ตามใจหัวใจที่ยังไม่กล้า
เสียงคีย์บอร์ดกระทบกันถี่ในเช้าวันจันทร์อันหม่นหมอง ขณะที่วรัญญาเหม่อมองผ่านจอคอมฯ มือซ้ายถือแก้วกาแฟที่เย็นชืดมานาน ดีไซน์ออฟฟิศสีขาวเรียบแต่แสงจันทร์อย่างไรก็ไม่มีวันช่วยฮีลความรู้สึกนี้ได้เลย ในขณะที่ในห้อง ธีรภัทรถือแฟ้มกระดาษเข้ามาด้วยใบหน้ายุ่งเหยิงเหมือนเพิ่งผ่านคืนอันยาวนาน
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!“เฮ้ วรัญ รบกวนเช็คยอดบิลนี้ให้หน่อย ของโปรเจกต์ G1 อะ” ธีรภัทรโยนแฟ้มลงโต๊ะฝั่งเธอโดยแทบไม่สบตา
วรัญญาย่นคิ้ว จัดท่าเก็บแฟ้ม “ทีหลังฝากงานก็ช่วยพูดดี ๆ หน่อยเถอะ นี่บริษัทไม่ใช่บ้านนาย”
เขาหลุดหัวเราะห้วน ๆ “ขอโทษครับคุณหัวแข็ง”
เธอถอนหายใจยาว มือเรียวพลิกแฟ้มอย่างระวัง เสียงลมหายใจของธีรภัทรเบากว่าเก่า ก่อนที่เขาจะเดินกลับโต๊ะอย่างไม่สนใจอะไร
เวลาผ่านไปจนเที่ยง ท่ามกลางกลิ่นข้าวกล่องอุ่น ๆ เพื่อนร่วมงานแยกย้ายกันเหมือนเดิม วรัญญานั่งเงียบตรงหน้าต่างเล็ก ๆ ของออฟฟิศ แกะโจ๊กหมูราคาถูก
“กินอะไรวะ” เสียงธีรภัทรดังขึ้นข้าง ๆ เธอขมวดคิ้ว พร้อมกับเขาดึงเก้าอี้มานั่งใกล้ ๆ โดยไม่ขออนุญาต
“โจ๊กหมู สุดยอดเมนูไม่ต้องคิดมาก เหมาะกับวันที่สมองอืดแบบนี้”
เขาครางในคออย่างไม่แน่ใจ “ขอชิมได้ปะ”
เธอยื่นช้อนให้แบบขี้เล่น “ยูใช้ช้อนใหม่ด้วย ไม่งั้นฉันไม่คุยด้วยละ”
บทสนทนาเงียบไป แววตาของทั้งสองดูเหมือนจะไม่พอใจซึ่งกันและกัน แต่ก็แฝงด้วยอะไรบางอย่างที่ทั้งคู่อธิบายไม่ได้
บ่ายนั้นหัวหน้าทีมเดินเข้าห้องประชุมเรียกทั้งสองเข้าไปด้วยกัน แอร์เย็นจนน่าเหน็บหนาว ฝ่ายบริหารสั่งให้วรัญญาและธีรภัทรเป็นหัวหน้าโปรเจกต์ใหม่ “Brand Awareness X” ความคาดหวังสูงลิ่ว เกิดแรงกดดันทันทีที่ประตูปิด
“รบกวนดูแลกันให้ดี อย่าให้มีปัญหาอีกนะ โปรเจกต์นี้เดิมพันสูง”
ทั้งสองสบตากัน วรัญญาขบกราม “อยากทำโปรเจกต์นี้เหรอ”
ธีรภัทรถอนหายใจ “ไม่เลย… แต่คงต้องทำ”
หลังประชุม ทั้งคู่จำต้องนั่งโต๊ะเดียวกันเป็นครั้งแรก นาฬิกาตรงมุมห้องเดินวนเชื่องช้า
“ฉันจะตั้งโครงสร้างงบไว้ให้ นายดูครีเอทีฟ ส่วนที่เหลือเราแชร์ไดรฟ์นะ”
ธีรภัทรพยักหน้าเงียบ ๆ สายตายังค้างอยู่ที่แสงสว่างนอกรั้วหน้าต่าง สักพักจึงพูดเบา ๆ “เธอไม่ชอบฉันใช่ไหม”
วรัญญาหยุดมือ เงียบไป “…เปล่า ฉันแค่ชอบความชัดเจนมั้ง”
บทสนทนาจบลงแบบนั้น เธอกลับโต๊ะไปด้วยความรู้สึกอึดอัด วันนั้นเป็นจุดเริ่มต้นของการทำงานร่วมที่เต็มไปด้วยการเงียบขรึมและเสียงถอนหายใจ
วันถัดมา ธีรภัทรแก้บรีฟงานจนละเอียดจุกจิก วรัญญาตรวจบัญชีจนตาแทบเหลือก เสียงขัดแย้งกันดังประปรายในออฟฟิศ
