คืนที่สายหมอกหล่นลงสู่ดิน
เสียงเรียกเบา ๆ จากเนินเขาหลังบ้านดังมาท่ามกลางความเงียบ ดรุณีแทรกตัวผ่านมวลหมอกชื้นที่ปกคลุมหมู่บ้านตีนดอย หัวใจของเธอยิ่งเต้นแรงเมื่อเห็นเงาตะคุ่ม ๆ หลังแปลงข้าวโพด
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!แม่ของเธอหายตัวไปตั้งแต่ค่ำวานนี้ ไม่มีร่องรอยเหลือแม้แต่รอยเท้า ความเงียบของหมู่บ้านซิบหลอกหลอนสายตาและหู จวบเช้า ดรุณีแบกตะกร้าตั้งใจออกตามหา แม้มันจะขัดกับความเชื่อเก่า ๆ ว่าคืนหมอกหนักต้องอยู่แต่ในบ้าน
"น้ากำจร เจอแม่ฉันบ้างไหม?" ดรุณีเอ่ยถามคนเฒ่าร่างเล็กผู้กำลังสุมไฟอยู่หน้าบ้าน น้ากำจรนิ่งมองหน้า ดูเหมือนลังเลจะพูดพูดไม่ออก "เมื่อคืนหมอกหนักกว่าทุกปี พรรคพวกบอกเห็นใครสักคนเดินไปทางบ่อน้ำเก่า…อย่าออกไปตอนนี้ ดรุณี, หมอกกินเสียงคนไกล" น้ำเสียงน้ากำจรฟังเหมือนคำเตือนครึ่งขอร้องครึ่งขู่
แต่ดรุณีรู้ดี ในหมอกนั้นไม่ได้มีแต่ความชื้นเย็น ยังอัดแน่นด้วยความลับของหมู่บ้านที่ไม่มีใครกล้าพูดถึงมาตลอดสามสิบปี และหนึ่งในนั้นคืออดีตที่แม่เธอพยายามซ่อนเร้นกระทั่งจากเธอเอง
จังหวะเงียบแผ่กว้างขณะดรุณีตัดสินใจฝ่าแปลงข้าวโพดล่วงข้ามเนิน สองมือกำผ้าคลุมให้แน่น แว่วเสียงฝีเท้าคนบนดินเปียกไล่ตามหลัง เสียงนกเค้าแมวหอนวังเวงอย่างไร้ที่มา
ณ สำนักงานเล็ก ๆ ของหมู่บ้าน ผู้หมวดเอกชล ลูกชายของตำรวจเก่าที่ทุกคนหวาดกลัวความพยายาม อีกทั้งต้องรับหน้าที่ใหม่ด้วยความอดทน เขาเพิ่งกลับจากกรุงเทพฯ เพราะได้ข่าวแม่ล้มเจ็บ หาใช่เพียงงาน เขาหอบอดีตเจ็บลึกกับความรู้สึกอยากแก้ไขเรื่องเก่า ๆ พร้อมถูกบังคับให้สืบคดีคนหายที่ไม่มีใครอยากแตะ
"คุณดรุณีใช่ไหมครับ? ก่อนอื่นขอถาม – แม่คุณเคยพูดถึงเรื่องอะไรประหลาดหรือเปล่า มีปัญหากับใครในหมู่บ้านหรือไม่?" ผู้หมวดเอกชลเปิดสมุดบันทึก เอียงหน้าเพ่งมอง เหมือนคิดจะถาม แต่เก็บไว้เสียมากกว่าครึ่ง
ดรุณีจ้องสบตาเข้าไปแค่ชั่วขณะ ก่อนเมินออกหน้าต่าง ฟ้าหม่นคล้ำ ริ้วหมอกขาวประกบกระจกเป็นม่าน "แม่ไม่เคยไว้ใจใคร…แม้แต่ฉันเอง” เสียงเธอแผ่วต่ำกว่าลมหายใจ
เอกชลนิ่งไป ดวงตาแข็งขันเปลี่ยนเป็นวูบไหว "ผมเชื่อว่าหมอกคืนนี้เป็นมากกว่าธรรมชาติ บางทีมันคือบ่วงที่ใครบางคนก่อ เอาเถอะ ผมจะช่วยคุณ"
คืนถัดมา หมอกปกคลุมแน่นกว่าเดิม เอกชลตัดสินใจแอบติดตามดรุณีจากไกล ๆ เสียงฝีเท้าเบาแตะดินเปียกแหวกความเงียบบ้านนอก เหงาจับใจจนแม้แต่เสียงกบในนาเงียบหาย
"ตามฉันมาทำไมคะ" ดรุณีโพล่งถามกลางเงาหมอก เอกชลังง ๆ ไปชั่วขณะ คำตอบที่อยากพูดแต่ไม่หลุดมุมปาก "ผม…แค่ไม่อยากให้คุณอยู่ลำพังตอนนี้”
ความเงียบคลี่คลายออกชั่วครู่ ก่อนที่เสียงบางอย่างจะสะดุดทั้งสอง เงาวูบหนึ่งแว้บอยู่หลังต้นสน ดรุณียกไฟฉายส่อง กล้ามเนื้อแขนสั่นระริก "มันเหมือนคน…หรือฉันตาฝาด?"
