เงาสีขาวแห่งธารน้ำแข็ง
เสียงหวีดหวานของลมหนาวทะลุผ่านกระจกแผ่นบาง บานหน้าต่างไม้สนกรอบเก่าของบ้านชาวประมงหลังเล็กริมธารน้ำแข็งสั่นไหวทุกครั้งที่ลมพัด หิมะตกหนาจนถนนแคบระหว่างบ้านแทบมองไม่เห็นรอยรองเท้า ปานวาด หญิงวัยสามสิบหกผมสั้นเกรียน และ นที ลูกชายวัยสิบเจ็ดปี ในเสื้อกันหนาวเก่าๆ นั่งกอดเข่าหันหลังให้กันอยู่กลางห้อง พื้นกระดานเก่ากรุ่นกลิ่นน้ำมันสนจางๆ ปนกับกลิ่นปลารมควันเก่าแก่ที่ติดบ้าน
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!นทีเหลือบตามองแม่ แววตาเต็มไปด้วยคำถาม เขาอยากถามเรื่องพ่อ อยากรู้ว่าทำไมจู่ๆ ต้องย้ายมาอยู่หมู่บ้านหิมะห่างไกลหลังจากเหตุการณ์วันนั้นที่กรุงเทพฯ แต่ทุกครั้งที่ปากจะเอื้อนเอ่ย ก็ถูกดวงตาแข็งกร้าวของปานวาดหยุดไว้ได้เสมอ
“กินข้าวซะนที อย่าทิ้งอีก” ปานวาดวางข้าวต้มปลาอย่างเรียบง่ายตรงหน้า แต่ลูกชายไม่แม้แต่จะช้อนสักคำ รอบตัวมีเพียงเสียงน้ำแข็งแตกร้าวเบาๆ เหมือนบางอย่างไกลโพ้นกำลังขยับตัว
นทีถอนใจเบาๆ หันไปมองนอกหน้าต่างแล้วพูดเบา “แม่…ที่ธารน้ำแข็งนั่น มีคนบอกว่าเคยเห็นเงาขาวเดินวนอยู่… แม่เคยเห็นไหม”
มือปานวาดเกร็งจนสั่น วางช้อนลงโดยไม่รู้ตัว “อย่าไปยุ่งกับของพวกนั้น… เงาพวกนั้นมีแต่คนพูดปากต่อปาก ไม่มีจริงหรอก” น้ำเสียงเย็นเฉียบปิดตายความกลัวบางอย่างในใจเธอ แววตาเจ็บปวดฉายวูบหนึ่งก่อนเลือนหายไป
ฤดูหนาวปีนั้นมาเร็วอย่างผิดปกติ น้ำในธารแข็งปกคลุมด้วยหิมะจนพื้นดินแทบหายใจไม่ออก หมู่บ้านซุมน้ำแข็งแห่งนี้เงียบสงัด ยิ่งตกค่ำ ยิ่งเหมือนทั้งโลกถูกกลืนในความเย็นชืด มิได้มีแต่เพียงหิมะหรือเงาเงียบงันของบ้านหลังโบราณ แต่ยังมีสายตาอีกคู่ที่จับจ้องจากที่ที่ไม่มีใครมองเห็น
คืนนั้น หิมะตกหนักขึ้นเรื่อยๆ จนหน้าต่างบ้านเริ่มเปิดออกไม่ได้ เจ้าของบ้านทั้งสองนอนฟังเสียงน้ำแข็งแตกอยู่เงียบๆ นทีฝันเห็นเงาขาวเลื่อนลอยผ่านธารน้ำแข็งไป เหมือนมีเสียงกรีดร้องแว่วมาแต่ไกล เขาสะดุ้งตื่นกลางดึก เหงื่อซึมตามไรผม ทั้งที่ในบ้านหนาวจัด
เช้าตรู่ นทีออกไปตักน้ำหลังบ้าน พลันเห็นรอยเท้าเล็กๆ ลึกฝังอยู่บนหิมะขาว รอยเท้านั้นเดินตรงสู่ทิศธารน้ำแข็ง เหมือนมีเด็กเล็กๆ คนหนึ่งเดินอยู่ตรงนั้น เขาหันไปเรียก “แม่! มาดูนี่เร็ว!” ปานวาดคว้าเสื้อกันหนาวเดินลุยหิมะออกมา
ปานวาดมองรอยเท้าแล้วเม้มปากแน่น “อย่าไปยุ่งกับมันนที เดินกลับบ้าน” แต่นทีขืนตัว มองแม่อย่างท้าทาย “แม่กลัวอะไรนักหนา คนในหมู่บ้านนี้ทุกคนกลัวธารน้ำแข็งนั่น เหมือนกลัวมากกว่าความหนาวซะอีก”
