ฤดูที่แล้ว ไม่มีใครรู้จักคำว่ารัก
เสียงฝนโรยลงบนหลังคากระเบื้องและพื้นซีเมนต์ข้างหอชาย เจ้าของร่มคันเก่าเก็บเสียงลมหายใจไว้ ขณะที่เดินลัดเลาะผ่านสนามหญ้าเปียกชื้นด้วยฝีเท้าที่เดินไวขณะที่ใจยังลังเล ปกป้อง นักศึกษาชั้นปีที่สามคณะวิศวกรรม เดินอย่างรีบร้อน เขามองโลมาที่นั่งหลบฝนอยู่ข้างตึกกิจกรรม ดวงตาเธอจ้องออกไปทางฝนราวกับกำลังตั้งสมาธิกับเสียงหยดน้ำมากกว่าความจริงรอบข้าง
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!เขาหยุดข้าง ๆ เหมือนกลัวจะรบกวน เธอดูเมินเฉย แต่ช่องว่างระหว่างตัวกับกำแพงดึงดูดเขาเข้าไป “ฝนตกหนักเนอะ” เสียงเขาเบาและติดประหม่า เธอก้มหน้าลงอีก ไม่แน่ใจว่าได้ยินหรือแค่ไม่อยากตอบ
ผ่านไปครู่ใหญ่ เขาจึงทรุดตัวลงนั่งข้าง ๆ “ถ้าอยากได้ร่ม…ร่มผมเก่าแต่ยังกันฝนได้นะ” ชั่วขณะหนึ่ง โลมากระพริบตา ยิ้มน้อย ๆ แม้ริมฝีปากจะแทบไม่ขยับ “ขอบคุณ แต่ชอบนั่งฟังฝนมากกว่า”
เสียงฝนเป็นเพื่อนที่ดีพอ ๆ กับการเงียบ โลมาเป็นเด็กกิจกรรมที่ใคร ๆ ว่าขรึม เย็นชา ทั้งที่ใครหลายคนแค่อยากเข้าใกล้ ความเงียบของเธอดึงดูดต่างกับปราการใจที่ตั้งไว้อีกชั้น ปกป้องเองก็รู้สึกเช่นนั้น ตั้งแต่ได้พบเธอครั้งแรกในค่ายอาสา แม้เวลาจะผ่านมาครึ่งปี เขาก็ยังไม่ได้รู้จักเธอดีขึ้นเลย
“นาย…” โลมาชะงักกลางประโยค ราวกับลังเล “เคยอยากลบความทรงจำไหม?”
ปกป้องนิ่งไป แล้วเผยรอยยิ้มจางๆ ที่ดูกลืนไม่เข้ากับสายฝน “มันคงง่ายดีเนอะถ้าทำได้…”
เธอหันไปสบตาเขาวูบหนึ่ง ความเศร้าสะท้อนในตาคู่คมนั้น
“ฝนจะหยุดอีกนานไหม” โลมาเปรยขึ้น เหมือนกลบความในใจ ปกป้องถอนหายใจยาว มองสายฝนที่โปรยปรายลงบนถนนรุ่ยร่าย
ทั้งคู่ไม่พูดอะไรต่อ ต่างคนต่างจมอยู่ในโลกส่วนตัว แต่ความเงียบก็ไม่อึดอัดอย่างที่ปกป้องคาด
หลังฝนหยุด โลมาไม่บอกลา เธอแค่ลุกขึ้น ปล่อยให้เขานั่งอยู่อย่างนั้น และหายไปกับสายลม เธอเป็นอย่างนี้เสมอ เมื่อปกป้องเผลอใจใกล้ ทุกอย่างก็จางหายเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น
สัปดาห์ต่อมา ที่ห้องสมุดกลางคำรบเสียงคีย์บอร์ดและกระซิบคุยปนเสียงพลิกหน้ากระดาษ ปกป้องเดินไปนั่งตรงข้ามโลมา เขาเลื่อนกระดาษโน้ตไปใกล้มือเธอ “จะไปช่วยงานเชียร์บ่ายนี้ มีใครไปด้วยไหม”
โลมาชำเลืองมอง เธอเม้มริมฝีปาก แล้วเขียนตอบกลับสั้นๆ “ฉันไม่ค่อยชอบอยู่ท่ามกลางคนเยอะๆ ขอโทษนะ”
ปกป้องยิ้มน้อยๆ เก็บแผ่นกระดาษกลับมาพับเก็บลงในหนังสือ อึดอัดที่พูดอะไรต่อไม่ได้ โลมามองออกนอกหน้าต่าง แววตาเธอทึบเหมือนท้องฟ้าขณะฝนจะตก ไม่มีใครบอกได้ว่าในใจเธอคิดอะไร
เย็นวันนั้น ปกป้องนั่งสูดอากาศริมสนามบาส ชายนุ่มนวลที่กดดันตัวเองกับอนาคต เขาดูเหนื่อยจากการประชุมกิจกรรมห้องเชียร์กับเพื่อน ๆ ละสายตาจากโทรศัพท์ พลางถอนใจแรง เพื่อนสนิทร่วมกิจกรรมแอบเดินมานั่งข้าง ๆ “อะไรของนาย ทำไมพักกับโทรศัพท์ มัวแต่อ่านแชทเงียบ ๆ?”
