหายไปนาน ภูผาทำท่ากำลังตั้งใจฟังเสียงในป่า “เรือตัวเองก็พัง นาฬิกามือถือไม่มีสัญญาณ เผลอ ๆ อาจไม่มีคนมาเจอพวกเราอีกเลย”
“หยุดพูดเรื่องซวย ๆ พวกนั้นเหอะ ขอร้อง” บัวเสียงสั่น “เราก็แค่หลง เราต้องหาทางออกได้น่า…” ใครสักคนถอนหายใจ มือเอ็มม่ากำหินจนแน่นจนปลายนิ้วขาว
แสงสุดท้ายดับลง ทะเลดำสนิท เสียงครวญคลื่น สอดประสานกับเสียงลมและแมลงกลางคืน กลุ่มวัยรุ่นรวมตัวกันรอบกองไฟที่ภูผาก่อ เทียนสองแท่งสุดท้ายปักอยู่ข้าง ๆ “ที่เกาะนี้ รู้สึกว่ามีอะไรกำลังเฝ้ามองอยู่” ภูผาเว้นจังหวะ อารมณ์ทุกคนตึงเครียด “เมื่อคืนชั้นได้ยินเสียงคนร้องไห้ แต่มันไม่ใช่เสียงของใครในพวกเรา” ทุกคนหันมามองหน้ากัน เอ็มม่าสั่น มือกุมแขนตัวเอง
“เมื่อคืนชั้นเองก็ฝันร้าย…แต่–มันไม่ใช่ความฝัน” เอ็มม่ากลืนคำ บัวจับตามองไฟในดวงตาเธอ “เมื่อวานนี้เราออกเดินสำรวจด้วยกัน แต่…” ตูนชะงักไปชั่วขณะ “จำที่ณัฐหายไปได้มั้ย?”
เอ็มม่าทนไม่ไหว กระโจนร้องไห้ออกมาข้างนอกรัศมีไฟ บัวลุกตามไป “เธอเห็นอะไร?” บัวถามแผ่วเบา
“เขาเดินเข้าไปในป่า แล้วไม่ออกมาอีกเลย ฉันไม่ได้ห้าม ฉันกลัว…” เสียงสะอื้นของเอ็มม่าดังก้องข้างขมับ ทั้งสองเงียบ รอให้ลมทะเลกลบเสียงร้องไห้
เช้าวันใหม่ น้ำค้างก่อเป็นหยดบนใบหมาก บัวเดินตีนเปล่าไปยังป่าลึก เธอจะลองหาทางอ้อมกลับหาดด้านใต้ ขณะที่ตูนกับภูผาโต้เถียงกันเรื่องแบ่งอาหาร “แกแอบเก็บน้ำไว้คนเดียวเหรอ?”
“ถ้าฉันไม่ทำ ใครจะจัดการวะ?” ภูผาสวนกลับเสียงดัง “พวกเราไม่มีใครกล้าพูดถึงเรื่องนั้น…ณัฐหายไป แต่ไม่มีใครกล้ารับผิดชอบ แกอยากพูดไหมว่าทำไมวันนั้นถึงให้เขาเดินไปคนเดียว!”
“แกก็เหมือนกัน!” ตูนตะโกน พลันเงียบกริบเมื่อเขาตระหนักว่าทุกคำพูดเป็นเหมือนประโยคโทษตัวเอง
ภูผาออกเดินหงุดหงิดผ่านเฟิร์นกับต้นหวาย เอ็มม่านั่งตัวห่ออยู่ริมโขดหิน ทำใจกล้าเดินเข้าไปหา “เราทุกคนกลัว…นายไม่ได้อยู่คนเดียว” เสียงเอ็มม่าสั่นพร่า แต่หนักแน่นน้ำเสียงจริงใจ
สายลมยามเย็นพัดคลื่นซัดเข้าชายหาด เอ็มม่าและบัวสกัดกั้นเสียงร้องในลำคอ เมื่อทั้งสี่ต้องสำรวจป่าอีกครั้งเพื่อหาทางออก พวกเขาเจอกับรอยเท้าแปลก ๆ ท่ามกลางดงมอสชื้น และเศษผ้ากระเป๋านักเรียนของณัฐ ทุกคนหยุดมองหน้ากัน ความจริงบางอย่างที่ไม่มีใครกล้าพูดออกมาเริ่มคลี่คลายผ่านสายตาหวาดหวั่น
“ทำไมของของณัฐมาอยู่ตรงนี้?” บัวกระซิบ
“เขาต้องยังอยู่แถวนี้…หรืออะไรบางอย่าง…?” ภูผากระซิบเบา ๆ
“เราทุกคนหลงทางเหมือนกันหมดแหละ” ตูนบ่นอุบ พลางเสตามองบางอย่างเคลื่อนไหวในเงา
บัวตัดสินใจหยิบผ้าขึ้นอย่างช้า ๆ รู้สึกเหมือนมือเย็นเฉียบกำลังแตะหลังเธอ ทุกคนเงียบ ฟังเสียงหัวใจตัวเองโครมครามราวกับจะได้ยินสิ่งที่เธอไม่กล้าถาม เอ็มม่าค่อย ๆ เดินไปข้าง ๆ มือสั่นแต่ตายังไม่วางจากป่า
คืนนั้นลมแรงขึ้น นกกลางคืนร้องประหลาดกว่าทุกวัน ตูนหยิบก้อนหินวางกองหน้าตัวเอง ท่ามกลางวงสนทนาเงียบ ๆ “บางที…ณัฐอาจไม่ได้หายไป แต่เลือกจะหนีเราไปเอง”
“อย่าพูดแบบนั้น!” บัวเสียงขาดห้วง “ถ้าใครสักคนต้องการความช่วยเหลือ แล้วเราเมินเฉย…คุณคิดว่าเรากำลังช่วยให้เขารอด หรือผลักเขาไปสู่ความเดียวดาย?”
