เราเคียงข้างกัน…ตรงกลางฝัน
เสียงฝนซัดเกล็ดน้ำใส่หลังคาตึกเรียน ค่ำวันศุกร์ของปลายเทอมที่ใครต่างเร่งรีบกลับหอพักแต่ไม่ใช่ชะตา หญิงสาวนั่งก้มหน้ากับสมุดเลคเชอร์ในห้องว่างเปล่าข้างหน้าต่าง ขยี้ปลายดินสอบ่อยครั้ง มองออกไปเห็นลานต้นทองกวาวที่เหลืองอร่าม ชะตานั่งถอนใจ มือขยับเขียนหัวข้อ ‘อนาคตฉัน’ ก่อนจะลบทิ้ง
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!“เธอจะกลับหอมะ” เสียงหนึ่งดังขึ้นข้างหลัง เป็นคีย์ หนุ่มตัวสูงในเสื้อยืดลายวงดนตรีกับกระเป๋ากีตาร์จ้ำเข้ามาแบบไร้เสียงเท้า ชะตาขมวดคิ้ว “นาย…ทำไมยังอยู่ จะต้องซ้อมดนตรีไม่ใช่เหรอ?”
คีย์หัวเราะ “วงเพิ่งยุบเมื่อกี้ เขาทะเลาะกันเอง ฉันเลยว่าง…มาขอแชร์ห้องอ่านหนังสือด้วย”
บรรยากาศเงียบไปพักหนึ่ง ชะตายื่นสมุดเขียนหัวข้อใหม่ คีย์เหลือบตาเห็น “ติดอะไร?” “ไม่รู้ว่าจะเขียนอะไรดี ฝันของฉันมันก็…” ชะตาเงียบ คีย์ไม่ถามต่อ
ลมพัดหน้าต่างปิดกระแทกเบา ๆ ชะตาสะดุ้ง เอื้อมจับหน้าต่าง แต่ไม่ทัน คีย์เดินไปช่วยปิดแล้วกลับมายิ้มบาง ๆ ถือกาแฟกระป๋องส่งให้ “กาแฟเย็นช่วยคิดได้มั้ง” คีย์นั่งลง ฝนตกลดความวุ่นวายจนแว่วเสียงลมหายใจของเธอ
คีย์เปิดบทสนทนาใหม่ “จะจบปีสองแล้วยังไม่รู้จะทำอะไร?”
“ใช่ นายล่ะ…ฝันเป็นนักดนตรีอยู่ใช่ไหม”
“ฉันแค่ชอบดนตรี แต่ไม่ใช่ความฝันใหญ่ขนาดนั้น…แม่อยากให้เป็นวิศวกร แต่ฉันก็เรียนบัญชี”
ต่างฝ่ายต่างนั่งนิ่ง โลกข้างนอกเริ่มมืด คีย์และชะตาเริ่มค่อย ๆ รู้สึกใกล้ขึ้น แต่ความเงียบคลุมบทสนทนาไว้
วันถัดมา ชะตาเดินผ่านสนามหญ้าริมทะเลสาบมหาวิทยาลัย บังเอิญเจอคีย์นั่งฟังเพลงคนเดียว เธอตัดสินใจเดินเข้าไปนั่งใกล้ ๆ แต่ไม่ได้พูดทันที
“คืนนี้ไปดูงานอินดี้ที่แกลลอรี่ข้างมหาลัยไหม” คีย์ถามเสียงเบา ชะตาชะงักไปสองจังหวะ “ฉันไม่ค่อยชอบคนเยอะๆ…”
“ไปกับฉันสิ จะเลือกที่เงียบ ๆ ก็ได้”
ดวงตาทั้งสองสบกันเจือความลังเล ช่องว่างถูกเชื่อมด้วยใจที่ยังงงงัน
ชะตายืนอยู่กลางแกลลอรี่ที่มีแสงนีออนเย็น ๆ คนไม่เยอะอย่างที่กลัว คีย์ยกกล้องฟิล์มขึ้นถ่าย “เธอกลัวอะไรเหรอ?” เขาถามระหว่างรอสแนปภาพ
“กลัวคนรอบข้างคาดหวัง…กลัวผิดหวังแม่ กลัวเดินทางผิด แต่ก็ไม่รู้จะเป็นอะไร”
คีย์โน้มตัวมองภาพบนผนัง “ฉันเคยอยากเป็นนักดนตรีจริงจัง เชื่อว่าถ้าเก่งพอก็คงได้ไปไกล…แต่พอติดปัญหาหลายอย่างก็กลัวจะไม่ใช่ทาง”
ช่วงเวลานั้น ทั้งคู่เข้าใจความเปราะบางในใจของกันและกัน
