คืนจันทราเหนือหุบเขาหิมะ
เสียงหอนของลมสะท้อนผ่านซอกเขาสูงที่โอบล้อมหมู่บ้านหิมะ ‘ซฺือซาน’ ยามค่ำ สายหมอกขาวลอยต่ำเหนือหลังคาบ้านไม้เก่า ซิ่วนั่งดึงเชือกรองเท้าอยู่หน้ากองไฟกลางลานบ้าน ดวงตาของเขาว่างเปล่าราวคนไร้วิญญาณ เสียงซุบซิบเบา ๆ จากกลุ่มผู้ใหญ่ในกระท่อมด้านหลังแว่วผ่านมา
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!“ซิ่ว… จะกลับบ้านกินข้าวมั้ยลูก?” เสียงแม่เรียกพร่าม เธอดันประตูไม้กรอบเก่าส่งเสียงเอี๊ยด
เขาเงยหน้ามอง—ลังเล ก่อนลุกขึ้นช้า ๆ “ไม่หิวน่ะ”
มือซิ่วสั่นอยู่ใต้แขนเสื้อกันหนาว เขาคว้ากระเป๋าผ้าใบเก่าแล้วเดินผ่านรั้วไม้สู่ถนนหิมะ ไกลออกไปแสงไฟบ้านกระพริบ ไฟถนนดวงเดียวส่องสลัวเหนือศีรษะบนเสาไม้ผุ
เสื้อโค้ตสีฟ้าเข้มของ ‘เย่หลิน’ เด็กสาวต่างถิ่นปรากฏที่หัวมุมถนน เธอหยุดยืนข้างกองหิมะ จ้องดูอะไรสักอย่างบริเวณรอยเท้าปุยขาว ซิ่วเดินเข้าช้า ๆ ยิ้มอ่อน
“ดูอะไรอยู่” เขาถามเสียงเบา
เย่หลินนิ่ง ก่อนเอื้อมมือหยิบอะไรจากหิมะ “ริบบิ้นนี่… เด็กบ้านแสงเหนือชอบผูกไว้ตรงเปีย ดูเหมือนรอยลากเล็ก ๆ ไปทางป่าด้านหลัง”
“อาจเป็นแค่กระรอกก็ได้น่า” ซิ่วพูดติดตลก แม้เสียงจะแห้งแล้ง
เย่หลินไม่ตอบ เธอมองดวงตาซิ่ว คล้ายจะพูดอะไรบนปลายลิ้น แต่กลับกลืนลงคอ “คืนนี้ครบสามวันแล้วที่เด็กคนนั้นหายตัว”
“หมู่บ้านนี้แปลกดี ไม่ค่อยมีใครอยากพูดถึงเด็กหาย…หรือเกี่ยวกับป่า” เขาก้มหน้า
เย่หลินยิ้มเศร้า “บางเรื่อง แค่ยอมรับก็ยากแล้วนะ”
มีความเงียบขึงเครียดอยู่ระหว่าง ทั้งสองเดินเคียงกันสู่ทางป่าท่ามกลางหิมะทับถม หัวใจซิ่วเต้นแรงเมื่อได้ยินเสียงรองเท้าเหยียบเกล็ดหิมะของตน
ใต้โคมไฟหน้าบ้าน นายอิ๋น—ผู้ใหญ่บ้าน สูงผอม สวมหมวกหนังขาว ยืนพูดคุยกับตำรวจวัยกลางคนที่เพิ่งมาถึง “ไม่มีใครรู้ว่าเกิดอะไรขึ้นเลยหรือ”
บ้านรอบข้างปิดประตูแน่น ราวกับกลัวสายลมจะขโมยความลับ
ซิ่วมองตาม พึมพำ “ถ้าเราไม่ตามหาเอง…ใครจะสนใจ”
เย่หลินกัดฟัน “เราออกไปดูรอบป่านะ เผื่อจะเจอ…อะไร”