เอ็มม่านิ่งงันก่อนจะพูดเบา ๆ “ในอังกฤษ ฉันเคยทิ้งเพื่อนอยู่ในปาร์ตี้เพราะเขาดูแปลก ๆ วันรุ่งขึ้น เขา…ก็หายตัวไป” เสียงเธอสั่นพร่า ทุกคนเงียบลง ไม่มีใครกล้าสบตา
รอยเท้าใหม่ปรากฏตอนรุ่งสาง ลึกเข้าไปในป่าที่ไม่มีใครกล้าก้าวเข้าไปมาก่อน เอ็มม่าเป็นคนแรกที่ตัดสินใจเดินตาม บัวลังเลแต่สุดท้ายก็วิ่งตาม เสียงตะโกนของตูนจากข้างหลัง “อย่าไปกันสองคน!”
เถาวัลย์รัดพันขา เอ็มม่าเกือบล้ม บัวฉุดมือไว้ได้ทัน พวกเขาหยุดหอบหายใจ “เธอกลัวอะไรที่สุด เอ็มม่า?”
“กลัวไม่มีใครให้อภัย กลัวตัวเอง…ไม่กล้าเผชิญความจริง”
เสียงกระซิบในป่าเย็นยะเยือกจนทุกคนขนลุก พวกเขาเห็นเงาดำวูบ ๆ ระหว่างต้นไม้ ราวกับคนเดินสวนอยู่ตรงนั้นแต่ไม่สามารถเห็นใบหน้าชัดเจน พวกเขารีบกลับออกจากป่า อากาศหนาวสะท้านสันหลัง
คืนที่สามบนเกาะ ทุกคนจับกลุ่มใกล้กองไฟ เอ็มม่าเริ่มสารภาพออกมาทีละเรื่อง ตามด้วยบัวซึ่งสารภาพว่าเธอเคยอิจฉาณัฐ ลึก ๆ แล้วเคยอยากให้เขาหายไปจริง ๆ สิ้นคำทุกคนเงียบงัน ถ้อยคำสารภาพเปลี่ยนบรรยากาศรอบกองไฟราวกับสิ่งลี้ลับในป่ากำลังฟัง
“เราจะตื่นวันใหม่และเริ่มใหม่ได้หรือเปล่า?” ตูนถาม
“ถ้ายังไม่ให้อภัยกันเอง ต่อให้เรารอด มันก็ไม่มีทางรอดเลย” ภูผาพูดเสียงแข็ง น้ำเสียงปนเจ็บปวด
รุ่งวันต่อมา ฟ้าเทาอึมครึม พวกเขาตัดสินใจหากันต่อในป่า เสียงฝีเท้าดังก้องเป็นจังหวะกังวานจนน่าพิศวง รอบข้างมีเงาลายเส้นดำเคลื่อนไหวแวบ ๆ ซึ่งไม่มีใครกล้าพูดถึง ทุกก้าวเหมือนถูกจ้องมองแต่ก็ไม่สามารถสบสายตาได้
บัวลื่นล้มเลือดซิบที่หัวเข่า ตูนรีบเข้ามาประคอง “ไหวมั้ย?” ทุกคนหยุดรอ ต่างก็สับสนว่าจะไปต่อหรือกลับดี
“เราจะหยุดอยู่แค่นี้ไม่ได้ ถ้าอยากรอดต้องเดินต่อให้สุด” บัวฝืนเดิน ทุกคนพยักหน้า เอ็มม่าลูบไหล่บัวเบา ๆ
ตะวันบ่ายคล้อยเมื่อพวกเขากลับถึงหาดเดิม ท่ามกลางความสิ้นหวัง จู่ ๆ มีเงาดำเงียบ ๆ โผล่ขึ้นข้างหลังต้นปาล์ม ทุกคนชะงัก เงานั้นเคลื่อนไหวช้าชวนสะพรึงจนคลื่นทะเลเหมือนเงียบลง บัวหยิบมีดป้องกันตัว
เสียงเงาดังแว่วว่า “เธอจะทิ้งฉันอีกไหม?” ทุกคนแข็งทื่อ สบตากันอย่างหวาดหวั่น บัวกลืนน้ำลาย พยายามหาคำพูด
เสี้ยวหน้าของณัฐปรากฏใต้เงาสีเทา ดวงตาเศร้าโศกเหมือนเด็กถูกทิ้ง “พวกเรา ไม่ได้อยากทิ้งเธอ…” บัวเสียงสั่น สุดท้ายเดินเข้าไปโอบเงานั้นอย่างกล้า ๆ กลัว ๆ
ณัฐยิ้มจาง ๆ ก่อนร่างจะสลายหายไปพร้อมเสียงลมที่สงบลง ทุกคนร้องไห้ออกมา สะอึกสะอื้น สายตาทั้งหมดเต็มไปด้วยความเจ็บปวดผสมโล่งใจ เอ็มม่ากระซิบเบา ๆ “ถ้าได้เริ่มใหม่ ฉันจะไม่ทิ้งใครอีกแล้ว”
คลื่นลมจางลง รุ่งเช้าวันใหม่ท้องฟ้าสดใสผิดคาด พวกเขาเห็นเรือลำหนึ่งฝ่าหมอกเข้ามา ทุกคนมองหน้ากัน ต่างคนต่างรู้ว่าแม้รอดจากเกาะนี้ พวกเขาจะไม่มีวันลืมบทเรียนและความจริงที่ได้เผชิญหน้าด้วยกันอีกเลย