คืนเดือนมืด ณ หมู่บ้านสายหมอก
เสียงฝนหยาดหยดกระแทกหลังคารถยนต์เก่า เส้นทางเข้าสู่หมู่บ้านสายหมอกเต็มไปด้วยหลุมบ่อและต้นไม้สูงที่ทาบเงาลงบนกระจกหน้า ปวริศ ขับรถช้า ๆ เหงื่อเย็นซึมแผ่นหลังทั้งที่ภายนอกอากาศเย็นขมุกขมัว เขาจ้องมองไปข้างหน้า นิ้วมือบีบพวงมาลัยแน่น ตนเองไม่ได้กลับมาที่นี่เกือบยี่สิบปีแล้วตั้งแต่วันที่เดินจากไปพร้อมกับความเสียใจและคำตะโกนของพ่อ ตอนนี้แม่เขาป่วยหนัก ญาติหายหน้า เพียงมีเสียงจากญาติห่าง ๆ ว่าแม่ร้องเรียกชื่อเขาตลอดคืน ปวริศลังเลขณะดูโทรศัพท์เก่าในกระเป๋ากางเกง ใจเต้นรัวไม่เป็นจังหวะ
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!ประตูรั้วเป็นสนิมส่งเสียงแหลม ปวริศหยุดรถหน้าบ้านไม้เก่า แสงไฟโคมริบหรี่สะท้อนเม็ดฝนที่เกาะเต็มหน้าต่าง แม่กำลังรออยู่ตรงระเบียง รองเท้ายางสีซีดถอดทิ้งบนฟากพื้นเปียก ปวริศเดินขึ้นบันไดช้า ๆ สายตาแม่เหมือนไม่ได้เปลี่ยนไปเลย แต่เต็มไปด้วยรอยตีนกามากขึ้น น้ำเสียงสั่นเครือ “กลับมาแล้วเหรอริศ… แม่คิดถึง”
กลิ่นดินชื้นและไม้น้ำมันโชยมาแรง ผิวแม่เย็น ปวริศวางของลงมุมหนึ่ง ไม่กล้าสบตา เห็นน้องสาว ปวิชญา เดินกอดอกมองจากประตูห้อง “อย่าคิดว่ากลับมาจะทําให้ทุกอย่างเหมือนเดิมนะ พี่เป็นแค่คนนอกไปแล้ว”
ปวริศรับคำเงียบ ๆ ภาพในอดีตย้อนกลับ สมัยยังเด็กบ้านนี้คือที่ปลอดภัย แต่ก็เคยเป็นคุกขัง เขาเดินเข้าห้อง เดินตรวจผนัง ทุกรอยลายไม้ ทุกเสียงฝนเหมือนจะร้องบอกว่าอดีตยังไม่ได้คลี่คลาย ฝนข้างนอกหนักขึ้น หมอกเริ่มลอยเข้ามาตั้งแต่หัวค่ำ หมู่บ้านทั้งหมู่บ้านเงียบผิดปกติ ไม่มีเสียงเด็กวิ่ง ไม่มีเสียงจ้อกแจ้กคุยกันจากบ้านข้าง ๆ
คืนนั้น ปวริศได้ยินเสียงแปลก ๆ จากป่าด้านหลังบ้าน เสียงเหมือนคนร้องไห้สลับกับเสียงกระซิบ เขานอนไม่หลับ เดินออกมายืนที่ระเบียง น้องสาวเปิดประตูแวบหนึ่ง เห็นสายตาของปวริศลังเล “เมื่อก่อนแม่ก็ฟังเสียงนี้ บอกว่าพ่อยังไม่ไปไหน แม่ยังรอให้พ่อกลับมา แต่คราวนี้…เสียงมันไม่เหมือนเดิม มันเหมือนจะเรียกเราออกไปข้างนอก”