เอกชลขยับมาข้าง ๆ ตัว ดวงตาเขาตื่นกลัวสิ่งที่มองไม่เห็นมากกว่าสิ่งที่มองเห็น "เราควร…กลับกันไหม? นี่ดึกแล้ว"
แต่ดรุณีดื้อแพ่งพลันวิ่งล่วงหน้าไป เสียงฝีเท้าจมโคลนดังกว่าหัวใจเต้น เอกชลกัดฟันตามฝ่าเข้าไป เงาสลัวเบื้องหน้าคือบ่อน้ำเก่า รอบบ่อเต็มไปด้วยกลิ่นเปียกสาบ
"แม่!" ดรุณีตะโกนสุดเสียง ก่อนที่เสียงโต้ตอบจะเป็นเพียงเสียงสะท้อนในหมอกกลับมา
ทันใดนั้นเงาตะคุ่มก้าวออกมาจากขอบบ่อ ผู้หญิงใส่เสื้อผ้าขาดรุ่งริ่ง ผมยาวชี้ฟูมองไม่เห็นหน้า ดรุณีผงะ กลั้นใจแน่น "แม่…?"
เสียงแหบต่ำประหลาดดังขึ้น "กลับบ้านเถิด…หมอกคืนนี้ไม่ใช่ของคนเป็น" ร่างนั้นหันหลังหายลับลงในไอหมอกตรงบ่อ เหลือเพียงกลิ่นเฉพาะตัวที่จำติดฝังใจดรุณีตั้งแต่วัยเยาว์
จากนั้น ทุกอย่างก็เงียบสนิท มีเพียงน้ำค้างหยดตามใบหญ้า ดรุณีทรุดตัวนั่งกับพื้น กลั้นน้ำตาไว้สุดใจ เอกชลยืนข้าง ๆ ก้มมองมือที่สั่นยิก แต่ไม่ได้แตะต้อง
"คุณเชื่อในสิ่งที่ไม่มีเหตุผลไหม?" ดรุณีกระซิบเบา ๆ เอกชลหรี่ตา "ผม…เลิกเชื่อไปนานแล้ว หลังวันที่พ่อผมหายไปในหมอกนี่แหละ"
บรรยากาศรัดแน่นด้วยคำถามที่ไร้คำตอบ ดรุณีกัดปาก ลอบกลืนความกลัว เธอยืนขึ้นช้า ๆ ฝืนเหน็บหนาวเดินกลับ เหลียวหลังมองเส้นหมอกยาว
วันรุ่งขึ้น หมู่บ้านทั้งหมู่บ้านสะพรึงกับชิ้นเสื้อผ้าขาดวิ่นที่เจอบริเวณบ่อน้ำ ชาวบ้านเงียบงัน ต่างใจแคบไม่กล้าเอ่ยถึงอดีต ไม่มีใครอยากพูดถึงเรื่องแปลก ๆ ในหมอก เพราะกลัวมันจะกลายเป็นจริงยิ่งขึ้น
เอกชลกับดรุณียังคงค้นหาเงื่อนงำ จากคำบอกเล่าของตาชิด คนเฝ้าวัดเก่า "สมัยผมเด็ก ๆ มีคนหายในหมอกเสมอ…บางคนกลับมาได้ บางคน…ไม่เคย" เขากระซิบเหมือนไม่อยากให้ใครได้ยิน "เคยมีใครในหมู่บ้านนี้กลับมาได้พร้อมความทรงจำไหมล่ะคะ?" ดรุณีถามต่อ
ตาชิดหลบตา "มีแต่ความเลือนลาง…กับความกลัวที่ไม่เคยอธิบาย"
วันถัดมา เอกชลแอบค้นคู่มือเก่าของพ่อ เจอแฟ้มคดีเลอะฝุ่นที่มีชื่อแม่ของดรุณีอยู่ในนั้น รูปภาพขาวดำในแฟ้มสะท้อนเงาเด็กหญิงในอดีตที่รอยยิ้มว่างเปล่า "แม่เธอเกี่ยวกับการหายตัวเมื่อ 28 ปีก่อน…" เอกชลโพล่งออกมาตรง ๆ
ดรุณีได้ยินเฉยชา ดวงตาสั่นไหว เธอเคยได้ยินแม่ละเมอบ่อย ๆ เมื่อหมอกลงจัด ว่า "ทำไม…ถึงต้องกลับไปตรงนั้นอีก" เสียงเธอพร่าอย่างเจ็บปวด
เอกชลยื่นรูปถ่ายให้ "นี่คือคุณกับแม่ตอนเด็ก ๆ ใช่ไหม?"
