แสงสีระหว่างเรา
เสียงดีดนิ้วกับเสียงตะโกนเรียกประชุมดังขึ้นกลางออฟฟิศ บริษัทออกแบบไฟชื่อดังที่ใครๆ ก็อยากเข้าทำงาน แต่สำหรับฟ้าใส ผู้หญิงตัวเล็กทว่าเงียบขรึม เธอกลับเลือกนั่งอยู่หน้าคอมพิวเตอร์ ไม่หันไปร่วมวงสนทนาใหญ่ตรงกลาง
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!“ฟ้าใส! รับรู้ปัญหาในทีมบ้างมั้ย?” หมอก หัวหน้าโปรเจกต์ เดินเข้ามาพร้อมไฟล์ในมือ น้ำเสียงของเขามักติดประชดเสมอ ทุกคนในออฟฟิศต่างรู้จักกันดีในเรื่องความเป๊ะของหมอก แม้เขาจะไม่ค่อยยิ้ม แต่เหล่าพนักงานกลับศรัทธาในการตัดสินใจเด็ดขาดของเขา
หญิงสาวยกมือขึ้นเหมือนจะพูด แต่กลืนคำลงคอ “ขอโทษค่ะ…ฉันคิดว่ายังตรวจแบบไฟไม่เสร็จ” เธอสบตากับหมอกแว็บเดียวแล้วก้มลงมองกระดาษตรงหน้า
หมอกขมวดคิ้ว ส่งเสียงถอนหายใจเบา ๆ “เธอชอบหลบหลังคอมพิวเตอร์ ไม่ชอบสื่อสารกับคนอื่นแบบนี้แหละ ถึงไม่เคยได้โชว์ผลงานใหญ่ซักที”
การประชุมเริ่มต่อท่ามกลางเสียงซุบซิบ ฟ้าใสขยับตัวน้อย ๆ ฝ่ามือเย็นเฉียบ หัวใจเต้นระส่ำ—ทุกครั้งที่หมอกประชด เธอมักรู้สึกตัวเล็กลงเรื่อยๆ
เมื่อเลิกประชุม หมอกเดินมาหยุดข้างโต๊ะฟ้าใส เห็นตารางงานที่เธอจดไว้ระเอียด “เราได้โปรเจกต์ติดตั้งไฟแลนด์มาร์คเมืองใหม่ ผมอยากให้ทีมคุณลองเสนอแนวคิดบ้าง เธอไหวหรือเปล่า?”
“…ฉันจะลองค่ะ” ฟ้าใสบังคับเสียงให้มั่นคงถึงแม้ใจจะไม่มั่นใจเองเลย
เขารีบเสริม “แต่ถ้าคิดว่าไม่ไหว บอกนะ ผมไม่อยากให้ทีมฉุดทั้งโปรเจกต์”
เธอเงียบ มุมปากเม้มอย่างคนกำลังขบคิด
คืนนั้นฟ้าใสกลับถึงคอนโด ปิดไฟในห้องนั่งเล่น เหลือแค่แสงไฟ LED สีส้มส่องผนัง เธอนั่งบนเก้าอี้ พร้อมร่างแบบไฟ โยนทิ้งไปทีละแผ่นเพราะไม่ถูกใจตัวเอง
ภาพอดีตผุดขึ้นมา แม่ของเธอเคยพูดว่า “คนเก่งต้องกล้าสื่อสาร ไม่งั้นก็เป็นได้แค่เบื้องหลัง”
รุ่งเช้า เธอมาทำงานเร็ว นั่งปรับเส้นสายไฟในแบบอยู่นาน หลายชั่วโมง แววตาหมอกโลมเลียบผ่านมา ผ่านตาเธอด้วยสีหน้าบอกไม่ถูก
พักเที่ยง หมอกเดินเข้ามาขอชวนทานข้าวกลุ่ม เธอกลัวคนเยอะ เลยปฏิเสธ
“เธอมันเหมือนกลัวโลก” เขาว่าเบา ๆ กึ่งประชดกึ่งเป็นห่วง “ถ้าอยากโตในสายงานนี้ คงต้องกล้าเปลี่ยนตัวเองบ้างนะ”
เธอไม่ตอบ นัยน์ตาเจ็บปวด
