ฝันอันไร้ขอบเขต
เสียงฟ้าผ่าแทรกผ่านม่านฝนในคืนนี้ ดนตรีธรรมชาติเบื้องลึกดังสะท้อนเข้าห้องไม้เก่าท่ามกลางป่าฝน รัช เด็กชายวัยสิบสี่ปีไถลตัวขึ้นจากเตียงฟังเสียงแต่ละจังหวะ ราวกับมันกำลังบอกอะไรเขา
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!แม่จุดตะเกียงน้ำมันที่รับแสงสะท้อนรำไร รัชเดินไปชะเง้อมองนอกหน้าต่าง ป่ารอบบ้านอยู่ในม่านฝนหนาทึบ แสงสีฟ้าของสายฟ้าบางทีสว่างวาบจนนึกว่าเมืองกลางป่าอันลึกลับแห่งนี้กำลังจะถูกเปิดเผยเสียที
“พ่อไปไหนอีกแล้ว?” เสียงรัชถามกระซิบ ความเหงาแฝงอยู่ในความเงียบ แม่ถอนลมหายใจและเอ่ยช้า ๆ ว่า พ่ออาจมีเรื่องที่ต้องไปทำ เหมือนทุกครั้ง กลิ่นชาเย็นหอมจาง ๆ ลอยตลบในห้อง
รัชหยิบเสื้อกันฝนห่มไหล่ เสียงระฆังลมดังแกว่งไปมา เขาสูดลมหายใจลึก มองไปยังความมืดดำเบื้องหน้า ราวกับจะกลืนทุกความหวังที่หลุดออกจากมือ
กลางคืนผ่านไปช้า ๆ ราวกับเวลาหยุดนิ่ง รัชนั่งฝันกลางวัน รอคอยให้แสงสว่างเยือน ขณะนั้นเอง เสียงประหลาดคล้ายเครื่องยนต์สะท้อนจากป่าลึก รัชลุกตั้งใจเงี่ยหูฟัง ละสายตาจากเพดานไม้มาสู่ทิศทางเสียง
เช้าวันรุ่งขึ้น ข่าวลือกระจายในหมู่บ้านเล็ก ๆ ดำรงต์ พ่อของรัชยังไม่กลับมาจากการสำรวจป่า ร่องรอยสุดท้ายอยู่ตรงริมลำธารใกล้ชายป่า ฝูงชาวบ้านแตกตื่น ผู้นำหมู่บ้านซึ่งแววตาอ่อนโยนแต่เด็ดขาดชวนกลุ่มค้นหาออกเดินทาง
“แม่ ผมขอไปด้วย” รัชพูดด้วยเสียงสั่น ไม่ให้น้ำตาซึมออกมา แม่มองเขาอย่างลังเล ก่อนจะก้มลง เขย่าไหล่ลูกเบา ๆ “เจ้าโตพอจะเข้าไปในป่าได้แล้วหรอ?”
“ผม…ผมไม่อยากนั่งรอ ผมต้องเจอพ่อ”
แม่ไม่ผลักไส กลับสวมกอดเขาไว้แน่นกว่าทุกวัน น้ำหนักความรักและห่วงหาแฝงอยู่ในการสัมผัสนั้น เธอยื่นผ้าพันคอสีเก่าที่ปักชื่อรัชกับมืออีกข้างหนึ่ง “ถ้าเจออะไรผิดปกติ อย่าวิ่งเข้าหา”
ฝนยังไม่หยุดตกดี ขณะรัชเดินเคียงกับกลุ่มค้นหา กลิ่นดินเปื้อนโคลนและเสียงสัตว์กลางป่าทำให้เขาหายใจติดขัด ผู้นำกลุ่มหยิบแผนที่ดิจิทัลขนาดเล็กยื่นให้ “กล้องตัวนี้จับรังสีที่มองไม่เห็น นายช่วยถือไว้นะ”
ระหว่างทาง รัชเห็นเส้นแสงประหลาดล่องลอยคล้ายเส้นใยในอากาศ ทุกฝีเท้าที่เขาก้าว กลิ่นอายบางอย่างแปลกประหลาดแผ่ซ่านในอก
