เส้นขนานของความรักและการสูญเสีย
พลเมืองของหมู่บ้านเล็กๆแถบชนบทกลางเมืองไทย ขณะที่กลิ่นดินและปุ๋ยลอยฟุ้งไปทั่วบริเวณ มีเสียงหัวเราะของเด็กๆที่เล่นอยู่เหนือเนินเขา แต่มีเพียงหนึ่งเสียงที่ขับกล่อมทุกอย่าง ใกล้ริมสระน้ำมีสาวน้อยหน้าตาน่ารักชื่อว่าเอมมี่กำลังนั่งมองภาพสะท้อนของพระอาทิตย์ตกดินในน้ำ ใบหน้าของเธอเต็มไปด้วยความหวังและฝันเมื่อยิ้มสะท้อนความสุขในวัยเด็ก
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!เสียงฝีเท้าของแม่ที่เดินมาใกล้ๆดึงแม่ของเอมมี่เข้าสู่ความรู้สึกอบอุ่นแห่งการเป็นเสาหลักของครอบครัว “พรุ่งนี้แม่จะพาไปงานกาชาดนะ”แม่พูดอย่างยิ้มแย้ม “มีคนขายของอร่อยเยอะเลย”
เอมมี่หัวเราะ ก่อนจะระบายความตื่นเต้นไปพร้อมกับการตั้งใจที่จะทำให้แม่ภูมิใจกับแฟนหนุ่มของเธอที่กำลังแอบชอบมาหลายเดือน สิ่งนี้อยู่ในใจเธอได้ไม่นาน เพราะวินาทีที่เธอคิดว่าสิ่งที่เธอปรารถนาจะเกิดขึ้นคือช่วงเวลาที่แสนสั้น
ครึ่งปีผ่านไปในขณะที่เอมมี่ต้องมาจัดการกับการสูญเสียอันใหญ่หลวงจากการเสียชีวิตของแม่ เธอรู้สึกเหมือนถูกพรากสิ่งที่มีค่าที่สุดไป เธอทำตัวได้มากที่สุดเพื่อไม่ให้ความรู้สึกนั้นเผยออกมา มันเหมือนกับว่าความรู้สึกเศร้าหมองถูกซ่อนเอาไว้ในใจ แต่ตลอดเวลาความหวังและความรักที่มีต่อแฟนหนุ่มมักจะทำให้เธอรู้สึกดียิ่งขึ้น
ในคืนที่มืดมนที่สุด เอมมี่ได้ไปเที่ยวที่ตลาดซึ่งเคยไปกับแม่ ช่างสวยงามแลดูเงียบสงบ และเมื่อการพูดคุยของผู้คนฟังดูเหมือนภาพยนตร์ที่เธอไม่รู้จัก ผู้ชายที่มีชื่อว่าไทเกอร์ซึ่งเป็นเด็กหนุ่มในรุ่นของเธอเข้ามาทักทาย เขาได้มอบความรู้สึกใหม่ให้กับเธอ
“เอมมี่ เป็นไรหรือเปล่า เหมือนเธอกำลังเงียบๆ” ไทเกอร์ นั่งข้างๆ หันไปมองหน้าเธอ แววตาของเขาแสดงถึงความหวังที่ต้องการช่วยเธอ
“ไม่เป็นไร ฉันแค่คิดถึงแม่” เอมมี่พูดแต่เสียงสั่นเครือ
ตามลำดับเวลาที่พวกเขาใช้ร่วมกันค่อยๆ ทำให้เอมมี่ได้เริ่มมีความรู้สึกดีๆ กับไทเกอร์ ด้านหนึ่งคือความรักที่เก่าแก่ที่เธอพยายามจะละเลย และอีกด้านหนึ่งคือความรู้สึกที่เกิดขึ้นใหม่ อาการตึงเครียดเริ่มปรากฏเมื่อความรักระหว่างเอมมี่และไทเกอร์กลายเป็นสิ่งที่ซับซ้อนกว่าเดิม การพบกันในที่ต่างๆทำให้เธอสับสน ระหว่างพยายามมีชีวิตที่ปกติ กับความรักใหม่ที่กำลังผลิดอกออกผล
ยิ่งไปกว่านั้นในขณะที่หัวใจของเธอเปรียบเทียบกันระหว่างความรักของแม่และไทเกอร์ เธอเริ่มมีเส้นแบ่งที่ระบุว่าตนเองต้องสูญเสียไปมากมายในการเติบโตอย่างคนทั่วๆไป แต่ต้องรับผิดชอบกับการดูแลน้องชายที่อ่อนแอ ความรักและความรับผิดชอบไว้อย่างกดดันในใจตลอด
จนกระทั่งคำเชิญไปดูหนังที่พวกเขาจะต้องไปร่วมกัน ส่งผลให้เริ่มเกิดช่วงเวลาที่เปลี่ยนแปลงเมื่อเอมมี่ต้องเผชิญหน้ากับตัวเอง และเปิดเผยความรู้สึกบีบคั้นที่เธออาจเก็บไว้เพียงลำพัง การตัดสินใจของเธอเริ่มชัดเจนขึ้นเมื่ออยากบอกไทเกอร์เกี่ยวกับทุกอย่าง แต่ยากที่จะเปิดเผย