อีกสองวันต่อมา วันนำเสนอแนวคิด ทีมของเธอลุกขึ้นพูดแบบไฟ ดวงตาเธอกวาดไปยังหมอกซึ่งนั่งไขว้แขนดูอยู่ เธอพูดติด ๆ ขัด ๆ เสียงเบาจนต้องให้อีกคนในทีมพูดต่อ
หมอกมองมาด้วยสายตาผิดหวัง แต่ไม่ได้พูดซ้ำเติม
หลังประชุมจบ เขาเดินมา “อย่าเสียใจที่พูดไม่ได้ในวันนี้ ยังดีที่กล้าเริ่ม พรุ่งนี้ลองใหม่” ก่อนหมุนตัวไป
วันต่อ ๆ มา ฟ้าใสฝึกพูดกับกระจก แอบอัดเสียงแล้วฟังซ้ำ ด้านหมอกเองก็เผชิญแรงกดดันจากผู้บริหารเรื่องเวลาและงบ เขานั่งดึก ทำเอกสารแก้ แล้วพ่นลมหายใจแรง ๆ เพราะกลัวจะล้มโปรเจกต์
หนึ่งสัปดาห์ผ่านไป ทีมฟ้าใสเริ่มคุยกันบ่อยขึ้น เธอหัวเราะกับเพื่อนในทีม แม้เสียงจะเบาแต่เห็นรอยยิ้มหมอกตอนแอบมองจากอีกฝั่ง
เย็นวันหนึ่ง หมอกเดินมาหาเธอตอนเก็บของ “ถ้าผมเติบโตจากข้อผิดพลาดตัวเองได้ เธอก็ทำได้เหมือนกัน ฟ้าใส” เขาพูดเสียงนุ่มจริงจังเป็นพิเศษ
เธอชะงักก่อนตอบ “แล้วนาย…กลัวความล้มเหลวจริงไหม?”
“ทุกคนกลัวทั้งนั้น แต่คนที่ฝืนหน้าไว้เท่านั้นแหละ ถึงได้ดูไม่กลัว” เขาเหลือบตาลง เหมือนเห็นภาพตัวเองในอดีต เขาเคยสูญเสียทีมจากการตัดสินใจผิด งานใหญ่สุดในชีวิตถูกยกเลิกเพราะความหัวแข็งไม่ฟังใคร ตั้งแต่นั้นมา เขาจึงใส่ใจทุกรายละเอียดและกลายเป็น ‘หัวหน้าโปรเจกต์ที่ไม่มีหัวใจ’
ฟ้าใสรับรู้แววเจ็บในดวงตานั้น
โปรเจกต์ผ่านไปกลางเสียงตึงเครียด วันหนึ่งเกิดปัญหาไฟ LED ถูกส่งผิดสเปค คนในทีมโทษกันเอง หมอกต้องเข้าเคลียร์ ใบหน้าหงุดหงิด วางแฟ้มลงดังๆ “ถ้าไม่รวมทีมกันเราจะพังหมด!”
ฟ้าใสรวบรวมความกล้าเสนอตัว “ฉันไปเจรจากับซัพพลายเออร์เองค่ะ ขอเวลาให้สักวันเดียว”
ทีมสงสัย เธอก้มหน้าก่อนสบตาหมอกด้วยแววขอความเชื่อใจ
“เอาสิ ลองดู” เสียงเขาเรียบแต่สีตาหนักแน่นให้กำลังใจลึก ๆ
วันรุ่งขึ้น ฟ้าใสสั่นกลัวแต่กัดฟันโทรหา ประสานงาน จนไฟชุดใหม่ถูกส่งมาในที่สุด ทีมเฮกันลั่น เธอยิ้มอย่างภูมิใจในตัวเอง หมอกเดินมาหยุดข้างๆ “เห็นไหม เธอทำได้”
ทั้งสองเริ่มคุยกันเรื่องโปรเจกต์มากขึ้น จากที่เคยกระแนะกระแหน กลายเป็นการปรึกษาหารือ เธอเริ่มขอความคิดเห็น หมอกตอบด้วยความใส่ใจขึ้นเรื่อย ๆ
และคืนนั้น ทั้งทีมทำงานจนดึก หมอกสั่งพิซซ่าส่งมา ฟ้าใสแอบยิ้มขณะทุกคนนั่งล้อมวง เธอลังเลแต่ในที่สุดก็ลุกไปนั่งข้างหมอก