ป่าด้านในลึก เงากระพริบวูบวาบบางครั้งราวกับเงาคน วิทยุสื่อสารติดขัด ท้องฟ้าซีดจาง รัชเดินตามเบาะแส ก้อนหินมีเครื่องหมายประหลาดรูปวงกลมซ้อนกันอยู่ ปู่ฉาย หนึ่งในกลุ่มหัวเราะเบา “นี่พวกเจ้าคิดว่าผีหรือมนุษย์จะทำ”
“ผมว่ามัน…ไม่เหมือนอะไรเลยที่ผมเคยเห็น” รัชพูด ตาค้างอย่างครุ่นคิด
ผ่านไปหลายชั่วโมง ฝูงชาวบ้านแยกย้ายตามแนวสันเขา รัชเริ่มหลุดออกจากกลุ่มไร้การติดต่อ สัญญาณขาดหาย เสียงประหลาดเหมือนสิ่งบางอย่างกำลังตามหลังเขาขณะที่ฝนเบาลง
“รัช นายโอเคไหม?” เสียงโนห์รา เพื่อนรุ่นเดียวกันเดินข้ามมา เสียงเธอกังวลแต่พยายามทำเหมือนไม่กลัว
“ผมรู้สึกแปลก ๆ เหมือนเราถูกจ้องมอง”
เงียบไปสักพัก โนห์ราสบตารัช “บางที สิ่งที่เรากลัว มันอาจไม่ได้น่ากลัวอย่างที่คิดนะ”
“แต่ถ้าพ่อผมหาย…ถ้าเขาไม่กลับมา ผมจะอยู่ยังไง” น้ำเสียงรัชสั่น
“นายยังมีแม่ มีฉัน มีทุกคน” เธอแตะแขนเขาเบา ๆ
ภาพความทรงจำแม่กับรัชในวัยเด็กปะปนขึ้นมาในหัว บทสนทนาเงียบงันชั่วครู่กลางกลิ่นหมอก
“เราควรกลับเข้ากลุ่มไหม?” โนห์ราถาม
รัชนิ่งคิด สายตาเขามุ่งตรงลึกเข้าไปข้างหน้า “ไม่ ผมต้องหาให้พบ ผมรู้…ผมรู้ว่าพ่อยังอยู่ที่นี่”
เขาก้มหน้าก้มตาก้าวย่ำโคลนต่อ แทนคนนำ
ไฟรอบใบไม้ตะวันกำลังจะตกดิน เงามืดเริ่มยืดยาว รัชสังเกตเห็นแสงอ่อนเรืองแฝงออกมาจากซากไม้ใหญ่ ลมหายใจเขาขาดห้วง เขาเอื้อมมือไปสัมผัสเส้นแสง มันสั่นสะเทือนเหมือนสั่นประสาทโลกตัวเอง วูบเดียวกันนั้น โนห์ราเอื้อมมากุมมือเขาไว้ “อย่าทำอะไรเสี่ยง”
แต่รัชกลับพลิกฝ่ามือ สัมผัสเส้นแสง ในชั่วขณะหนึ่ง เขาได้ภาพสั้น ๆ เห็นพ่อยืนจ้องมองเข้ามา น้ำตาไหลอาบแก้ม
การเดินทางคืนแรกผ่านไปพวกเขาตั้งแคมป์ชั่วคราว แสงไฟกองไม้ให้ความอบอุ่น รัชนอนฟังเสียงหัวใจตัวเอง ธรรมชาติเหนือจริงกำลังเล่นตลกกับความรู้สึก ไม่รู้ว่าพรุ่งนี้จะต้องเจออะไร
รุ่งเช้า สัญญาณโทรศัพท์ยังเงียบ ทุกคนดูเหน็ดเหนื่อยและเริ่มระแวงกันเอง เสียงกระซิบเรื่องเงาและรอยเท้าประหลาดรอบแคมป์เหลวไหลและไร้ที่มา ปู่ฉายเดินถือขวดน้ำมาให้รัช “กลัวอะไรที่สุด
“กลัว…ว่าถ้าเจอพ่อ ผมจะไม่กล้าถามในสิ่งที่อยากรู้อีกเลย”
ปู่ฉายหัวเราะเบา ๆ “แม้แต่ความกลัว นายก็กล้าพูดออกมาแล้ว”
