แสงจันทร์ที่หายไป
ลมค่ำพัดกรูไล่ไปรอบ ๆ หมู่บ้านบนภูเขาสูง บ้านไม้ไผ่โบราณของพลสั่นสะเทือนดังกรอบแกรบ ขณะที่ชายหนุ่มกำลังง่วนซ่อมนาฬิกาตั้งพื้น เสียงฝีเท้าของมารดาเดินกุกกักข้างหลัง “พล ลูกช่วยแม่ยกไหซีอิ๊วเข้าครัวหน่อยนะ” เสียงสั่งทุ้มต่ำจากแม่นิดดังขึ้น พลชะงัก มือสั่นเล็กน้อยขณะวางไขควงลง คำพูดของแม่ดูธรรมดา แต่ทุกค่ำแบบนี้มันทำให้เขาหวนนึกถึงโบว์—พี่สาวที่หายไปอย่างไร้ร่องรอยเมื่อคืนพระจันทร์ดับแสง
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!เขายกไหซีอิ๊วอย่างไม่เต็มใจก่อนเดินลึกเข้าไปในครัว กลิ่นข้าวสุกหอมกรุ่น ตู้ไม้เก่า ๆ โยกเยกเมื่อเขาเปิดหาของ พลถอนใจ โบว์เคยยืนอยู่ตรงนี้ยามค่ำ พูดพล่ามเรื่องหนังสือสยองขวัญ พลพยายามไล่เสียงในอดีตออกจากหัว “กินข้าวเสร็จไปเดินเล่นมั้ยพล เผื่อเห็นดาวตกอีก” เสียงของโบว์ที่ไม่มีใครได้ยิน นอกจากเขาเอง
เมื่อแสงจากโคมไฟริบหรี่ลง พลมองลอดหน้าต่างออกไป เห็นภูเขาไกลโพ้น คล้ายมีเงาดำเคลื่อนไหวอยู่ลิบ ๆ เขาพยายามสลัดความคิดนั้น กำลังปิดตู้ได้ไม่ทันจะล็อกดี เสียงกู๊บก๊าบจากประตูหน้าก็ดังขึ้น
เพื่อนสนิทสองคนของพล—ส้มกับตั้ม เข้ามาโดยไม่ต้องเชิญ ส้ม ถักเปียแน่นเหมือนทหาร ชอบหัวเราะ ตั้ม ตัวสูง พูดน้อย แต่สายตาอบอุ่น พลพยักหน้าเชิงตกลงกับแผนเก่าแก่ของพวกเขา คืนนี้พวกเขาจะขึ้นไปบนทางเก่า ที่โบว์เคยออกไปตามหากิ่งไม้แปลก ๆ แต่ไม่เคยกลับมาอีกเลย
กว่าจะเดินถึงสันเขาได้ ฟ้าเย็นลงจนกลายเป็นสีเทาหม่น ป่าสนขึ้นหนาแน่นมืดทึบ เสียงใบไม้เสียดสีกับหินกรวด พลหยุดจ้องไปยังซุ้มไม้หักที่เคยตั้งอยู่ข้างทาง หัวใจเขาสั่นแรงเมื่อเสียงส้มพูดแผ่วเบา “ปีหนึ่งแล้วนะ ยังอยากขึ้นไปอีกเหรอพล”
พลไม่ตอบทันที เขาก้มหน้าแล้วพูด “ถ้าไม่ไป คืนนี้ผมนอนไม่หลับหรอก ผมฝันเห็นโบว์ทุกคืน—หรือไม่ก็เหมือนจะตื่นขึ้นมาในความฝันที่ไม่มีทางออก” ตั้มจับบ่าเขาเบา ๆ “เรามาด้วยกัน จะไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง” พลยิ้มเจื่อน ๆ สายตามีแววลังเลแต่เต็มไปด้วยความหวังจาง ๆ