ดรุณีดูรูปนั้นนิ่งนาน พลันภาพวันนั้นแวบกลับมาในจิต เธอจำได้ว่าแม่จูงมือเธอวิ่งหนีบางสิ่งในหมอก กลิ่นฉุนเฉพาะตัวและเสียงฝีเท้าอย่างใครบางคนไล่ล่า
"คุณ…กลัวความทรงจำพวกนี้ไหม?" เอกชลลังเลถาม
ดรุณีหายใจติดขัด "กลัว…แต่กลัวยิ่งกว่าที่จะไม่เข้าใจมัน"
เวลาผ่านไป ฝนเริ่มโปรยลงมาบนยอดเขา หมอกสีขาวเข้มคลุมซ้อนเหนือยอดไม้ ดรุณีกลับไปที่บ่อน้ำ จุดเทียนวางรอบขอบ เธอหวังว่าพิธีกรรมเล็ก ๆ จะช่วยเรียกขวัญแม่กลับคืนมา
เสียงน้ำในบ่อขยับเหมือนมีอะไรเคลื่อนไหวเงียบ ๆ ดรุณีนั่งหลับตา ในฝันสั้น ๆ เธอเห็นร่างแม่โผเข้าหา หยดน้ำจากผมสยายเปียกปอนไหลย้อยเป็นเลือดแดงจาง ๆ เหมือนภาพหลอน
เธอสะดุ้งตื่นชะโงกมองบ่อน้ำ เห็นเงาสะท้อนเป็นใบหน้าของทั้งแม่และตัวเธอซ้อนกันอยู่ในไอหมอกก่อนที่น้ำจะคลื่นแตกสะท้อนแววตาเศร้าที่สุดเท่าที่เคยเห็น
"แม่…ถ้าฟังอยู่ หนูอยากรู้ว่าจริง ๆ แล้วแม่เจออะไร?" ดรุณีร้องไห้อย่างเงียบ ๆ ต่อหมอกและน้ำ
เอกชลเดินเข้ามา นั่งเงียบข้าง ๆ ไม่พูดอะไร ก้มมองอย่างรอคอย เขาวางมืออุ่น ๆ บนไหล่เธอในที่สุด
"ผมรู้ว่าคุณอยากได้คำตอบ – แต่บางที, มีเรื่องที่เวลาเท่านั้นจะคลี่คลายได้ ถูกไหม?"
ดรุณีพยักหน้า เงียบไป เหลียวมองไอหมอกซ้อนตลบ ลึกในใจคล้ายพอจะยอมรับว่าคำตอบบางอย่างอาจไม่มีวันมาถึง
คืนวันสุดท้ายของหมอก ครั้งนี้หมู่บ้านทั้งหมู่บ้านตื่นกลัว เสียงลือว่ามีเด็กเล็กหายตัวไปในหมอกอีกคน เอกชลกับดรุณีวิ่งตะเกียกตะกายข้ามโคลนเปียก วนรอบบ่อน้ำเก่า พบเพียงตุ๊กตาเก่าตกในโคลน
"มันวนซ้ำทุกปี เธอไม่คิดเหรอว่ามีบางอย่างในหมอกคอยรอเรา…หรือมันคือความทรงจำที่หมู่บ้านพยายามลืม" เอกชลพูดราวกับสารภาพ
เสียงร้องไห้ของเด็กเล็ดลอดจากหมอกมาเป็นช่วง ๆ ดรุณีพยายามเดินฝ่าไป มือของเธอกับมือเอกชลจับกันแน่นในที่สุด ต่างช่วยกันตามเสียงจนพบเด็กชายตัวเล็ก ๆ อยู่หลังต้นสน สะอึกสะอื้นและตื่นตระหนก
ดรุณีเข้าไปกอดเด็กน้อย ดวงตาเธอเจ็บปวดซ่อนน้ำตา "หนูจำทางกลับบ้านได้ไหมลูก?"
เด็กน้อยพยักหน้าทั้งน้ำตา "แม่บอกหมอกจะพาหนูกลับบ้าน…แต่หมอกมันเย็น มันน่ากลัว"
เอกชลอุ้มเด็กเดินกลับบ้านท่ามกลางสายตาชาวบ้านที่รอ จังหวะนั้นเสียงหนึ่งดังลอดผ่านหมอกคล้ายเสียงแม่ของดรุณีเอ่ยอำลา ดรุณีเงยหน้ามองท้องฟ้าสาง เบื้องหน้าปรากฎแสงอ่อน ๆ จากดวงอาทิตย์เช้าพร้อมม่านหมอกบางที่กำลังสลายช้า ๆ
เธอเข้าใจแล้ว หมอกที่ปกคลุมหมู่บ้านคือทั้งผู้คุ้มครองและผู้ทดสอบ วันที่หมอกลงจัดสุด, ความลับถูกเปิดเผย – แต่วันที่หมอกละลาย ทุกคนต้องเลือกจะจำไว้หรือลืมมันไป
ที่ปลายทาง สายหมอกเลือนรางลงทีละน้อย ดรุณีจุมพิตหน้าผากเด็กชาย กอดเขาแน่นด้วยหัวใจที่เริ่มยอมรับอดีต เอกชลยิ้มบางในรอยยิ้มที่เข้าใจความสูญเสียเป็นอย่างดี ทั้งสองคนเดินกลับสู่หมู่บ้านด้วยจิตใจที่เปลี่ยนแปลง – พร้อมเผชิญวันใหม่ที่ไร้หมอกคลุมใจอีกต่อไป