คืนสุดท้ายบนสถานีเหมันต์ (Last Night on Frost Station)
เสียงหอนของลมที่พัดปะทะผนังเหล็กดังก้องตลอดยามค่ำคืนบนสถานีเหมันต์ วิคตอเรียหรือ “วี” นั่งก้มหน้าพลางกระชับเสื้อหนาหนาบนห้องควบคุม เธอถอนหายใจขณะมองจอมอนิเตอร์ที่บันทึกอุณหภูมิภายนอกลดลงต่ำติดลบสี่สิบห้าองศา หิมะขาวโพลนบดบังทุกทิศรอบสถานี
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!“อีกไม่กี่วันก็จะได้กลับบ้านแล้วนะวิค” เสียงของพ่อดังจากเครื่องส่งสัญญาณ วีเหลือบตามองจอภาพเล็ก ๆ ที่ฉายใบหน้าชายวัยหกสิบ—ดิษฐ์ วิศวกรอาวุโสกับผมหงอกและแววตาเหนื่อยล้า เธอยิ้มจาง ๆ
“ยังอีกสองวันเต็ม ๆ ค่ะ ป่าป๊าดูแลตัวเองด้วยนะคะ” วีพูดเสียงเบาแต่จังหวะเงียบค้างนาน มือเธอลูบข้อมือที่เต็มไปด้วยรอยขีดข่วน
“อย่าคิดมากล่ะ พอลากลับก็ไม่ต้องกลับมาที่นี่อีกแล้ว” ดิษฐ์พูดประโยคนี้ทุกครั้งที่สิ้นปี เธอรู้ดีว่ามันเป็นทั้งความห่วงใยและความกลัวของเขาที่แฝงอยู่ในเสียงพูด
จู่ ๆ เสียงสัญญาณเตือนก็ดังขึ้นขัดจังหวะ วีรีบเอื้อมมือเช็คระบบ อัลบา เพื่อนสนิทของเธอวิ่งเข้ามาด้วยชุดกันหนาวลายสีส้มที่เปื้อนคราบน้ำหมึก
“ของผมหายอีกแล้ว! เครื่องตรวจคลื่นแม่เหล็กหายไปจากห้องทดลองเองเลยนะนั่น—หรือจะเป็นเรื่อง…” อัลบาตะโกนแต่ลดเสียงลงเมื่อเห็นสายตาเธอ
“ไม่มีอะไรหรอก อย่าคิดมาก” วียิ้มแต่แววตาฝืน เธอลุกขึ้นช้า ๆ สองคนเดินออกจากห้องควบคุมสู่ทางเดินยาวลึกที่แสงไฟส่องทีละช่วง
พลันเสียงชัตเตอร์ประตูดังลากลึก เงาของใครบางคนพาดยาวผ่านกระจกฝ้าน้ำแข็ง พวกเขาชะงักทันที
“เราต้องจัดกลุ่มเช็คอีกรอบ” วีพูดซ้ำราวกับเป็นกิจวัตร แต่สายตาเริ่มไหวเมื่อเห็นร่องรอยเท้าเปียกบนพื้นกระเบื้อง สีหน้าของอัลบาดูตื่นกลัวแต่ฝืนหัวเราะกลบเกลื่อน
เมื่อพวกเขาเดินต่อถึงห้องเก็บอุปกรณ์ ไฟบางดวงกระพริบอ่อนแรง ภายในห้อง เฉิน เจ้าหน้าที่ตรวจสภาพอุปกรณ์ นั่งกอดเข่าใกล้เครื่องทำความร้อน เธอก้มหน้าซ่อนน้ำตา ฝุ่นในห้องฟุ้งลอย หมอกหิมะเล็ดลอดเข้ามาตามขอบหน้าต่างที่แตกร้าว
วีเปิดประตูด้วยมืออันสั่น เฉินเงยหน้าขึ้นด้วยแววตาแตกสลาย