“ธีร์ มันเกินงบ!” เสียงวรัญญาวิจารณ์ดังขณะที่เขาแก้วิธีการเสนอแบบโลโก้
“แต่มันสวยนะ ลองดูเวอร์ชั่นนี้หน่อยไม่ได้เหรอ” เขาวางตัวอย่างงานออกแบบตรงหน้า
เธอมองโลโก้ สบตาเขา ก่อนจะพูดเสียงขรึม “นายจะอินดี้ทุกเรื่องไม่ได้”
เขายิ้ม “แล้วเธอจะซีเรียสทุกเรื่องทำไมล่ะ”
ความเงียบเข้าปกคลุมรอบโต๊ะ ทั้งสองกลับบ้านด้วยบรรยากาศตึงเครียด ทุกคนในออฟฟิศต่างก็เห็นว่าคู่นี้เหมือนจะหาทางลงรอยกันไม่ได้เลย
ผ่านมาอีกสัปดาห์ โครงการเดินหน้าด้วยเสียงทะเลาะสารพัด พนักงานฝ่ายอื่นเริ่มล้อเลียนว่าคู่นี้ทะเลาะกันเหมือนเด็ก ๆ วรัญญาทำท่าเหมือนไม่สนใจ แต่ลึก ๆ ใจเต้นแรงทุกครั้งที่นึกถึงธีรภัทร
เย็นวันหนึ่ง ธีรภัทรเห็นวรัญญานั่งร้องไห้เบา ๆ ในห้องเล็ก ๆ ข้างคลังอุปกรณ์ เขาเดินเข้าไปนั่งข้าง ๆ เงียบ ๆ
“เป็นอะไรเหรอ” เขาถาม เบาและไม่จ้องตา
วรัญญาสูดลมหายใจลึก “แม่ฉันโทรมาบ่นอีกแล้ว—เรื่องที่บ้าน เรื่องเงิน เรื่องความสำเร็จ”
เขานั่งฟังเงียบ ๆ ไม่พูด ไม่ตัดสินใจปลอบใจ เธอพยายามกลั้นน้ำตาไว้
“ขอโทษที่มาระบาย …นายไม่ต้องสนใจก็ได้”
ธีรภัทรส่ายหน้า มือเขาแตะหลังมือเธอเบา ๆ “มันไม่ใช่เรื่องเล็กสำหรับเธอ ถ้าฉันช่วยได้ ฉันก็อยากช่วย”
วรัญญามองเขา เงียบงัน ดวงตาสั่นไหว
หลังจากนั้น ความสัมพันธ์แปรเปลี่ยน กลายเป็นว่าทั้งสองเริ่มช่วยงานและฟังกันมากขึ้น ต่างคนต่างเริ่มเอาใจใส่ในรายละเอียดเล็กน้อยโดยไม่รู้ตัว
วันหนึ่งวรัญญาแวะเอาชาเย็นมาวางที่โต๊ะธีรภัทร ธีรภัทรยิ้มบาง ๆ
“ขอบใจนะ…”
เธอทำเหมือนไม่คิดอะไร “ไว้เผื่อยูง่วง”
วรัญญาสังเกตธีรภัทรมักเอามือจับข้อมือตัวเองเงียบ ๆ เป็นประจำ เธอระลึกได้ว่าคนที่เคยผ่านอาการแพนิคและซึมเศร้มักมีอาการคล้ายกัน หญิงสาวอยากถามแต่ก็ลังเล
เวลาผ่านไป เหตุการณ์ในออฟฟิศเริ่มส่งผลต่อจิตใจของทั้งสอง เมื่อกำลังเดินไปเติมน้ำ ธีรภัทรพูดขึ้น
“ตกลง…เธอไม่ชอบฉันจริง ๆ เหรอ”
เธอยิ้มขื่น “ไม่ชอบหรอก ฉันก็แค่หมั่นไส้นายนาน ๆ ที”
เขาหัวเราะในลำคอ “ฉันก็เหมือนกัน” เงียบไปนาน จนวรัญญารู้สึกใจเต้นผิดจังหวะ
เรื่องราวในอดีตของธีรภัทรถูกเปิดเผยผ่านภาพถ่ายเก่าในห้องเก็บของ เพื่อนร่วมงานหลายคนซุบซิบเรื่องเขาเคยเป็นดีไซเนอร์ดังแต่พังอนาคตเพราะปัญหาซึมเศร้า วรัญญาทำทีไม่รู้แต่กลับแอบใส่ใจ
วันหนึ่งโปรเจกต์ถูกเจ้านายตำหนิอย่างแรง วรัญญาโทษตัวเอง ธีรภัทรพยายามปกป้องเธอในที่ประชุม ทั้งสองตกอยู่ในความตึงเครียดจนต่างคนต่างห่างกันไป
ระหว่างพักกลางวันวรัญญาพยายามคุยกับธีรภัทร เขาหลบหน้าหลายครั้ง
“เราเป็นทีมเดียวกันใช่ไหม” เธอถามเบา ๆ