ปานวาดเดินหลบตาลูก ก่อนกล่าวเสียงเคร่งเครียด “มีบางอย่างที่เราไม่ควรรู้ มันเป็นอดีตที่ไม่มีใครพูดถึง… เธอแค่ต้องฟังแม่” น้ำเสียงของเธอทำให้นทีไม่กล้าซักไซ้อย่างเดิม
วันต่อมา หมู่บ้านทั้งหมู่บ้านพบว่าลูกหลานหายไปทีละคน มีเพียงรอยเท้าบนหิมะที่นำไปสู่ธารน้ำแข็ง ไม่มีใครกล้าแจ้งตำรวจ ทุกคนเชื่อว่ามันคือคำสาปโบราณ บรรยากาศตึงเครียดมากขึ้น ปานวาดเริ่มปิดประตูหน้าต่างแน่นหนา แทบไม่ให้ลูกชายออกไปไหน แต่นทีแอบปีนหน้าต่างห้องนอนออกเดินหาเพื่อนที่หายไป
กลางธารน้ำแข็งอันกว้างใหญ่ เสียงลมหนาวปะทะผิวหน้า นทีเห็น “ลินา” เพื่อนร่วมชั้นสาวน้อยผมเปียยืนอยู่คนเดียว เธอหันมาทางนที รอยยิ้มเยือกเย็นจนหัวใจเขาหยุดเต้น “นที… มาช่วยฉันด้วย… เขาหนาว…” เสียงนั้นเหมือนหลุดจากอีกโลกหนึ่ง
เขาก้าวไปช้าๆ ใจเต้นระทึก แต่แล้วหิมะก็ถล่มปิดทาง พลันกับที่เงาขาวสูงใหญ่ปรากฏด้านหลังลินา ร่างนั้นเลื่อนลอยไร้ขา ผ้าขาวคลุมตัวเปื้อนคราบเลือด นทีผงะหงายวิ่งหนีสุดแรง ความเย็นกัดแสบผิวจนรู้สึกเหมือนกระดูกจะแตก
วิ่งกลับบ้านอย่างทุลักทุเล นทีรีบปิดประตู ใจสั่นระรัว หายใจหอบหัวใจแทบหยุด “แม่…ผมเห็น…เห็นมันจริงๆ…” ปานวาดหน้าซีดคล้ำ รวบลูกมากอดแน่น นิ่วหน้าเหมือนกลั้นน้ำตา “ลูกต้องฟังแม่นะ… ถ้าเห็นเงานั้น อย่าพยายามตามไป ไม่ว่าอะไรก็อย่าเชื่อเสียงเรียกนั้น”
แต่ความกลัวและอยากรู้อยากเห็นหยั่งรากในใจนที เช่นเดียวกับอารมณ์โกรธแค้นต่อแม่ที่ไม่บอกอะไรเลย วันถัดมา หมู่บ้านทั้งหมู่บ้านประชุมกัน คนชราเอาผ้าขาวออกมาปิดพระแม่รูปปั้นประจำหมู่บ้าน สัญลักษณ์ที่ไม่ควรดูถูกคืนวันพระจันทร์สีเลือดใกล้มา
ปานวาดคุกเข่าต่อหน้ารูปถ่ายเก่าใบหนึ่ง ริมตาเอ่อด้วยน้ำใสๆ เธอพึมพำกับตัวเอง “พ่อแก… ฉันขอโทษ ฉันทำอะไรไม่ได้เลย…” เธอหวนนึกถึงอดีต วันนั้นเธอตั้งครรภ์โดยไม่มีความพร้อม ชายคนรักเหินห่างและจมหายในธารน้ำแข็ง คำสัญญาว่าจะกลับ ไม่เคยถูกเติมเต็ม เธอโทษตนเองเสมอว่าเป็นต้นเหตุความสูญเสีย ทุกปีคืนวันพระจันทร์สีเลือด เธอจะเห็นเงาขาวเรียกหาเขาเหมือนเดิม
คืนนั้น ลินาปรากฏหน้าอีกครั้ง คราวนี้ปรากฏที่หน้าต่างบ้านนที พร้อมเสียงร้องเรียก “นที…ช่วยด้วย…” น้ำเสียงเว้าวอนเยียบเย็น นทีนั่งชิดอกแม่ ใจอยากออกช่วยเหลือแต่จำคำเตือนของแม่ ภาพหลอนและเสียงกระซิบบั่นทอนจิตใจ เขาเริ่มฝันร้ายทุกคืน