“ฉันเห็นบางอย่างนอกสถานีเมื่อคืน—คล้ายกับมนุษย์เดินอยู่กลางสนามหิมะแต่ไม่มีรอยเท้า” เฉินกระซิบแผ่วเบา ความกลัวกระเพิ่มทั่วห้อง อัลบาเลิกคิ้ว
“เธอฝันไปรึเปล่า…?” แต่ไม่มีใครหัวเราะตาม เฉินหลบตา วีเดินเข้าไปวางมือบนไหล่เพื่อน
“มีบางอย่างผิดปกติที่นี่แน่ เราต้องสู้ต่อไป อย่าแตกกลุ่ม…” เธอหยุดพูดกลางคันเพราะประตูห้องเปิดเองช้า ๆ ลมหนาวพัดกรูเข้ามา วีขยับตัวบังเฉินโดยสัญชาตญาณ
ทุกคนมองออกไปยังทางเดินที่มืดสนิท เสียงเงียบงันและการหายใจไหลวนชั่วครู่ก่อนที่จะมีเสียงฝีเท้าดังใกล้เข้ามาอย่างชัดเจน
พวกเขาประกอบกลุ่มออกสำรวจสถานีในความมืด ไฟฉายส่องสั่น ๆ เหนือผิวหิมะที่เกาะตามซอกประตู ระหว่างทาง วีสังเกตรอยหยดหมึกสีดำที่ลากผ่านประตูออกไปนอกสถานี—ร่องรอยเดียวกับเครื่องที่อัลบาแจ้งหาย
“กลิ่นอะไรเน่า ๆ น่ะ…” เฉินถามขณะเดิน อัลบาทำท่าจะย้อนกลับแต่โดนวีดึงแขนไว้
พวกเขาหยุดที่ห้องแล็บเก่า เสียงไฟฟ้าช็อตดังจากแบตเตอรี่ที่เคยใช้แต่ปล่อยทิ้งร้าง ภายใน ตู้กระจกขุ่นลึกมองไม่เห็น แต่เงาหนึ่งขยับวูบ วียืนนิ่งท่ามกลางความตื่นตระหนก เธอเอื้อมเปิดตู้
ข้างในมีเพียงกระดาษเก่า ๆ กับเครื่องมือพัง ๆ แต่แผ่นหนึ่งถูกขีดเขียนด้วยลายมือเด็ก “อย่าไว้ใจป่าป๊า” วีตัวชาวาบ หยดน้ำหมึกหยดลงบนพื้นข้างแผ่นกระดาษนั้นสีเข้มราวเลือด
อัลบาและเฉินสบตากันสั้น ๆ เฉินกลืนน้ำลาย “มันคืออะไร วี?”
เธอเงียบไปนาน มือกำขอบกระดาษแน่น “มันเป็นลายมือของน้องสาวฉันที่เสียไปนานแล้ว…แต่ทำไมมันถึงมาอยู่ที่นี่?”
เสียงปะทะกันจากอีกมุมของสถานีดังขึ้น พวกเขารีบวิ่งไปถึงโถงหลัก ทุกอย่างเงียบเกินจริง ร่องรอยเท้าหายไป มีเพียงฝุ่นหิมะที่ฟุ้งกระจายปะปนหมึกดำเป็นทาง
ดิษฐ์ โทรศัพท์มาฉุกเฉิน “วิคตอเรีย ทำไมเธอเอาเครื่องสำรองไปตั้งค่านอกสถานี? การทดลองต้องเสร็จคืนนี้!”
เธอสั่นสะท้าน “ป่าป๊า ฉันไม่ได้ทำ! มีบางอย่างอยู่ในสถานีนี่จริง ๆ!” เสียงชายสูงวัยเงียบไปนานก่อนพูดสั้น ๆ
“ถ้าอย่างนั้น… กอดเพื่อนเธอไว้ให้แน่น เส้นแบ่งของความจริงกับอดีตบางทีเราตามไม่ทัน ช่วยฉันด้วยวิค!”