“บางทีไม่ต้องรีบหาคำตอบก็ได้มั้ง” คีย์ยิ้ม ชะตาเพียงพยักหน้า
เวลาผ่านไปทั้งคู่เจอกันบ่อยขึ้น พบหน้ากันที่ร้านกาแฟหน้า ม. ชะตานั่งติวบัญชีให้คีย์ คีย์ช่วยแกะคอร์ดกีต้าร์ประกอบคลิปงานกลุ่มให้ชะตา อยู่ในสถานการณ์ที่ไม่สบายใจเสมอเพราะอดีตชะตาเคยเพลี่ยงพล้ำกับเพื่อนเรื่องแชร์รายได้โปรเจกต์ แต่คีย์ก็ไม่เอ่ยเสียดแทงใด ๆ
วันหนึ่งที่ร้านกาแฟ มีเพื่อนกลุ่มใหญ่ของชะตาเข้ามานั่ง คีย์ดูไม่เข้าพวกนัก เพื่อนหญิงล้อว่า คีย์คงชอบเธอแน่ ชะตาหน้าขึ้นสี รีบปฏิเสธเสียงแข็ง “อย่าพูดอะไรแบบนั้น!” บรรยากาศตึงเครียด คีย์นั่งนิ่ง สีหน้าเจ็บปวดซ่อนกลิ่นไว้ในรอยยิ้ม จากวันนั้นความสัมพันธ์ก็ห่างลง
ชะตาวุ่นกับกิจกรรมรับน้องของคณะ ห่างคีย์ไปหลายอาทิตย์ คีย์เองก็เริ่มซุ่มกับวงดนตรีวงใหม่ พยายามเขียนเพลงใหม่ออกจากความรู้สึกผิดหวังและลังเลใจ
ในวันฝนตกอีกรอบ ชะตากลับมาเจอคีย์ที่ห้องอ่านหนังสือเดิม เธอตัดสินใจพูด “ขอโทษวันนั้น…ฉันแค่กลัวเพื่อนจะล้อ แล้วเราสองคน…”
คีย์ถอนหายใจ “ไม่เป็นไร ฉันแค่รู้สึกเหมือนเป็นคนนอกเสมอ…แต่ฉันก็ผิดเองเหมือนกันที่คาดหวัง”
ทั้งสองนั่งเงียบ ๆ แดดบาง ๆ แทรกผ่านกระจก ฝนซาไปแล้ว ความเฉยชาครั้งนี้ฝังทิ้งบางอย่างไว้ ระยะห่างระหว่างเราค้างคาต่ออีกหลายสัปดาห์
ชะตามัวแต่โฟกัสงานกิจกรรมนิสิต ผสมความเหนื่อยล้าทั้งใจและกาย ขณะที่คีย์เข้าร่วมงานประกวดเพลงเริ่มเป็นที่รู้จักในกลุ่มนักดนตรี คีย์ส่งข้อความมาหาชะตาบ้างแต่เธออ่านแล้วไม่ตอบ มุ่งแต่เรื่องเรียนจนลืมดูใจตัวเอง
วันงานประกวดเพลง ภายในหอประชุมขนาดใหญ่ คีย์อยู่บนเวที ขับขานบทเพลงที่เขาแต่งเอง “ตรงกลางฝัน” เสียงกีตาร์สะท้อนคำในใจ เขามองผ่านความมืดไปยังแถวที่นั่ง เผื่อสบสายตาชะตา แต่เธอไม่ได้มาฟัง
หลังจบโชว์ มืดมน คีย์เห็นชะตาเดินฝ่าเหงาเข้ามา “ขอโทษนะ…ฉันมาสาย เหนื่อยกับงาน แล้วบางที…ไม่รู้จะพูดยังไง”
คีย์นิ่งไป “ช่วงนี้ฉันก็ยุ่ง อยากมีอะไรไปได้ไกล…เห็นคนรอบตัวเก่ง ๆ แล้วรู้สึกตัวเองไม่มีอะไรดีพอ”
ชะตายิ้มเศร้า “ฉันก็กลัว…กลัวผิดหวังกับชีวิต กลัวฝันใหญ่ไม่ไกลพอ โง่ที่เอาแต่กดดันตัวเอง”
“เราต่างไม่มีอะไรแน่นอนสักอย่าง” คีย์พึมพำ
เวลากลางคืนกำลังเคลื่อนผ่าน ทั้งสองเดินข้างกันในมหา’ลัยที่เงียบ บทสนทนาไม่สมบูรณ์แต่เต็มไปด้วยความหมายที่ยังไม่กล้าชิดใกล้
วันฝนตกติดกันอีกครั้ง ชะตาได้รับข่าวว่าแม่ของเธอไม่สบาย เธอเครียดกับภาระครอบครัว ส่งผลกระทบอนาคต คีย์เห็นความกังวลนั้น หยิบกาแฟเย็นมาให้เหมือนวันแรก
