จังหวะระหว่างเรา
เสียงฝนตกกระทบกระจกหน้าต่างห้องชมรมดนตรี มหาวิทยาลัยศิลป์แห่งภาคเหนือ ชายหนุ่มผมยุ่งใส่แว่นตากรอบดำ นามว่าชล กำลังนั่งแกะเพลงบนกีต้าร์ไฟฟ้า ท่ามกลางบรรยากาศหม่น ๆ ของเย็นวันศุกร์ นักศึกษาหลายคนเริ่มทยอยกลับบ้าน แต่ห้องซ้อมยังไม่เงียบ เขายังคงดีดสายอยู่ ท่วงทำนองแปลกใหม่ที่เขาแต่งเองด้วยความเคร่งเครียด
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!รุ้ง หญิงสาวหน้าหมวย ร่างเล็ก ใส่แจ๊กเก็ตชมรมยับย่น เดินเข้ามาเงียบ ๆ ชลเหลือบมองเห็นเจ้าของเสียงฝีเท้านั้นแล้วเบือนหน้ากลับเหมือนเดิม รุ้งสบตาเขาผ่านกระจก สำรวจว่าชลจะพูดอะไรหรือเปล่า แต่เขานิ่ง รุ้งหย่อนกระเป๋าลงกับพื้น ล้วงมือเข้าในกระเป๋าเสื้อ ปากจะพูดอะไรแต่ก็เปลี่ยนใจ
“แกะเพลงอยู่เหรอ” รุ้งถามเสียงเบา คล้ายแค่ทดสอบว่าเขาโกรธอะไรหรือไม่
“อืม…จะใช้ในประกวดน่ะ” ชลตอบแต่ยังไม่สบตา
รุ้งเดินไปหยิบคีย์บอร์ดไฟฟ้า กระเถิบมาใกล้ เขินๆ “มีท่อนที่ยังไม่ลงตัวไหม…เดี๋ยวลองช่วยนะ”
ทั้งสองเริ่มเล่นเพลงร่วมกัน เสียงดนตรีกลายเป็นสะพานระหว่างความเงียบ แม้จะยังขัดเขินในบทสนทนา แต่เมื่อเสียงเปียโนกับกีต้าร์ผสานกัน จังหวะก็นำพาความสนิทใจกลับคืนมาเล็กน้อย
“ท่อนฮุคนี่ยังไม่สุดอะ” รุ้งบ่นพร้อมมองหน้าชลพยายามเลี่ยงสายตา
“รู้แล้ว ขาดอะไรสักอย่าง ถ้า…ถ้าเพิ่มคอร์ดนี้ดีไหม” ชลองค์ประกอบเสียงอย่างรอบคอบ
สายฝนยังไม่หยุด เสียงเปียโนกับกีต้าร์คลอเบา ๆ ช่วยกลบความอึดอัดระหว่างคำพูดที่ไม่ได้เอื้อนเอ่ยออกมา
หลังซ้อมเสร็จ ชลเก็บกีต้าร์ด้วยท่าทีรีบร้อน ไม่รอรุ้งเหมือนปกติ รุ้งจ้องมือเขาติด ๆ เพื่อหาสัญญาณอะไรบางอย่าง
“กลับกับเค้าไหม?” เธอถามเบา ๆ
“เดี๋ยว…ขออยู่ก่อน วันนี้ไม่กลับบ้าน” ชลตอบสั้น ๆ แล้วหลบตา รุ้งรู้สึกถึงความห่างเหินตามมา
คืนวันเดียวกัน รุ้งส่งข้อความหาแต่ไร้การตอบกลับ เธอพิมพ์ “เหนื่อยไหม วันนี้…ขอโทษถ้ารบกวน” แล้วปิดหน้าจอ โถมหัวลงกับหมอน แกล้งหลับทั้งน้ำตาค้าง