“นี่ ฉัน…ไม่เก่งเรื่องคุยกับคน แต่พยายามอยู่นะ” เธอพูดเบา ๆ
หมอกหันมามอง พลางยื่นชิ้นพิซซ่าให้ “อย่างน้อยวันนี้เธอกล้ามานั่งตรงนี้แล้วนะ”
เกิดความเงียบอึดใจ เพื่อนในทีมแซวเสียงดัง เธอหัวเราะเบา ๆ กลับไป
โปรเจกต์ใกล้วันติดตั้ง ผู้บริหารสั่งร่นเวลา หมอกเครียดหนัก ขังตัวในห้องประชุมไม่ออกมาหลายชั่วโมง โทรศัพท์ตัดสายแล้วตัดสายอีก ฟ้าใสสังเกตเห็น เข้าหาแม้ลังเล
“หมอก…นายโอเคหรือเปล่า” เธอกลั้นใจถาม
เขาเงียบ จ้องออกไปนอกหน้าต่างยาว “บางทีมันก็…เหมือนทำทุกอย่างแล้วแต่ยังล้มเหลว ผมไม่อยากทำพลาดอีก”
ฟ้าใสคิด ก่อนพูด “แต่ตอนนี้นายไม่ได้อยู่คนเดียวแล้วนะ”
หมอกค่อยๆ เงยหน้ามอง ดวงตาอ่อนลงอย่างช้าๆ
คืนก่อนวันติดตั้งฝนตกหนัก หมอกอยู่คนเดียว พยายามตรวจแบบไฟรอบสุดท้าย เห็นเฟรมหนึ่งที่ฟ้าใสออกแบบซ้อนกับแบบดั้งเดิม เขาครุ่นคิด แล้วหยิบมือถือโทรหาเธอ
“ฟ้าใส แบบที่เธอเสนอมา ผมกำลังคิดว่าถ้าเลือกแบบเธอจริงงานจะดูโดดเด่นขึ้น”
ฟ้าใสวน้ำเสียงสั่น “นายเชื่อใจฉันเหรอ”
หมอกนิ่งไปแวบ “ใช่ ผมเชื่อใจเธอ”
วันติดตั้งไฟจริง ทุกคนลุ้นมาก ฟ้าใสวนิ้วมือลูบหินก้อนหนึ่งในกระเป๋า สัญลักษณ์ของความกลัวที่เธอพกไว้เสมอ หมอกเดินมาอยู่เคียงข้าง
“ถ้าเราพลาด ผมอยากให้พลาดด้วยกันนะ” เขายิ้มจางๆ ฟ้าใสยิ้มตอบ
แสงไฟใหม่ฉายขึ้นกลางลานเมือง ผู้คนชื่นชมผลงาน หนึ่งในนั้นคือแม่ของฟ้าใส เธอเดินเข้ามากอดลูกสาว น้ำตาคลอ “ลูกแม่กล้าแสดงออกซะที” ฟ้าใสตัวสั่น กอดตอบ
คืนเฉลิมฉลอง หมอกเดินออกจากวงเพื่อน ๆ มายืนข้างฟ้าใส ใต้ไฟ LED ส่องแสงเหนือศีรษะ
ฟ้าใสสบตากับเขา แววตาเต็มไปด้วยคำถาม
“นาย…เคยคิดที่จะยอมแพ้ไหม” เธอถามอย่างกล้าหาญมากกว่าทุกครั้ง
หมอกนิ่ง คำตอบติดอยู่ตรงลำคอ เขาขยับปากจะพูดอะไรแต่เงียบ
ในที่สุดเขาเอื้อมจับมือเธอ หลายวินาทีกว่าจะพูดออกมา “ถ้าไม่มีเธอในทีมนี้ ผมอาจจะยอมแพ้ไปแล้ว”
ฟ้าใสหัวเราะเบา ๆ อย่างคนที่ร้องไห้จนหัวใจเบา หัวใจทั้งสองดวงค่อย ๆ ส่องประกาย รับรู้กันโดยไม่ต้องสารภาพชัดเจน
แสงไฟในเมืองยังคงส่องอยู่ แต่ในหัวใจของฟ้าใสและหมอก แสงใหม่ค่อย ๆ ก่อเกิดระหว่างเรา