“…เธอไม่ต้องห่วง ฉันแค่ไม่โอเคกับตัวเอง” เขาเติมคำหลังเงียบไป “ขอโทษที่ทำให้เธอลำบาก…”
หลังจากนั้นทั้งสองแทบไม่ได้คุยกัน นัก ด้วยความเข้าใจผิดและความเจ็บใจจากอดีตของแต่ละฝ่าย โดยเฉพาะธีรภัทรที่กลัวความล้มเหลวซ้ำอีกครั้ง
วันเสาร์หนึ่ง วรัญญายืนนิ่งบนลานจอดรถหลังเลิกงาน เธอมองแสงไฟจากถนนเปล่งประกายจาง ๆ ธีรภัทรเดินมาเงียบ ๆ
“ถ้าเธอไม่อยากทำงานนี้กับฉันก็ไม่เป็นไรนะ…” เขาพูดเบา ๆ
“แต่ถ้านายไม่สู้ ฉันสู้คนเดียวไม่ไหว” คำพูดออกจากริมฝีปากเธอโดยไม่มองหน้า
เขาเงียบ ราวกับกลืนคำบางอย่างลงไปเสียเฉย ๆ
ผ่านไปหลายวัน สถานการณ์งานตึงเครียดหนักขึ้น ในวันที่เกือบจะเปลี่ยนชีวิตการทำงาน ธีรภัทรตัดสินใจเดินเข้าไปหาเธอที่โต๊ะ
“ขอโทษ… ฉันทำให้เธอลำบากใจ ทุกครั้งที่ฉันถอย เธอเป็นคนดึงฉันกลับมาเสมอ”
วรัญญานิ่งไป “แต่ฉันไม่ใช่คนเก่งขนาดนั้นหรอก ฉันก็เคยผิดพลาดเหมือนกัน…”
ทั้งสองสบตากัน วินาทีนั้นไม่มีเสียงใดนอกจากใจที่เต้น
โปรเจกต์ใกล้จะสิ้นสุด ด้วยความร่วมมือเต็มที่ ทั้งสองสนิทกันมากขึ้น เธอบอกความลับของตัวเองว่าเคยโกงตัวเลขบัญชีเพื่อปกป้องเพื่อน และถูกลงโทษในอดีต ธีรภัทรเผยว่าตนเคยทิ้งงานสำคัญจนชีวิตเสียหายเพราะกลัวล้มเหลว
“เราต่างก็เป็นคนมีตำหนิ” วรัญญายิ้ม “แต่ถ้าเราไม่เคยเจ็บ เราก็คงไม่กล้าเข้าใจใคร”
ในวันนำเสนอผลงานใหญ่ ธีรภัทรลุ้นจนเหงื่อซึม ฝ่ายบริหารยิ้มพึงพอใจ วรัญญากำมือแน่นใต้โต๊ะ เมื่อโปรเจกต์สำเร็จ คนทั้งออฟฟิศเฮ ทั้งสองกลับมานั่งเงียบข้าง ๆ กันอย่างเหนื่อยล้าแต่โล่งใจ
“ขอบใจนะวรัญ ที่อยู่ข้าง ๆ ฉัน”
เธอหัวเราะเบา ๆ “นายเองก็เหมือนกัน”
คืนนั้นทั้งสองเดินกลับพร้อมกันใต้แสงไฟสลัว ๆ บนถนนสายเล็ก ความสัมพันธ์ขยับเข้าใกล้ขึ้นอีกนิดแต่ยังไม่เฟื่องฟูเสียทีเดียว
ตลอดฤดูฝนที่ทั้งสองเติบโตเป็นเพื่อนร่วมงานที่เกื้อหนุนกัน ทุกการทะเลาะกลายเป็นความเข้าใจ ทุกความขัดแย้งกลายเป็นรอยยิ้มบาง ๆ เมื่อยามสายฝนโปรยปราย วรัญญายื่นร่มมาให้ธีรภัทร อีกครั้ง
“ขอบคุณนะที่ไม่รีบไป”
เขามองเธอ เฉย นิ่ง แต่สายตาบอกบางสิ่งที่อัดแน่นจนเกินจะเอื้อนเอ่ย วรัญญาขำ ขณะหัวใจเต้นแรง เธอลังเล … แต่ครั้งนี้เธอกล้าพูดเพื่อยืนยันความรู้สึกของตนเอง
“เราอาจจะไม่ได้รักกันเหมือนในหนัง แต่ถ้าเป็นไปได้…ฉันอยากลองดู”
ธีรภัทรรับร่ม ยิ้มบาง ๆ “งั้นก็…ลองดู”
ทั้งสองเดินเคียงกันใต้ฝน ก้าวช้า ๆ แต่มั่นคง ทอดสายตาไกล โดยไม่รู้เลยว่าทิศทางของชีวิตจะเป็นเช่นไร นอกจากหัวใจที่นิ่งและเชื่อในกันและกันมากขึ้น
เสียงฝนดังกลบคำพูดสุดท้าย แต่สายตาของทั้งคู่บอกทุกสิ่งที่ไม่กล้าพูดออกมา