เสียงหมาเห่าลั่นจู่ ๆ จากหมู่บ้านดึงความสนใจของทั้งสามคน ส้มเหยียบเศษไม้เสียงดังกรอบ “พล นายคิดว่า…ถ้าเราเจอโบว์จริง ๆ มันจะเป็นยังไง” เธอพูดเหมือนหยั่งเชิงคำตอบ พลหลุบตา “ผมแค่อยากรู้ว่าพี่อยู่ที่ไหน หรือมีอะไรเกิดขึ้นจริง ๆ คืนวันนั้น—ไม่ใช่แค่เรื่องเล่าในตลาด”
ทั้งสามเดินต่อท่ามกลางหมอก เสียงฝีเท้าเบาจมลงในความเงียบ พวกเขามาถึงโขดหินใหญ่ใต้แสงจันทร์สลัว ที่นี่เหมือนเขตต้องห้าม ทุกคนต่างยืนนิ่ง ปล่อยให้ความเงียบทำงานแทนคำพูด
จู่ ๆ ตั้มยื่นของบางอย่างให้พล เป็นกำไลเงินขาดซึ่งพลจำได้ว่าเป็นของโบว์ พลเงยหน้าด้วยดวงตาตื่นตระหนก “เจอมันที่ชายป่า เมื่อวาน…ผมไม่กล้าบอกนาย” ตั้มพูดแผ่วเบา พยายามหลบสายตา ส้มประสานมือแน่นพลางมองขัน ๆ “นายคิดว่าเรา—กำลังเข้าใกล้ความจริง หรือแค่กำลังหลอกตัวเองกันแน่นะ”
ก่อนที่ใครจะอธิบายอะไร เสียงแหบต่ำแว่วดังมาจากหลังต้นสนด้านใน “อย่า…พูดถึงชื่อโบว์ที่นี่” ใบหน้าซีดคร่ำของยายพร คนเฒ่าประจำหมู่บ้านปรากฏกึ่งอยู่กึ่งหายภายใต้แสงจันทร์ สายตาเธอเหมือนระลึกชาติ พลกลืนน้ำลาย รู้สึกเหมือนทุกอย่างกำลังจะเปลี่ยน
ยายพรเดินโซซัดโซเซมาใกล้ ใบหน้ามีรอยแผลเก่า เชิงตำหนิแต่แฝงความเวทนา “พระจันทร์ดับแสงเมื่อไหร่ วิญญาณจะพากันหาย ยิ่งเย็น ยิ่งอาฆาต อย่าลืม…คืนแบบนี้ห้ามเดินออกนอกเขตหมู่บ้าน” ทุกคนเงียบก่อนที่ยายพรจะชี้นิ้วมาที่พล “เจ้าเป็นคนสุดท้ายในสายเลือดคนเฝ้าเส้นทาง ถ้าคิดต่อ จะไม่ใช่แค่คนหาย”
หลังยายพรจากไป บรรยากาศอึดอัดหนักอึ้ง “คุณยายเป็นแบบนี้ทุกที ชอบขู่เด็ก ๆ” ส้มพูดกลบเกลื่อน พลเงียบแต่ดวงตาเต็มไปด้วยข้อกังขา “ครั้งนี้ไม่เหมือนเดิม ครั้งนี้ผมรู้สึกเหมือนมีใครเฝ้ามองเราตั้งแต่เดินขึ้นมา”
พวกเขาตัดสินใจวนกลับแต่ระหว่างทาง ขณะที่ผ่านศาลเจ้ารกร้างริมทาง พลสังเกตเห็นธูปไหม้หมดดอก แต่ขี้เถ้ายังอุ่นอยู่ เขาผงะหยุดเพ่งกระถางธูปที่มีรอยมือเล็ก ๆ ประทับอยู่ ส้มกลืนน้ำลาย ตั้มขยับมาใกล้ ๆ “นี่ไม่ใช่ของเล่นแล้วพล ถ้าใครตามเรา—”