เขาแค่ส่ายหน้า “ไม่มีอะไร…แค่คิดอะไรเยอะ” เพื่อนยิ้มแหย “เรื่องเงียบนั่นอีกล่ะสิ แกไปชอบเขาทำไมวะ”
ปกป้องลังเล “มันไม่ใช่อย่างที่คิดปะวะ กูแค่…อยากรู้จักเขามากกว่านี้”
“แล้วกล้าถามเขาตรง ๆ ไหม” เพื่อนหัวเราะเย้า ปกป้องเงียบไปนาน ก่อนส่ายหัวเบา ๆ
ในคลาสเรียนวิชาเลือก โลมานั่งริมหน้าต่าง ปกป้องเข้ามาสาย หาที่นั่งข้าง ๆ เธอ “ขอโทษนะ ขอผ่านได้ไหม” เธอขยับกายให้ วางสมุดลงอย่างระวัง ผ่านไปชั่วโมงกลับไม่มีใครพูดถึงบทเรียนเลย หลังจบคลาส เขาลังเลก่อนถาม “เย็นนี้จะไปไหน”
โลมาหยุดกึก “อยากเดินเล่น” ปกป้องขอร่วมเดินด้วย ความเงียบเกาะเกี่ยวพวกเขาเหมือนมวลอากาศเปียกฝน เดินผ่านสนามหญ้าเปียกน้ำ เสียงรองเท้าลั่นบนพื้นดินคลุกโคลน
ในที่สุดโลมาก็เอ่ยถาม “ชอบอยู่ท่ามกลางคนเหรอ”
เขาหัวเราะแผ่ว “ไม่เท่าไหร่…แต่กลัวเสียโอกาส กลัวพลาดอะไรถ้าไม่ไปมากกว่า”
“ฉันกลับกันคนเยอะ…แต่กลัวเหงาถ้าอยู่คนเดียว” โลมาพูดเหมือนความลับแผ่วเบา ปกป้องนิ่ง ฟังเสียงใบไม้ขยับปลิวอยู่ข้างทาง
วันงานกิจกรรมกลางภาค โลมาโดนจับไปช่วยงานเวที แม้พยายามหลบก็ยังถูก “พี่กานต์” หัวหน้าชมรมดึงตัวเข้าทีม ปกป้องเห็นจังหวะนั้น ไม่กล้าทัก เฝ้ามองเธอช่วยงาน ทั้งที่ดูชำนาญ เธอกลับพยายามหลบหลีกสายตาทุกคน พอปกป้องเข้ามาทัก โลมาปัดมือหลบ “ไม่ต้องช่วย จะรีบทำ!” เธอเงยหน้าสบตาเขา วูบหนึ่งในดวงตานั้นมีเสียงขอโทษอยู่ด้วย
หลังเลิกงาน เขานั่งรอที่ลานทางเดินเปียกฝน โลมาเดินผ่าน หยุดยืนข้างๆ สองคนนั่งมองฟ้าสีเทา
“บางที…เราไม่ได้อยากอยู่กับใครทั้งนั้น แต่ก็ไม่อยากอยู่คนเดียว” เธอพูดเสียงขาดห้วง
“เหมือนเดินอยู่ริมขอบอะไรบางอย่าง” ปกป้องต่อเนิบ “กลัวตกลงไป แต่ก็อยากลองก้าวอีกก้าว”
โลมาเอียงหน้า ฟังเสียงลมหายใจของทั้งคู่ซ้อนกันเบาๆ ก่อนจะถอนใจ “ฉันเคยไว้ใจใคร…แล้วพัง”
เขายิ้มเศร้า “ไม่ต่างกันสักเท่าไหร่หรอก”
เธอหัวเราะแผ่ว เหมือนละลายกำแพงลงไปอีกนิด พร้อมลมเย็นที่พัดมาจากสนามหญ้าเปียก โลมาเองก็เริ่มพูดมากขึ้นกว่าเดิม แม้ไม่ค่อยเปิดเผย แต่ก็ให้เขาได้ฟังเรื่องราวราวกับกระซิบในคืนฝนตก
วันหนึ่งที่ห้องเรียนโล่ง ปกป้องลืมแฟ้มเอกสารไว้ โลมาหยิบส่งให้ จังหวะมือแตะกัน เธอชักมือกลับไว
เขาหลุดหัวเราะ “กลัวติดไวรัสเหรอ” โลมาหัวเราะบ้าง “เปล่า…กลัวติดนิสัยดีเกินไปของนายมากกว่า”
ทั้งคู่หัวเราะกลบช่วงเวลาอึดอัด ก่อนจะนั่งศึกษากันและกันด้วยแววตาอีกสักพัก
