ฤดูฝนที่ไกลสุดใจ
เสียงฝนตกกระหน่ำบนหลังคาออฟฟิศเรียกสติของขิมให้กลับมาสู่ปัจจุบัน หน้าจอคอมพิวเตอร์ของเธอเต็มไปด้วยแบบร่างโลโก้รุ่นใหม่สำหรับสินค้าไอทีที่บริษัทเพิ่งรับงานมา ขิมดันแว่นตาขอบดำที่มักจะตกลงมาบนสันจมูก ก่อนถอนหายใจ สองมือวางบนคีย์บอร์ดอย่างลังเลแล้วหยุดนิ่งไป
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!เสียงเพื่อนข้างๆ แทรกขึ้น “กินข้าวยังขิม?”
ขิมส่ายหน้า “ยัง…แกไปก่อนเลย เดี๋ยวเราตัดสินใจเรื่องนี้ให้จบก่อน” เธอเสแสร้งยิ้มบางๆ แต่ในตาสะท้อนความล้า
บนชั้นเดียวกัน ภูมินั่งอ่านแบบวิศวกรรมที่ต้องส่งแก้ไข เขานิ่ง นานๆ จะขมวดคิ้ว พลางยกแก้วกาแฟที่เย็นเฉียบจิบ ร่างสูงใหญ่ที่เดินเหินไม่ส่งเสียง วางตัวห่างเหินเหมือนกำแพงที่มีชีวิต คนในออฟฟิศรับรู้ดีว่าเขาพูดแค่เท่าที่จำเป็น เว้นเสียแต่เรื่องงาน
“เอ่อ…ภูมิ สะดวกช่วยดูอินทีเรียตรงนี้ไหมครับ?” เจ หนุ่มไอทีหน้ามนเอ่ยถาม
“วางไว้ เดี๋ยวดูให้” ภูมิพูดเรียบ ไม่มีรอยยิ้ม
สายฝนเริ่มหนักขึ้น เหล่าเพื่อนร่วมงานทยอยออกไปกินข้าว เหลือเพียงเสียงฝน ใต้ไฟนีออนที่สว่างจ้าเกินความจำเป็น
ขิมกวาดสายตาไปยังโต๊ะของภูมิ เธอลังเล เหมือนอยากเอื้อมแต่ไม่ได้กล้า
วันถัดมา ฝนยังตกไม่หยุด ฝ่ายบริหารเรียกประชุมใหญ่เรื่องแคมเปญใหม่ ซีอีโอประกาศให้ทีมวิศวกรรมและทีมดีไซน์จับคู่ร่วมโปรเจกต์ ขิมและภูมิโดนจับคู่กันด้วยความบังเอิญที่เหมือนตั้งใจ
“ขอลองคุยรายละเอียดหน่อยนะคะ” ขิมเอ่ยขึ้นหลังประชุม เมื่อพวกเขาเหลือสองคนในห้องกระจก เสียงฝนกลบเสียงในหัวใจ
ภูมิมองเธอ “ได้ครับ” น้ำเสียงนั้นเหมือนเขาไม่ได้สนใจมากนัก ทั้งที่ความจริงแล้วเขาสังเกตทุกท่าที
ขิมวางแผนงานคร่าวๆ ในไอแพด เธอกำลังจะพูดต่อ แต่ติดค้างกับความลังเล “ฉัน…คือ ฉันยังไม่เคยทำงานกับทีมวิศวกรรมโดยตรง”
ภูมิเงียบสักครู่ ก่อนจะพยักหน้า “ผมก็ไม่เคยทำงานกับดีไซน์แบบนี้เท่าไร เห็นต่างคงต้องคุยกัน ให้มันตรง” นิ้วเคาะโต๊ะเบาๆ
สองสายตาสบกันในกระจก ท่ามกลางเสียงฝน ทั้งคู่รู้อยู่ลึกๆ ว่างานนี้จะเปลี่ยนบางอย่างในชีวิต
อาทิตย์ผ่านไป ท่ามกลางการเร่งงานและความเคร่งเครียด พวกเขามีโอกาสเจอกันบ่อยขึ้น