“เธอรู้ไหม เวลาเรากลัว เรามักบอกตัวเองว่าไม่มีใครเข้าใจ…แต่จริง ๆ แล้ว บางทีเราก็แค่ไม่กล้าขอความช่วยเหลือ”
ชะตามองกาแฟในมือ ก่อนน้ำตาไหล คีย์ไม่พูดอะไรเพียงนั่งข้าง ๆ จนเธอหยุดร้องไห้
เวลาผ่าน ความสัมพันธ์เริ่มเปราะ ชะตาดึงตัวออก คิดว่าคีย์จะมีชีวิตใหม่ของตน เธออยากลองสมัครทุนฝึกงานต่างประเทศ คีย์เองก็ได้รับโอกาสไปทำงานในสตูดิโอเพลงชื่อดัง ทั้งคู่ต้องเลือกทาง ความเงียบแทรกระหว่างการตัดสินใจ
“ถ้าฉันไป…มันจะเปลี่ยนอะไรไหม” ชะตาถาม
“ฉันก็ยังอยู่…และจะอยู่ตรงนี้ ไม่ว่าสุดท้ายจะเป็นยังไง”
ระยะห่างนี้ยิ่งขยายมากขึ้น แม้จะคุยกันตลอดแต่ต่างคนต่างถูกกดดันโดยครอบครัวและความเปลี่ยนแปลง
คืนก่อนชะตาออกเดินทาง เธอกับคีย์นั่งใต้ต้นทองกวาว ไม่มีบทสนทนาใดอยู่พักใหญ่
“ฉันกลัวทุกอย่าง” ชะตาพูดเบา ๆ
“กลัวอะไรที่สุด?”
“กลัววันหนึ่งจะกลับมาแล้วไม่มีนาย…”
คีย์ไม่ตอบแค่จับมือเธอไว้อยู่เงียบ ๆ ดวงไฟสนามหล่นลงบนมือทั้งสองคู่
ชะตาไปฝึกงานต่างประเทศ คีย์ทุ่มเทแต่งเพลง สูญเสียโอกาสวงดนตรีไปเพราะไม่อยากทิ้งความฝันของตัวเอง งานเพลงแรกของเขาไม่ประสบความสำเร็จ คีย์เสียใจแต่ไม่ยอมแพ้ ชะตาฝ่ายนั้นก็เจอกับโลกใหม่ที่ไม่ง่าย จากคิดว่าได้ทุนจะเปลี่ยนชีวิต แต่จริง ๆ อีกซีกโลกก็ต้องต่อสู้และปรับตัวในเวทีกว้าง
บทสนทนาระหว่างสองคนถี่ สั้นลงจนห่าง ทุกอย่างพรากไปด้วยระยะเวลาและเป้าหมายที่ต่างคนต่างไล่ตาม
ประมาณหนึ่งปีหลังแยกจากกัน ชะตากลับมาประเทศไทยในช่วงฤดูฝนอีกครั้ง เธอมานั่งที่ห้องเรียนว่างข้างหน้าต่างที่ทุกอย่างเริ่มต้นอีกครั้ง หยิบสมุดขึ้นมาเขียนหัวข้อ ‘อนาคตฉัน’ แต่ไม่ลบทิ้งอีก
เสียงเคาะประตูเบา ๆ คีย์เดินเข้ามาพร้อมกล่องเทปเพลงที่เขาทำเอง “ฝากไว้ เผื่ออยากฟังอะไรบ้างนอกจากเสียงตัวเอง”
ความเงียบระหว่างทั้งคู่หนักอึ้ง ไม่มีคำว่าคิดถึง ไม่มีคำขอบคุณ ชะตาหยิบเทปขึ้นดูแล้ววางลง
“นายยังเหมือนเดิมไหม?”
คีย์หัวเราะ “ถามทำไม?”
“ฉันเปลี่ยนไป ไม่ใช่คนเดิมเมื่อปีที่แล้ว…ไม่กลัวผิดหวังอีก แต่ยังอยากมีใครสักคนข้าง ๆ ในความฝันไม่ว่าจะไปไหน”
คีย์นั่งลงข้างเธอ “ฉันก็ไม่รู้อนาคตเหมือนกัน…แต่ถ้าอยู่ตรงกลางฝันด้วยกันก็คงไม่เหงามาก”
มือทั้งสองจับกันเบา ๆ ไม่มีเสียงปรบมือ ไม่มีจูบ ไม่มีสัญญา ฉากสุดท้ายคือบรรยากาศเงียบสงบ บันทึกเทปเพลงดังแผ่วเบา ทั้งคู่พึ่งพาอาศัยกันแบบที่ต่างเลือกทางเดินของตน แต่เคียงข้างกัน – ตรงกลางฝัน