เสียงหวีดแปลบปลาบดังแทรกกลางคืน ทั้งสามคนก้มตัวหลบ ชำเลืองหาแหล่งเสียง “ไปเร็ว!” พลคว้าข้อมือทั้งสองพุ่งหลบเข้าในซอกหิน เงามืดเคลื่อนวูบอย่างรวดเร็วเหมือนสัตว์หรืออะไรที่เร็วเกินมนุษย์
เสียงฝีเท้าประหลาดก้องในความมืด ตั้มยกไฟฉายส่อง สำเนียงตัวเองสั่น “เรา—ควรกลับละจริง ๆ พล” พลพยักหน้าแต่สายตายังจับจ้องเส้นขอบป่า ภาพกำไลเงินในมือแว้บเหมือนคำสาปที่กำลังผูกพันเขากลับสู่เส้นทางไปไม่ได้อีก
ขากลับ ทางเดินมืดมิดผิดปกติ ทุกก้าวเหมือนถูกซุ่มจับจ้อง ส้มพูดเบา ๆ “ถ้าเป็นฉันนะ จะไม่เสี่ยงอะไรแบบนี้อีกเลย พล—พี่เขาอยู่ไหน เขาก็ไปแล้ว” พลก้มหน้าต่ำ เสียงอ่อยราวบอกตัวเอง “ถ้าเป็นเธอ เธอจะไม่ตามหาเลยเหรอ ถ้าคนที่หายไปคือพี่สาวเธอ”
เมื่อถึงหมู่บ้าน ทั้งสามแยกย้ายกลับบ้าน พลเดินเข้าบ้าน แม่ถามเสียงแผ่ว “ลูกไปไหนมา วันนี้เหมือนฝนจะตกหนัก อีกคืนนี้—” พลตอบติดติดขัดขัด “ไปดูที่ ๆ พี่โบว์หายไปครับแม่ ไม่มีอะไร ไม่มีอะไรเลย” เสียงแม่ถอนหายใจยาว ก่อนจะปัดมือไปทางห้องนอนของโบว์ พลหยุดมองประตูที่ปิดมิดชิด รอยแหว่งที่กลอนยังคงเด่นชัดจากรอยเก่า
คืนนั้น พลฝันเห็นเงาดำยื่นมือมาเรียกในป่า เสียงพี่สาวอ่อนแรงกระซิบ “อย่าทิ้งฉัน” เขาตื่นขึ้นมาพร้อมเหงื่อท่วมตัว ในห้องเงียบสนิท ลมหายใจของตัวเองสะท้อนไปมาราวกับเสียงอีกคนยังคงอยู่ใกล้ ๆ
เช้าตรู่ ส้มโทรหาพลด้วยเสียงตื่นตระหนก “พล นายต้องมาดูนี่ มีรอยเท้าแปลก ๆ หน้าบ้านฉัน แล้วกำไลพี่โบว์ก็…อยู่ที่บันไดบ้านฉันทั้งที่เมื่อคืนเราอยู่ด้วยกัน” พลอึ้ง พยักหน้าเหมือนลืมหายใจ “เธอ…แน่ใจใช่มั้ยว่าสิ่งนี้ไม่ใช่ของปลอม”
พลกับส้มรีบไปหาตั้มที่สวนหลังบ้าน ทั้งสามคนเอากำไลเงินมาตรวจดูพบว่า มีเศษผมดำยาวพันติดอยู่ พลอ้าปากจะพูดแต่ตั้มขัด “เราตามสัญชาตญาณหรือแค่กลัวจะเสียใจกันแน่พล” เสียงหมาเห่าก้องตามด้วยเสียงฝีเท้ามากกว่าหนึ่งคู่ใกล้เข้ามาอย่างรวดเร็ว
พลตัดสินใจวิ่งตามรอยเท้าไปที่ป่าลึก เสียงเพื่อน ๆ วิ่งตาม พวกเขามาถึงเพิงไม้ล้มครืนแถบลำธาร รอยแดงคล้ายคราบเลือดบนหญ้าแฉะ “มันคืออะไร” ส้มกระซิบแผ่ว เสียงสั่น “ไม่แน่ว่าเป็นพี่โบว์” พลสั่นแต่ขบฟันแน่น “ผมต้องรู้ให้ได้!”