วันรุ่งขึ้น บรรยากาศหมู่บ้านวุ่นวายมากขึ้นเพราะมีเด็กหายอีกหนึ่งคน นทีเริ่มจับสังเกตว่า เงาขาวนั้นจะออกหากินเฉพาะคืนที่ธารน้ำแข็งเปล่งประกายวาววับเหมือนมีสายตาหลายคู่จ้องมอง ปานวาดเริ่มอ่อนแรงลง ใบหน้าเหนื่อยล้า ประสาทเครียดถึงขีดสุด
นทีตัดสินใจไปหาหลวงตาที่วัดบนเนิน เขาฟังเรื่องเล่าโบราณที่ไม่มีใครกล้าพูดถึง หลวงตาบอกเสียงแผ่ว “ของเงาเธอ…เรื่องบาปกรรมคนในหมู่บ้าน…เขาต้องการแค่ใครสักคนชดใช้ หรือนำสิ่งที่ขาดหายกลับไป…” แต่ไม่บอกรายละเอียดเพิ่ม
คืนนั้น พายุกระหน่ำใส่หลังคา ปานวาดรับรู้ถึงแรงสั่นสะเทือนของธารน้ำแข็ง เธอคว้าลูกแน่น “พรุ่งนี้ เราต้องออกจากหมู่บ้านนี้” นทีส่ายหน้าดื้อรั้น “ผมไม่หนี ผมต้องรู้ความจริง ลินา…และทุกคน…พวกเขากำลังเรียกผม แม่ปิดบังผมทำไม!” เสียงนทีสั่นเครือ ปานวาดน้ำตาคลอ
“เพราะฉันกลัวจะเสียเธอไปเหมือนที่เสียเขาไป…” เสียงสะอื้นหลุดจากอกปานวาด เธอไม่เคยเผยให้ลูกเห็นสักครั้ง การสูญเสียคนรักกลายเป็นเงาทะมึนในใจเธอเสมอมา
เช้านั้นหิมะตกหนักจนแทบมองไม่เห็นถนน ปานวาดกับนทีตัดสินใจเก็บของใช้จำเป็น ใส่เป้เดินฝ่าหิมะหนาเพื่อออกจากหมู่บ้าน แต่ระหว่างทาง ธารน้ำแข็งกลับเปิดรอยแตกเป็นร่องใหญ่ เงาขาวปรากฏบนรอยแยกโบราณ โบกมือเรียกทั้งสองคน
นทีจับมือแม่แน่น กลัวแต่ก็เดินตามเสียงเรียก เงาขาวสะบัดผ้าคลุม พวกเขาเห็นใบหน้าขาวซีดแดงฉานด้วยเลือดอาบแก้ม นทีชะงัก หัวใจเต้นระรัว ปานวาดฟุบเข่าร้องไห้ “ฉันขอโทษ… กลับไปไม่ได้แล้ว…” เธอคุกเข่าต่อเงาขาว น้ำตาร่วงพรั่งพรู
เงาขาวพูดเป็นเสียงกระซิบเสียดเสี้ยว “ใครที่เคยละทิ้ง…ย่อมไม่มีวันลืม…ความรักที่ถูกลืม…ย่อมกลายเป็นคำสาป” นทีสะอึก เขาเดินเข้าหาเงาขาวด้วยความกลัวและสงสาร “ถ้าเธออยากกลับมา…ก็เอาความรักของเราไปได้เลย…ปล่อยแม่ผมเถอะ…”
ลมหิมะกราดเกรี้ยวขึ้นทันตา ร่างของเงาขาวสลายกลายเป็นสายหมอกขาวซ้อนทับร่างนที ปานวาดกอดลูกกลั้นน้ำตา เธอละความกลัวทั้งหมด ร้องตะโกน “ลูกเป็นคนของฉัน! ฉันจะไม่ให้ใครเอาไปอีก!” แม่กับลูกโอบรัดกัน เงาขาวหายไปในพายุธารน้ำแข็ง
รุ่งเช้า ท้องฟ้าเปิด หิมะตกแค่บางเบา หมู่บ้านเงียบงัน ไม่มีเด็กหายเพิ่ม ทุกอย่างเหมือนจะกลับสู่ปกติ ปานวาดกอดลูกไว้แน่น ท่ามกลางความอาลัยและโล่งใจ
นทียืนเงียบ มองธารน้ำแข็งที่บัดนี้สงบลง เขารู้สึกถึงบางสิ่งที่เปลี่ยนไปในใจแม่ ลูกชายพยักหน้าช้าๆ แม้ในใจยังมีคำถามที่ไม่มีวันได้รับคำตอบ แต่สำหรับเช้าวันใหม่นี้ แรงกอดของแม่กลับกลายเป็นสิ่งเดียวที่เขาต้องการ