สายลมอ่อนๆพัดให้เธอรู้สึกถึงการมาจากการเล่นโปสการ์ด ในใจเต็มไปด้วยความฝันเชื่อมโยงกับไทเกอร์และการเริ่มต้น เลเวลของชีวิตที่ดีขึ้น ในขณะเดียวกันความกดดันที่มาจากน้องชาย ที่ต้องคอยอาศัยทำให้ผลักดันให้เธอสุ่มเสี่ยงอย่างไม่คาดคิดในวันหนึ่ง
จุดหักเหของเรื่องเริ่มที่จะเป็นจริงเมื่อวันหนึ่งเพื่อจะมอบความรักให้กับไทเกอร์ เอมมี่ขอให้เขาไปพบที่ริมทะเลสาบ แต่เป็นช่วงเวลาที่ยากที่เกิดขึ้นเมื่อเธอถูกบังคับให้ไปดูแลน้องชายที่ประสบอุบัติเหตุ ครั้งสุดท้ายที่เธอได้พบกับไทเกอร์ทำให้ความรู้สึกเข้มข้นมากยิ่งขึ้น
ความขัดแย้งจากการที่เธอเสียสละไม่ไปพบกับไทเกอร์จนเกิดเรื่องบีบคั้นใจครั้งสุดท้าย เพราะวันที่นั้นคือวันที่เธอน่าจะเริ่มกับความรักที่เธอฝันไว้
ในคืนที่มืดมิด เอมมี่ได้ยินเสียงมือถือสั่นอยู่ข้างๆข้อความจากไทเกอร์ว่า “I’m waiting for you (ฉันรออยู่)” ความรู้สึกมาท่วมท้นด้วยความรู้สึกผิด เธอจึงตัดสินใจโทรกลับไปหาคุณทวดที่นอนติดเตียงเพื่อที่จะให้ความรักหลังจากแม่จากไป แต่คำพูดที่หลุดออกมาเมื่อได้ยินเสียงไทเกอร์บอกว่า “ไม่เป็นไร” ทำให้เธอรู้ถึงวิกฤตภายในใจ
เอมมี่ดำดิ่งลงไปในความรู้สึกที่แตกต่าง และในคืนหนึ่งเธอโทรหาคาเฟ่เลี้ยงน้องชายของเธอว่า “อยากให้เวลาพาส่งให้ชั้นไปหาพ่อ” งงงวย ไม่ใช่แค่ในใจ แต่พวกเขาต้องเผชิญกับความเจ็บปวดที่เกิดขึ้นจัดการที่อยู่ระหว่างกันมากขึ้นเรื่อย ๆ ระหว่างเติบโตและสูญเสียผูกพัน
ความรักของไทเกอร์ทำลายตัวตนของเอมมี่ออกไปเรื่อยๆเมื่อเธอรักมากขึ้น น้องชายเริ่มระแวงการที่เธอจะไปพบไทเกอร์ พวกเขาสมาชิกในครอบครัวต้องทำตัวแบบไหนจึงจะคงความรู้สึกกันอย่างไร
“ฉันจะต้องพูดความจริง” เอมมี่บอกน้องชายที่ไม่เห็นด้วย ในใจสงสัยในความสามารถในการพัฒนาชีวิต และให้ไทเกอร์เคียงข้างซึ่งอยู่ในภาวะเสี่ยง
หลายปีผ่านมาจนมีวันหนึ่ง เอมมี่ได้พบเผชิญในงานแต่งงานที่เธอต้องใช้คำพูดในสิ่งที่ไม่สามารถหยุดได้ ต้องยอมรับสิ่งที่เกิดขึ้นและเรียนรู้จากการรักใครสักคนในชีวิตและปล่อยวาง
ดูเหมือนว่าแสงที่กลับเป็นสีทองอีกครั้ง ในขณะที่เธอได้พบกับทุกคนในช่วงเวลาที่เธอมาเรียนรู้ที่จะเปิดใจ แต่งานนี้ได้ช่วยเปลี่ยนการเผชิญหน้าอันเจ็บปวดเป็นความสัมพันธ์ที่แนบแน่นได้ ทำให้เกิดการเชื่อมโยงความรักขึ้นมาเอาไว้ตลอดไปในทางที่จะต้องให้ความไปในอนาคต
เอมมี่ยกมือขึ้นมองท้องฟ้าที่มืดมน แต่ข้างบนมีแสงดาวเรียงรายอยู่นับไม่ถ้วน ใบหน้าของเธอปรากฏรอยยิ้มที่สดใส พร้อมกับความหวัง
สุดท้ายเมื่อเธอไปร่วมงานของคนที่เคยรู้จักที่ประตูตลอดที่มาถึงและเธอรู้ว่าเธอจะลงเดินหน้าต่อในการไปหาดวงดาวที่เคยเจอแต่ก็จะได้ยินคำพูดที่จากเพื่อนเก่า “รักเป็นภาษาเดียวที่อยู่ในใจ” และถ้าชีวิตจะต้องดำเนินต่อไปอยู่ในความล้ำค่าที่คงอยู่ไปนานแน่นอน