เช้าวันหนึ่ง ขิมเดินชนภูมิที่หน้าลิฟต์ เสียงแฟ้มหล่นกระจาย “ขอโทษค่ะ!” เธอพูดพลางก้มเก็บ
ภูมิรีบก้มลงช่วยโดยไม่พูดอะไร มือของทั้งสองสัมผัสกันแผ่วเบา ขิมดึงมือกลับ ไอ้อะไรบางอย่างอุ่นรินขึ้นมาในอก
“ขอบคุณนะคะ” เธอเอ่ยเบาๆ พลางหลบสายตา
ภูมิแค่พยักหน้าแต่ในใจย้อนคำพูดหลายรอบ เขาไม่ชินกับการอยู่ใกล้ผู้หญิงที่มีแววตาเหมือนมองทุกอย่างทะลุใจคน ขิมทำให้เขารู้สึกไม่มั่นคงเหมือนแต่ก่อนในความนิ่งของตัวเอง
การประชุมร่วมกันกลายเป็นพื้นที่แปลกใหม่ของทั้งสอง ฝ่ายดีไซน์กับวิศวกรรมเถียงกันเล็กๆ เกี่ยวกับสี โลโก้ หรือการออกแบบกระจกหน้าอาคารใหม่
“อันนี้ถ้าใช้กระจกสะท้อนมากไป มันจะร้อนกับแสงจ้านะคะ” ขิมคัดค้านข้อเสนอของภูมิ
“แต่ถ้าไม่สะท้อนเลย พื้นที่ตรงนั้นจะอับมาก” ภูมิแย้ง กล้ามเนื้อลำคอกระตุกเล็กน้อย
ขิมเหลือบตา โต้กลับด้วยเหตุผล นักออกแบบในตัวเธอเร่งภูมิให้แย้ง กลายเป็นบทสนทนาแห่งการผลัดกันรุกผลัดกันรับที่บางทีก็จบด้วยความเงียบเมื่อใครสักคนยอมถอย
คืนหนึ่ง ฝนยังหล่นไม่ขาด ขิมต้องทำงานดึก เธอพบภูมินั่งอยู่มุมห้องประชุม กลิ่นกาแฟกับเพลงแจ๊สเบาๆ คลอ เธอหยุดยืนมองเงาของเขาบนกระจก รู้สึกอยากเข้าใกล้ ทั้งที่ไม่รู้เหตุผล
“ยังไม่กลับอีกเหรอ” ขิมถามแต่ไม่ได้คาดหวังคำตอบ
ภูมิเงยหน้าจากแปลน ทำท่าลังเล ก่อนจะพูด “ผมไม่ชอบกลับบ้านตอนฝนตก” เสียงเขาแผ่วลง เหมือนพูดกับตัวเองมากกว่า
ขิมจับประเด็น “กลัวฝนเหรอ”
ภูมิยิ้มเล็กน้อย “ไม่…แค่ไม่ชอบ ต้องขับรถช้า มองทางไม่ถนัด”
บทสนทนาเงียบ ขิมเดินไปนั่งลงอีกฝั่ง ไม่ถามต่อ แต่แบ่งปันความเงียบกับเขา
อาทิตย์ต่อมา ความใกล้ชิดขิมกับภูมิยังคงเกิดขึ้นจากการได้ร่วมแก้ปัญหาและรับมือกับแรงกดดันทั้งในโปรเจกต์และจากผู้บริหาร การอยู่ยืนหยัดด้วยกันภายใต้แรงกดอากาศเสมือนฝนตกในใจสม่ำเสมอ
วันหนึ่ง หลังเลิกงาน ฝนเทเหมือนฟ้าถล่ม ทั้งสองติดอยู่ที่ป้ายรถเมล์หน้าออฟฟิศ
“ตอนเด็กฉันชอบออกไปเดินตากฝน แต่โตมาถึงไม่ชอบเปียกฝนเหมือนเดิม” ขิมพูดเบาๆ ราวสารภาพความรู้สึกในหัวใจ
ภูมิฟังแล้วเงียบ สายฝนสาดกระเซ็นเข้าใกล้เจาะความเปลือยในใจเขา