ทันใดนั้น สัญญาณขาดหายทั้งสถานี ไฟดับสลัว ลมหนาวกรูเข้ามาราวกับมีชีวิต คนในสถานีทั้งสามถูกขังโดยสมบูรณ์ วีหอบหายใจ ก้มมองกระดาษในมือ “เราต้องค้นความจริง—คืนนี้ไม่มีใครได้ออกไป…”
ตลอดค่ำคืน พวกเขารวมตัวกันค้นหาต้นเหตุ ทั้งสามฝ่าความมืด ไฟฉายสั่นคลอน เงาปรากฏตามผนังหนา น้ำแข็งเริ่มเกาะทั่วโครงสร้าง สัญญาณขัดข้อง ทุกรายการระบบปลอดภัยแปรปรวน วีต้องเลือกใช้ทักษะแก้ระบบสำรองกับการช่วยเหลือเพื่อนที่เริ่มประสาทเสียทีละคน
“หมึกนี่เป็นของน้องเธอรึเปล่า?” อัลบากระซิบ วีส่ายหน้าช้า ๆ “น้องไม่ได้กลับมาที่นี่อีกเลยตั้งแต่…ก่อนนั้น” ใบหน้ากลัวของเธอสะท้อนบนผนังกระจก มีเสียงเคาะประหลาดดังจากท่อน้ำด้านบน เฉินเริ่มหายใจสั้น รีบกอดตัวเองแน่น
ความเย็นเข้าจู่โจมหัวใจพวกเขา ขณะที่เสียงผสานในอากาศร้องเรียกชื่อวิคตอเรียด้วยโทนต่ำ ดังกังวานทั่วทางเดิน
“ฉันทำให้มันเกิดขึ้นเองใช่ไหม?” เธอกระซิบกับตัวเอง อัลบากุมมือทางปลอบ—เขานำข้อสันหลังมาพิงผนังหลบสั่น หยาดน้ำตาจากดวงตาของเฉินสะท้อนแสงไฟสุดท้ายในโถง
เมื่อคืนดำเนินไปอย่างเจ็บปวด กับเงามืดของอดีตและความกลัว ฝันร้ายและเสียงในหัวกัดกินหัวใจวี เธอเปิดบันทึกภาพจากกล้องวงจรปิดย้อนหลัง จู่ ๆ ภาพที่เคยดับกลับแสดงเด็กหญิงผมดำวิ่งกลางทางเดิน ทิ้งชอล์กหมึกไว้เป็นทางเป็นเลขรหัสที่ไม่มีใครเข้าใจ
“ถ้าความจริงคือการยอมรับ—ฉันจะยอมรับมันคืนนี้” เธอพึมพำ เฉินเงยหน้ามอง “แล้วเราจะทำอย่างไร…ถ้าความจริงมันเจ็บปวด?”
ระหว่างทางเดินสุดท้าย พวกเขาค้นพบห้องใต้ดินลับที่ดิษฐ์เก็บซ่อนไว้ ภายในมีเครื่องตอบสนองชีวภาพเชื่อมสัญญาณวิทยุแบบโบราณกับเครื่องภายนอก วีเปิดเครื่องเสียงที่ถูกบันทึกไว้ เด็กหญิงในอดีตพูดกับชายชื่อดิษฐ์ เสียงสะอื้นเบา ๆ แทรก “ป่าป๊าอย่าให้หนูอยู่คนเดียว…ข้างนอกมันน่ากลัว”
วีผละออกทั้งน้ำตา แดดแรกของเช้าวันใหม่ส่องลอดมายังโถง พวกเขากอดกันท่ามกลางความเย็นด้วยความเข้าใจใหม่ วีเงยหน้ามองเพื่อน ๆ “เราไม่อาจเปลี่ยนอดีต แต่คืนนี้…เราจะเลือกไม่วิ่งหนี”
เมื่อรถสโนว์โมบิลคู่แรกจากฐานใหญ่มาถึงในอีกไม่กี่ชั่วโมงต่อมา แสงตะวันค่อย ๆ ละลายคราบหมึกกับก้อนน้ำแข็งบนสถานีเหมันต์ทิ้งไว้เพียงร่องรอยจาง ๆ ของความสูญเสียและการให้อภัย วีหันหลังกลับมองสถานีทั้งน้ำตา เธอตัดสินใจจะกลับมาที่นี่อีกครั้ง—แต่ครั้งหน้า…เพื่อตนเอง