ขณะสำรวจในเงามืด เงาร่างตัวเล็กวิ่งวูบตรงกลางลำธาร พลพุ่งตาม ข้ามกิ่งไม้ล้ม บาดแผลขูดเลือดออกที่หน้าแข้ง บรรยากาศบีบคั้นด้วยความผิดหวัง ความกลัวและความไม่แน่ใจ ส้มขยับมากอดแขนพล “นายจะเสี่ยงอะไรขนาดนี้เพื่อคนที่อาจจากไปแล้วเหรอ” พลไม่มีเสียงตอบนอกจากแรงดึงเพื่อเคลื่อนต่อ
กลางร่องน้ำเย็นเฉียบ เงาร่างนั้นหายไป พลร้องเสียงหลง “โบว์!” ความเงียบกลืนทุกเสียง เพียงเสียงน้ำรินจางๆ เหมือนเสียงร้องไห้ในความฝันที่ไม่มีทางตื่น ส้มกับตั้มยืนเงียบ มือหนึ่งของตั้มแตะไหล่พลเป็นเชิงให้หยุด
ทันใด พลเหลือบเห็นวัตถุแวววาวฝังในดิน กำไลเงินอีกวงหนึ่ง แกะสลักชื่อ “โบว์” พลทรุดเข่ากับพื้นดิน สายตาเต็มไปด้วยความเจ็บปวด ส้มบีบมือเขาแน่น ตั้มนั่งข้าง ๆ เงียบ “บางที…บางอย่างมันเกินจะไล่ตาม” ตั้มพูดเบาราวกับฝากกับลม
เสียงกิ่งไม้หักกลางป่าดังลั่น เงาดำปรากฏขึ้นข้างหลัง ยายพรเดินช้า ๆ มาหยุดตรงหน้า “เด็กเอ๋ย ถึงเวลาพบความจริง เจ้าอยากตามหานักใช่ไหม มองให้ลึกกว่านี้” พลกับเพื่อนสบตากันอย่างตื่นตระหนกแต่ไม่หันหลังหนี
ยายพรเทเศษสมุนไพรลงบนปล่องไฟ รอยควันดำลอยวนเวียน “ทุกคืนจันทร์ดับ ถ้าไม่ยอมปล่อย ทุกสิ่งจะหาย วงเวียนจะวนลูปอีก ใครที่ไม่กลับ…ก็จงปล่อยเขาไป” เสียงตัดพ้อเศร้าซึ้ง พลเปล่งเสียงสั่น “ผมกลัวครับ กลัวต้องอยู่คนเดียว กลัวความผิด กลัวว่าที่ผ่านมาเป็นความผิดของผมทำให้พี่หายไป!”
ทุกอย่างเงียบสนิท ตั้มกอดพลแน่น ส้มซบร่างปลอบ พลร้องไห้หนัก พูดทุกอย่างที่เก็บซ่อนไว้ออกมา “ผมทะเลาะกับพี่…ผมผลักพี่โบว์ออกไปคืนนั้นเอง…” เสียงร้องสะอื้นดังก้อง ยายพรส่งสายตาอ่อนโยน “เจ้ากล้ายอมรับแล้ว ทุกสิ่งจะได้ปลดปล่อย”
ภาพลวงตา—เงาโบว์ในชุดชุดขาวปรากฏเหนือผืนน้ำ ลอยค้างกลางไอเย็น เย็นชาแต่สงบ “พล—ไม่ใช่ความผิดนาย ปล่อยฉันไปเถอะ” เสียงพี่สาวแผ่วเบายิ่งกว่าลม พลทรุดนั่ง ปล่อยน้ำตาและมือถือกำไลไว้ไม่ยอมวาง
ส้มพ่นลมหายใจแรง “นายไม่ต้องพิสูจน์อะไรแล้วพล พี่เขาอยากให้เราดำเนินชีวิตต่อ” ตั้มพยักหน้า “ความกลัวเท่านั้นที่ขังทุกคนไว้” พลสะอื้น ก่อนค่อย ๆ ลุกขึ้น เงาโบว์จางหาย—กลายเป็นความสงบที่มาแทนที่
บ่ายวันใหม่ แสงอาทิตย์ส่องทั่วหมู่บ้าน เสียงนกกับชีวิตปกติกลับมา พลกับเพื่อน ๆ ยืนมองเส้นป่า ที่วันนี้ดูไม่น่ากลัวเหมือนเดิมแล้ว กำไลเงินสองวงถูกวางบนหินที่โบว์เคยชอบนั่ง ทุกคนยิ้มน้ำตาในแววตาคล้ายปลดปล่อยสายน้ำหนักหัวใจเสียที
พลหันไปกล่าวกับแม่อย่างมั่นคง “ผมจะไม่หนีความจริงอีกแล้วครับแม่” แม่ยิ้มบาง มองลูกชายในแววตาเข้มแข็งกว่าเก่า “ลูกโตพอจะปล่อยให้บางอย่างจากไปได้แล้ว”
ในค่ำคืนที่พระจันทร์กลับมาเต็มดวงอีกครั้ง พล ส้ม และตั้มเดินลัดเลาะริมป่า เสียงหัวเราะแผ่วเบา ความสัมพันธ์ในกลุ่มลึกซึ้งกว่าเคย บนท้องฟ้ามีแค่แสงจันทร์ที่นำทาง แทนแสงจากใครคนนั้นที่เคยหลงทาง—แต่ไม่เหลือความหวาดกลัวอีกต่อไป