“ผมคิดว่าบางที คนบางคนก็ต้องเปียกฝนก่อนถึงจะรู้ว่าชอบหรือไม่ชอบ” เขาพูด แล้วต่อท้ายเบาๆ “ผมไม่ค่อยแน่ใจเหมือนกัน”
ขิมหัวเราะความเงอะงะนั้น “เห็นนายเงียบๆ จริงๆ ก็มีมุมแบบนี้นะ”
ภูมิมองเธอ คล้ายหาคำพูด
ในความเงียบนั้น ฝนพัดเอาความรู้สึกล่องลอยออกมา เคมีบางอย่างระหว่างทั้งสองเริ่มชัดเจนขึ้นแม้ไม่มีใครกล้าแตะต้อง
โปรเจกต์คืบหน้า วันเวลาผ่านไป พวกเขาเริ่มแบ่งปันเรื่องส่วนตัวกันมากขึ้นทีละน้อย
“พ่อฉันเสียตอนมัธยม ฉันเลยชอบอยู่เงียบๆ ทำอะไรคนเดียว” ขิมสารภาพในคืนหนึ่งที่ออฟฟิศว่างเปล่า
“ผมก็…มีปัญหากับพ่อเหมือนกัน” ภูมิพูดช้าๆ “ผมหนีบ้านมาเรียนวิศวะ พ่ออยากให้เป็นหมอ”
ความรู้สึกผิดกับอดีตประทับลึกในน้ำเสียง พวกเขาเปิดแผลซึ่งกันและกันอย่างค่อยเป็นค่อยไป ไม่มีเสียงปลอบโยนง่ายๆ มีแต่ความเข้าใจและความเงียบที่รับฟัง
หลังคืนดังกล่าว ทั้งคู่สนิทกันมากขึ้น ทว่าความลังเลยังติดค้างอยู่ในแต่ละสายตาที่สบกันยามพบเจอ
ผ่านไปหลายวันโปรเจกต์สำเร็จ ขิมกับภูมิโดนเรียกเข้าไปนำเสนอหน้าผู้บริหาร งานราบรื่น แต่ระหว่างนั้น ข่าวลือเกี่ยวกับความสัมพันธ์ของทั้งสองแพร่กระจายในออฟฟิศอย่างรวดเร็ว
กลุ่มเพื่อนในออฟฟิศเริ่มแซวขิม “ระวังใจเธอไว้ดีๆ นะ”
ขิมหัวเราะรับแต่ในใจแอบเต้นแรง ทุกคนคิดว่าเธอเดินตามหัวใจตัวเอง ทั้งที่ในความจริงเธอยังสับสน เพราะอดีตครั้งรักผิดหวังครั้งนั้นยังฝังใจ
ฝ่ายภูมิเองก็โดนเพื่อนดึงไปถาม “มึงว่าไงกับขิมวะ สนิทกันเกินไปแล้ว”
“ก็แค่เพื่อนร่วมงาน” ภูมิตอบเสียงเรียบ ทั้งที่ในใจเขาไม่แน่ใจว่ามันใช่แล้วหรือเปล่า
เมื่อโปรเจกต์จบลง ผู้บริหารมอบทุนให้ขิมสำหรับไปต่อยอดงานกราฟิกที่ต่างประเทศ ส่วนภูมิถูกเสนอเลื่อนตำแหน่งใหญ่—แต่มีข้อแม้ว่าต้องย้ายไปดูแลสาขาภาคเหนือ
ช่วงเวลาหลังโปรเจกต์ ความห่างกายระหว่างทั้งคู่เริ่มเพิ่มขึ้น ทั้งด้วยงานที่มากขึ้นและอนาคตที่ไม่อาจคาดเดา ขิมหลีกเลี่ยงการคุยกับภูมิ เธอรับงานพิเศษ อ้างว่าต้องเตรียมไฟล์ส่งเมืองนอก
วันสุดท้ายก่อนแยกย้าย ภูมิลุกมานั่งที่โต๊ะขิม หลังเงียบกันมาหลายวัน
เขาเอ่ยขึ้นเบาๆ “ถ้าต้องเลือกนายจะเลือกอะไร ระหว่างความฝันกับ…”
ขิมนิ่ง อ้ำอึ้ง มือสั่น “ฉันยังไม่รู้…นายล่ะ?”