เช้าวันรุ่งขึ้น ภายในห้องซ้อม ชลโดนรุ่นพี่ตำหนิเรื่องเว็บส่งประกวดเพลง หลุดความผิดหวังต่อหน้าเพื่อนร่วมชมรม เมื่อรุ้งเห็นจึงเอ่ยอย่างอ่อนโยน
“อยากให้ช่วยป่ะ”
ชลกัดปาก พยักหน้าเบา ๆ
“เอารหัสมา เดี๋ยวกรอกข้อมูลให้” รุ้งดูจริงจัง วันนั้นทั้งวันพวกเขานั่งข้างกัน รุ้งคอยสอบถามข้อมูลเล็ก ๆ น้อย ๆ พร้อมหัวเราะเบา ๆ เวลาชลเผลอตอบคำถามตลก ๆ ออกมาโดยไม่ตั้งใจ
“ขอบใจนะ…” ชลกล่าวเบา ๆ ขณะที่รุ้งเหลือบมอง
“แค่ตอบแทนที่เคยช่วยตอนขาแพลง” รุ้งยิ้ม
“วันนั้นเราไม่ได้ช่วยอะไรมากหรอก” ชลก้มหน้า ทบทวนความเขิน และถ้อยคำที่ไม่กล้าพูดออกมา
ระหว่างที่ทั้งสองซ้อมเพลงอย่างเอาจริงเอาจัง ความสัมพันธ์ค่อย ๆ พัฒนา พวกเขาเริ่มแบ่งปันเรื่องราวส่วนตัว รุ้งเล่าว่าพ่อแม่ไม่อยากให้เล่นดนตรี เพราะอยากให้มุ่งเรียนต่อหมอ ชลเอ่ยออกอย่างลังเลว่า “กูก็เหมือนกัน แม่อยากให้เป็นวิศวะ…ไม่ใช่…นักดนตรีขี้แพ้…”
รุ้งนิ่งอยู่ครู่ “แต่เราอยากเล่นดนตรีมากกว่าทำอย่างอื่นในโลกเลยนะ”
ชลหัวเราะเบา ๆ “ก็เราด้วย”
เสียงวิจารณ์จากครอบครัวทยอยตามมา เหมือนพวกเขาต่างมีจุดปะทะกับพ่อแม่ รุ้งเคยถูกแม่โทรมาตำหนิกลางคอนเสิร์ตของชมรม จนรุ้งน้ำตาซึมแต่ฝืนยิ้มเล่นเพลงต่อ ชลอยู่นิ่ง ๆ ข้างหลังจับไหล่เหมือนปลอบโดยไม่ต้องพูดอะไร
ผ่านมาอีกหลายสัปดาห์ ชลและรุ้งใกล้ชิดกันมากขึ้น พวกเขาทำการบ้าน ช่วยกันทำเพลง อยู่ด้วยในร้านกาแฟเงียบ ๆ ระหว่างเดินกลับหอ รุ้งหยุดเดินแล้วกล้าถาม
“ถ้าไม่ได้ไปตามที่บ้านบอก จะอยู่ยังไง?”
“ก็…หาทางเองมั้ง ยังไม่รู้เลย” ชลพูดเสียงอ่อมแอ้ม หน้าตาเคร่งเครียด รุ้งยิ้มแหย ๆ มากกว่าคำพูด เธอโอบกระเป๋าแน่นเหมือนกลัวบางสิ่งล่องหน
คล้อยหลังไม่นาน รุ้งได้รับข่าวจากพ่อแม่ว่าต้องไปเรียนเตรียมสอบหมอช่วงหน้าร้อน เธอไม่ทันได้บอกชล ค่อย ๆ ห่างจากการซ้อม วันแล้ววันเล่า ชลถามหาแต่ก็ได้รับแต่คำตอบกำกวม หัวใจเหมือนถูกทิ้งไว้กลางทาง
วันประกวดเพลงมาถึง ห้องโถงเต็มไปด้วยคน ชลเล่นกีต้าร์เดี่ยว ๆ พยายามไม่มองหาใครบนเวที ท่าทางตื่นเต้นสั่นเทาขณะเล่น มือหยาดเหงื่อปาดข้างขมับ หลังจากนั้นเขาเดินออกจากเวทีโดยไม่รอผลโหวต เหนื่อยล้าจนไม่กล้าสู้หน้าเพื่อน ๆ