ขณะเดินทางต่อ รัชกับโนห์ราหลงทางจากกลุ่ม เสียงฝนเริ่มกลับมาอีกครั้ง ต้นไม้สูงใหญ่บดบังท้องฟ้า พลันพวกเขาเจอรอยเลือดสดใหม่ลากยาวไปทางมอสหนานุ่ม “อย่าเดินตาม…อะไรที่ยังสด ๆ ไม่น่าใช่พ่อหรอกมั้ง” โนห์ราติง
แต่รัชเหมือนถูกแรงอะไรบางอย่างผลักดัน เขาลุยเข้าไปด้วยความใจสั่น มือกำผ้าพันคอแน่น เขาค่อย ๆ ยืนสงบนิ่ง มองเข้าไปในโพรงไม้ใหญ่
ในเงามืดนั้น สิ่งที่ปรากฏไม่ใช่พ่อ แต่เป็นวัตถุกล้องทรงกลมเรืองแสงลอยอยู่กลางอากาศ ฉากแสงเปลี่ยนสีเหมือนเชื่อมต่อกับจิตใจเขา ภาพในหัวเริ่มไหลย้อนกลับ รัชเห็นภาพตนเองเมื่อวัยห้าขวบ วิ่งตามพ่อ ขณะมืออีกข้างแตะเทปบันทึกเสียงเก่าในฝัน
ราเมศ ผู้ลึกลับตัวเตี้ยท่าทางเจ้าปัญหาโผล่มาพร้อมรอยยิ้ม “เจ้านั่น เอาไว้คุยกับผี หรือกับอดีต” เขายักคิ้ว “นายเคยสงสัยไหมว่าในป่ามีอะไรที่ไม่ต้องการให้คนค้นพบ?”
รัชเดินเข้าไปอย่างระมัดระวัง “ถ้าเราตามหาความจริงไปเรื่อย ๆ วันหนึ่งเราจะเจอ…จริงหรือเปล่า?”
ราเมศยักไหล่ “หรืออาจพบแต่ความกลัวของตัวเอง”
โนห์ราเบนสายตา “นายเคยคิดจะหยุดตามหาไหม รัช?”
รัชส่ายหน้า น้ำเสียงกร้าวขึ้นเล็กน้อย “ถ้าผมหยุด ก็คงไม่ใช่ผม”
ในระหว่างนั้น มีเสียงร้องวูบวาบจากหัวโนห์รา “ใจเย็น ๆ ฟังเสียงหัวใจตัวเองให้ดี” ลมหายใจของเธอสั่นคลอน รัชก็รู้สึกถึงแรงกดดันถาโถม
พวกเขาเริ่มรู้ว่าสิ่งที่ล่องลอยในป่าคือเทคโนโลยีเก่าที่ถูกปล่อยทิ้งและบิดเบือนจนมีชีวิตเหมือนกับจิตวิญญาณ มันกำลังมองพวกเขาเหมือนที่พวกเขามองมัน
ทั้งสามซ่อนตัวแนบกับโขดหิน โนห์ราถามขึ้น “ถ้าเจอพ่อ แล้วนายยังกลัวอะไรอยู่?”
“กลัว…กลัวว่าความจริงจะเปลี่ยนทุกอย่างที่เราเชื่อ” รัชกระซิบ
ราเมศกวาดมองป่ารอบตัว “โลกนี้ไม่มีขอบเขตหรอก อย่าใช้หัวใจสร้างกำแพง”
ช่วงหัวค่ำ พวกเขากลับมาเจอกลุ่มหลักที่กำลังแตกแยกเพราะความกลัว บางคนไม่อยากเดินต่อ ผู้นำกลุ่มประกาศว่าพรุ่งนี้จะย้อนทางกลับถ้ายังไม่พบร่องรอย
ในคืนมืด รัชได้ยินเสียงตะโกนไกล ๆ คล้ายเสียงพ่อ ทุกคนลุกฮือขึ้น แสงจากกล้องรังสีวูบวาบไล่ตามเสียง เหมือนมีอะไรบางอย่างเล่นอยู่ในความมืด
รัชตะโกนตอบกลับ น้ำเสียงปนสะอื้น “พ่อ! ผมอยู่ที่นี่!”
หลังเหตุโกลาหล ทุกอย่างเงียบงัน รัชนั่งนิ่งฝังความรู้สึกผิด ฉุดคิดในใจว่าความกลัวอาจเป็นเพียงส่วนหนึ่งของสิ่งที่เขาต้องข้ามผ่าน
รุ่งเช้าอากาศเย็นตัด รัชเริ่ม …