ภูมิก้มหน้า บีบนิ้วตัวเอง “ผมก็ไม่รู้…” ความเงียบยาวนานขึงตรงกลางพวกเขา
สุดท้ายภูมิแค่พยักหน้าช้าๆ “ขอให้โชคดีนะ”
ขิมหัวเราะกลบเกลื่อน ทั้งที่น้ำตาเอ่อเต็มขอบตา เธอเอ่ยลาเบาๆ แล้วลุกจากโต๊ะที่นั่งคู่กันมาหลายเดือน
สองเดือนต่อมา ลอนดอน—เสียงฝนตกพรำคุ้นเคย ขิมซุกตัวในห้องพักขนาดเล็ก เปิดดูอีเมลจากภูมิที่มีแค่รูปหยาดฝนบนกระจก กำกับข้อความสั้นๆ ว่า “ฝากฝนเมืองไทยไว้ให้ด้วย”
เธอกดพิมพ์ตอบ ลบอยู่นานก่อนจะส่งเพียง “ที่นี่ก็ฝนตกเหมือนกัน”
ภูมิในเชียงใหม่ เดินขึ้นดาดฟ้าตึก เอนหลังทอดมองสายฝนที่หลังเขา วางมือถือไว้ข้างตัว แววตาแปลกไป
ผ่านไปอีกเดือน การติดต่อห่างลงจนเหมือนจะขาดหาย ขิมทุ่มเทให้กับผลงาน ระหว่างคืนเหน็บหนาวที่ลอนดอน เธอนั่งดูรูปเก่าๆ ระหว่างที่ยิ้มให้กับอดีตอย่างเจ็บปวด ไฟในใจค่อยๆ หรี่ลง
คืนหนึ่ง ขิมร้องไห้ให้กับอดีตกับรักที่ไม่ได้เลือก เธอตัดสินใจเขียนอีเมลยาวเป็นครั้งแรก “ฉันยังกลัวการเริ่มต้นใหม่ ฉันยังคิดถึงนาย…แต่ไม่รู้จะต้องทำยังไงกับชีวิตนี้เหมือนกัน”
เช้าวันถัดมา ภูมิเปิดอ่าน พิมพ์กลับสั้นๆ “ผมก็กลัวเหมือนกัน แต่ไม่เป็นไร ถ้ามันคือฝน ก็ปล่อยมันตกในใจเรานานเท่าที่อยากจะร้อง”
ทั้งสองเริ่มติดต่อกันบ่อยขึ้นทีละน้อย บทสนทนากระชับขึ้นเหมือนคนเข้าใจอดีตของกันและกันจริงๆ
ฤดูฝนวนกลับมาอีกครั้ง ความเงียบงันระหว่างขิมกับภูมิแปรเป็นบทสนทนาสั้นๆ ที่มีความหมาย
วันหนึ่งที่ลอนดอน ขิมได้รับพัสดุเป็นร่มพับเล็กๆ สีดำ ตัวอักษรจางๆ บนด้ามเขียนว่า “ฝนที่นี่เป็นยังไง”
เธอหยิบมือถือขึ้นพิมพ์ “ถึงฝนจะไม่เหมือนบ้านเรา…แต่ฉันคิดถึงคนถือร่ม”
ภูมินั่งข้างหน้าต่าง ห้องพักเล็กๆ ที่เชียงใหม่ รอยยิ้มบางผุดขึ้นบนใบหน้าครั้งแรกในรอบปี เขาตอบกลับ “ฉันยังรอวันที่เราจะเดินตากฝนด้วยกันอีก”
ความกล้าที่จะยอมรับอดีตและให้อภัยตัวเองเกิดขึ้นในหัวใจของทั้งสอง สักวันหนึ่ง เมื่อฝนหยุดตก พวกเขาจะกล้าเดินข้ามอดีตไปสู่กันและกัน
และฤดูฝนนั้น…กลายเป็นคำสัญญาที่รอวันจะกลับมาเดินด้วยกันอีกครั้ง