รุ้งโผล่มาในห้องแต่งตัวหลังเวที สีหน้าอึมครึม “ขอโทษนะ…ไม่ได้อยู่ดู”
ชลหายใจเข้าลึก “ไม่เป็นไร อยู่ตรงนี้ก็ดีแล้ว”
รุ้งลังเล ดวงตามีเงาน้ำตา “เราจะไปเรียนพิเศษหน้าร้อน…คงไม่ได้ซ้อมด้วยไปพักใหญ่”
ความเงียบกั้นระหว่างคนสองคน ชลเบือนหน้า ซ่อนความผิดหวังไว้ที่ปลายนิ้ว
“จะไป…จริงเหรอ”
“จริง…” แล้วรุ้งก็เดินออกจากห้องไป
หลายสัปดาห์ผ่านไป ชลหลีกเลี่ยงชมรม ซ่อนตัวอยู่หลังโน้ตเพลง ขาดแรงบันดาลใจทำเพลง โซเชียลเงียบเหงา โพสต์เก่า ๆ ของรุ้งยังขึ้นในแชทแต่เขาไม่กล้าเปิดอ่าน
ฝนตกอีกครั้ง วันหนึ่งชลเจอรุนน้องในชมรม เขาพูดอย่างลังเล “พี่…รุ้งฝากมาให้” โยนกระดาษโน้ตเพลงที่มีท่อนคีย์บอร์ดยาวพรืด ชลเปิดดูช้า ๆ เห็นโน้ตมือสวยและข้อความตัวจิ๋ว “อยากเห็นนายทำเพลงใหม่อีกนะ”
ชลจ้องกระดาษนั้นอยู่นาน ก่อนจะลุกขึ้น คว้ากีต้าร์ อัดคลิปเสียงซ้อมส่งไลน์หาคนในแชท
รุ้งฟังคลิปนั้นจากหน้าต่างห้องเรียนพิเศษ เธอกลั้นน้ำตาตอนฟัง เขียนโน้ตตอบไปด้วยความระแวงใจ “ฝันของนาย ยังสำคัญอยู่มั้ย”
ชลอ่านแล้วพิมพ์กลับ “ขอแค่มีคนฟัง…มันก็สำคัญอยู่ดี”
ปลายเทอม รุ่นพี่ในชมรมจัดกิจกรรมสุดท้ายก่อนจบ รุ้งกลับมาร่วมงาน ทุกคนผลัดกันเล่นดนตรี เหลือแต่ชลกับรุ้ง สายตาทั้งสองประสานกันในแสงไฟสลัว
“ขอบใจนะที่กลับมา…” ชลเอ่ยอย่างยากจะเอื้อนเอ่ย
“นายคิดถึงเราไหม” รุ้งถามเสียงเบา
ชลนิ่งไปนาน “คิดถึง…แต่กลัว ถ้าบอกไป…กลัวมันจะไม่เหมือนเดิม”
รุ้งสบตาเขาสั่น ๆ “เราเองก็กลัว เสียเพื่อน เสียอะไรอีกหลายอย่าง”
“แล้วจะลุยต่อกันมั้ย” ชลถามออกมาตรง ๆ ครั้งแรก
รุ้งเม้มปาก หยุดคิดนาน “อยาก…แต่ถ้าฝันเราไปคนละทาง นายโอเคเหรอ”
“ไม่รู้…แต่อย่างน้อย ขอให้ได้เล่นเพลงกับเธอไปเรื่อย ๆ ไม่ต้องรู้ตอนจบก็ได้”
รุ้งยิ้มทั้งน้ำตา คนดูทั้งห้องยืนดูสองคนบนเวที ราวกับทุกเสียงหายไปจากโลก เหลือแต่หัวใจที่เต้นจังหวะเดียวกัน
วันเวลาผ่านไป พวกเขาไม่อาจแน่ใจในอนาคต แต่เลือกจะอยู่เคียงข้างกัน กอดความไม่แน่นอนของความฝันไว้ในบทเพลงหนึ่ง ที่ไม่มีท่อนจบตายตัว