เช้าวันถัดมา หมอกยังไม่จาง สร้างบรรยากาศพิกล เด็กชายคนหนึ่งหายตัวไปตั้งแต่กลางดึก คนทั้งหมู่บ้านตื่นขึ้นมาอย่างตกใจ ผู้ใหญ่ในหมู่บ้านเริ่มรวมกลุ่มกันตั้งแต่เช้า ปวริศรู้สึกไม่สบายใจ แม้ตั้งใจจะอยู่ที่นี่ไม่นาน แต่เมื่อแม่ขอร้องให้ช่วยตามหาเด็ก เขาจำใจร่วมไปกับกลุ่มค้นหา ปวิชญาก็ไปด้วย ทั้งสองเดินลัดเลาะริมเนิน ดินเปียก ขอบรองเท้าเปื้อนโคลน มือปวริศกำแน่นขณะเดินข้างน้องสาว
“คิดว่าจะหาเจอเหรอ? บางทีหมอกนี่…อาจกลืนใครไปแล้วก็ได้” ปวิชญาพูดเบา ๆ เหมือนไม่อยากให้ใครได้ยิน
“อย่าพูดแบบนั้น” ปวริศตอบเบา ๆ แต่สายตาปิดบังความกลัว น้องมองขวับ
ในหมอก สีส้มของตะวันเช้าแทบมองไม่เห็น เงาคนเดินห่าง ๆ ดำทะมึนเหมือนภูติผี เสียงกระซิบเริ่มดังขึ้นทีละน้อย เด็กหญิงในกลุ่มร้องไห้ น้ำตาเปื้อนแก้ม สายตาว่างเปล่า “ในหมอกมีคนอยู่ เรียกหนูว่า ‘กลับบ้าน’”
ข่าวเด็กชายหายไปแพร่ทั่วหมู่บ้าน บรรยากาศอึมครึม แม่ของปวริศเริ่มเพ้อหนักกลางคืน ร้องเรียกชื่อพ่อที่ตายไปนานแล้ว พูดคนเดียวกับเงาในหมอก ปวริศพยายามปลอบ แต่แม่เพียงยิ้มบาง ๆ เหมือนเก็บซ่อนบางอย่างไว้ในใจ
ผ่านวันแรก หมอกยิ่งหนาขึ้น ใครออกไปในหมอกมักกลับมาเล่าว่าเจอภาพประหลาด มีคนเห็นรอยเท้าเปียกน้ำบนระเบียงหน้าบ้าน หลายคนเริ่มสงสัยว่าหมอกนี้นำบางสิ่งมา หรือพาพวกเขากลับไปหาบางสิ่งบางอย่าง
น้องสาวของปวริศเริ่มนอนผวา ตะโกนขณะฝัน “อย่าเอาฉันไป! อย่า!” ปวริศตื่นมาปลุก มือเปียกเหงื่อทั้งสองกอดน้องไว้แน่น “มันมาแล้วพี่ริศ มันจะเอาใครไปอีก”
กลางดึกวันต่อมา เงาผู้ใหญ่คนหนึ่งหายไป แม่เริ่มพูดเสียงแปลก ๆ พูดถึงอดีต พูดถึงคืนพ่อจากไป และความลับที่ฝังแน่นในใจทุกคน “ริศ… ลูก… ที่พ่อเจ็บใจ ที่พ่อจากไปเพราะแม่มีผิด บางอย่างที่แม่ไม่เคยเล่า…”
ปวริศจับมือแม่ “แม่พอเถอะ ผมไม่อยากฟัง” แต่แม่ร้องไห้อย่างหมดแรง “หมอกนี้ไม่ใช่ของใหม่ หมอกนี้ทุกคืนเดือนมืดก็จะมา พาเอาคนที่ติดอยู่กับอดีตไป”
เสียงในหมอกดังขึ้นชัดเจนในคืนนั้น เสียงผู้ชายตะโกนชื่อปวริศ เสียงน้องสาวร้องไห้ ปวริศเดินออกไปในหมอกเงียบ ๆ หัวใจเต้นแรง หูอื้อ ได้ยินเสียงพ่อเรียก เห็นเงาคนสูงใหญ่ยืนข้างต้นไม้ใหญ่ แต่พอเดินใกล้กลับไม่มีใคร