แต่ไม่นาน ปัญหาใหญ่ก็เริ่มคืบคลาน ปกป้องลงสมัครรับเลือกตั้งประธานชมรมกิจกรรม เพื่ออนาคตและทุนการศึกษาของครอบครัวที่มีหนี้สิน เขาต้องพุ่งชนเป้าหมายโดยไม่มองซ้ายขวา โลมามองเขาจากไกล ๆ เธอคล้ายดีใจ แต่ก็เหมือนหวั่นใจ เลี่ยงที่จะพูดคุยกับเขาไปหลายวัน
คืนหนึ่ง ปกป้องโทรหาโลมา เธอตัดสาย ตอบเพียงว่า “ขอโทษ ฉันไม่พร้อมคุยตอนนี้”
เขาถามซ้ำในอีกหลายวัน โลมาเริ่มตอบกลับด้วยข้อความสั้น ๆ และหายไปบางช่วง สองคนห่างกันเรื่อย ๆ
จนในคืนฝนตกหนัก คืนหนึ่ง โลมาเดินหลบฝนข้างหอ ปกป้องรออยู่ตรงนั้น เขาครุ่นคิดลังเล แต่สุดท้ายก็พูดออกมา “ถ้าวันหนึ่ง…ฉันต้องเลือกระหว่างอนาคตกับอยู่ข้างเธอ ฉันควรเลือกอะไร?”
โลมาชะงัก ดวงตาเธอสั่นสะเทือน ปล่อยให้ความเงียบกินเวลานาน “ฉันไม่รู้…แต่ฉันเลือกไม่ได้หรอก”
ปกป้องกัดฟัน “ฉันก็ไม่รู้…”
หลังจากคืนนั้น สองคนต่างเงียบ ต่างหายไปจากวันของกันและกัน โลมากลับไปอยู่ในโลกของตัวเอง หลีกหนีทุกคน และผลักเขาออกห่างกว่าก่อนเสียอีก
ระหว่างนั้น ปกป้องมุ่งหน้ากับกิจกรรม ลงแรงทั้งหมดเพราะต้องการอนาคต เขาป่วยและอดนอนอยู่บ่อย ๆ โลมาแอบมองจากระยะไกล รู้สึกผิดที่หันหลังให้ตอนเขาต้องการใครสักคน
แล้ววันหนึ่ง ขณะที่เขาต้องให้สัมภาษณ์ต่อหน้าคนมากมาย เรื่องครอบครัว อดีต ความลำบาก โลมาได้ยินทุกคำ จากนั้นเธอเดินกลับห้อง ร้องไห้คนเดียว เธอเพิ่งเข้าใจว่าความกลัวของเขาก็ไม่ต่างกับเธอ—กลัวเสียคนสำคัญ กลัวผิดหวัง กลัวว่าจะเลือกผิดอีกครั้ง
หลังจบกิจกรรม ปกป้องได้ชัยชนะ เขานั่งเงียบในหอ แนบโทรศัพท์แน่น อยากจะโทรหาใครสักคนแต่ลังเล เขาตัดสินใจส่งข้อความ
“ถ้าวันหนึ่งเราไม่ได้เดินข้างกัน นายยังจะคิดถึงฉันไหม”
โลมาตอบข้อความนั้นช้า ๆ
“คิดถึงอยู่แล้ว แค่ไม่รู้จะกล้าบอกเมื่อไหร่”
ปกป้องขอเจอหน้า โลมาลงมาหน้าอาคารเรียนกลางดึก ฝนโปรยบาง ๆ สองคนยืนใต้ต้นหูกวาง ปกป้องสบตาเธอ
“ฉันยังกลัวเสียใจ แต่กลัวเสียเธอมากกว่า”
โลมายิ้มรื้นน้ำตา
“ฉันขี้ขลาด…ฉันเลือกหนีตลอด”
ทั้งสองยืนนิ่งอยู่นาน ไม่มีใครพูดคำว่ารัก ไม่มีการกอดหรือจูบอย่างในนิยาย มีเพียงมือที่สัมผัสเบา ๆ แบบค่อย ๆ วางใจ
“ลองเดินช้า ๆ ไปด้วยกันไหม”
“ก็ได้” โลมาตอบเบา ๆ
ฤดูฝนเปลี่ยนเป็นฤดูหนาว สองคนยังเดินข้างกัน แม้ไม่แน่ใจอนาคต แต่ก็ไม่ได้กลัวจะต้องผิดหวังอีก เพราะครั้งนี้ ต่อให้อะไรจะเกิด พวกเขาต่างได้เรียนรู้ที่จะไม่ทิ้งกันไว้ข้างหลังอีกต่อไป