ปวิชญาตามมาจับแขนพี่ “ห้ามไปต่อ” เสียงสั่น “ถ้าไปแล้ว จะย้อนกลับมาไม่ได้ พ่อเองก็ออกไปในหมอกก่อนตาย…”
ปวริศหยุดนิ่ง น้ำตาไหลโดยไม่ทันรู้ตัว สับสนระหว่างความคิดถึงกับความโกรธในอดีต “แล้วเราจะอยู่ต่อยังไง ทุกคนในหมู่บ้านเหมือนอยู่เพื่อรอถูกพาไป”
“แม่ให้อภัยพี่ตั้งแต่วันที่พ่อจากไป…” เสียงน้องสาวสั่นเครือ “แต่พี่ไม่เคยให้อภัยตัวเอง”
ทั้งสองคนเดินกลับบ้าน ขณะที่ผู้คนในหมู่บ้านเริ่มลุกฮือออกจากบ้านตัวเองมารวมกันหน้าศาลาเก่า ตะโกนชื่อคนหายอีกครั้ง หมอกหนาขึ้นเรื่อย ๆ เสียงกระซิบเหมือนจะอยู่รายล้อมรอบตัว
คืนนั้น บ้านของปวริศมืดสนิท แม่หลับตานิ่ง ๆ บนเตียง ฝนซาแล้วแต่หมอกยังคงหนา เสียงประหลาดในหมอกดังกังวานขึ้น คนแก่ในหมู่บ้านเริ่มสวดมนต์ เสียงร้องไห้ของเด็กดังจนปวริศรู้สึกใจจะขาด
“ถ้าไม่ยึดอดีต หมอกจะผ่านไป แต่ถ้าใจยังยึด จะกลืนเราไป” แม่พูดเสียงเบาในความมืด ปวริศกุมมือน้อง “คืนนี้เราจะไม่ออกไปไหน ไม่ฟัง ไม่ตอบรับเสียงนั้น”
หลายคนในหมู่บ้านนอนไม่หลับ เฝ้ามองหมอกผ่านหน้าต่างกระจกที่เต็มไปด้วยหยดน้ำค้าง เหมือนต่างก็รอคอยเช้าวันใหม่อย่างกลัว ๆ กล้า ๆ
เช้าตรู่ หมอกยังหนาแต่เริ่มโปร่งแสง ดวงอาทิตย์ริบหรี่ ปวริศเดินไปริมระเบียง ยื่นมือต้องหมอก มันเย็น ว่างเปล่า เสียงเงียบสนิท ไม่มีเสียงกระซิบเหมือนคืนก่อน เขาหลับตาลง สูดอากาศจนสุดใจ เปิดประตูเดินไปกอดแม่และน้องทั้งน้ำตา ยอมปล่อยวางอดีตที่แบกมานาน
วันนั้นเด็กที่หายไปเดินกลับมาจากปลายหมู่บ้านในสภาพเหมือนคนสะลึมสะลือ เดินเข้ามาหาครอบครัว ปวริศเห็นสายตาเด็กคล้ายกับตัวเองตอนเด็ก ความหวาดกลัวกับความหวังเบียดเสียดกันอยู่ในดวงตาคู่นั้น
ในที่สุด หมอกบาง ๆ เริ่มคลายตัว ผู้คนจุดธูปไหว้ในศาลาหมู่บ้าน บ้างร้องไห้ บ้างยิ้มอ่อนโยน ปวริศ หันมาสบตาน้องสาวและแม่ ตอนนี้เขาเลือกจะอยู่กับปัจจุบันแทนการยึดติดกับอดีต ความกลัวแปรเปลี่ยนเป็นความรักที่แข็งแกร่งขึ้นท่ามกลางหมอกที่ลงบางจนมองเห็นทางข้างหน้าอีกครั้ง