ทั้งสองแลกสายตา ก่อนเย่หลินออกเดินนำเข้าแนวต้นสน หัวใจของซิ่วรั้งอยู่กับเงามืดแห่งอดีต แต่ฝีเท้าขยับตามเด็กสาวในความมืดในที่สุด
ในป่า กลิ่นอายเย็นเยียบและเงียบงันปกคลุม พวกเขาเดินฝ่าแนวหิมะ—ทุกก้าวหนักอึ้ง ซิ่วมองท้องฟ้า ไร้จันทร์ มีแต่หมอกขาวและความว่างเปล่า เสียงย่ำเท้าและหายใจของสองคนก้องในความเงียบ
“เคยกลัวความมืดมั้ย” เย่หลินถามแผ่ว
ซิ่วลังเล หัวเราะเหือดหาย “ตอนไหนที่ไม่กลัวกันล่ะ”
เย่หลินยกไฟฉายขึ้น—ลำแสงวูบแวบ เห็นเงาที่ยาวเหยียดของต้นสนและรอยเท้ากระจายบนหิมะ เธอก้าวไปช้าลง ดูกลัวจนต้องฝืนใจตัวเอง
เมื่อเสียงลมแรงขึ้น ซิ่วตัดสินใจชี้ “ดูนั่น—พื้นตรงนั้นเหมือนจะจมหิมะผิดปกติ”
เย่หลินเดินเข้าดู ใช้ปลายรองเท้าเขี่ยพบตุ๊กตาผ้าเปื้อนโคลน
“โอ้ย! เป็นของเด็กคนนั้น” เธอเสียงสั่น
ซิ่วหยิบขึ้นมา มือเย็นจัด “จะบอกพวกเขาไหม”
เย่หลินนิ่งนาน “คนในหมู่บ้านเชื่อว่าเด็กถูกวิญญาณป่าพาไป…แต่ถ้ามันไม่ใช่แบบนั้นล่ะ”
ชายหนุ่มพูดเบาเหมือนไม่ต้องการให้ใครได้ยิน “บางทีคนร้ายอาจจะเป็นคนใน”
เย่หลินเงียบ ริมฝีปากขยับแต่ไม่มีเสียง กลิ่นอายตึงเครียดและความกลัวกระจายรอบตัวทั้งคู่
ทว่ากลับมีเสียงบางอย่างดังแว่วลึกในป่า—เสียงเพรียกเบา ๆ คล้ายร้องเรียก ทั้งสองหยุด หันขวับ คนละทิศทาง
เย่หลินหรี่ตาเพ่ง “เสียงเด็ก…”
ซิ่วขมวดคิ้ว “เราควรไป…หรือรอให้คนอื่นมา”
เย่หลินก้าวนำ ริมฝีปากสั่น “ถ้าเป็นครอบครัวเราล่ะ จะอยู่เฉยได้ไหม” เธอไม่รอคำตอบ เดินลึกเข้าไป—ซิ่วฝืนยิ้มจาง ๆ แล้วตามทันที
ไฟฉายสะท้อนภาพบ้านไม้ร้างกลางป่า ทะลุหน้าต่างแตก ๆ เสียงไม้ถูกลมตี สองคนต่างใจเต้นรัว
“ไม่มีใครกล้าเข้าใกล้ที่นี่หรอก” ซิ่วพึมพำ
เย่หลินฝืนใจผลักประตู มันเปิดออกช้า ๆ เสียงเอี๊ยด เสียงร้องเบาดังขึ้นจากห้องในสุด พวกเขาตามเสียงไปพบเศษผ้าปูที่นอนเปื้อนเลือดประดับบนพื้น เย่หลินหน้าซีด เธอสั่น
ซิ่วเอื้อมมือแตะไหล่ “ออกไปก่อนมั้ย”
เธอส่ายหน้า ยืนแน่นิ่ง น้ำตาคลอ “ถ้าเป็นน้องเรา…ห้ามทิ้ง”
พวกเขาค้นทั่วบ้าน พบเพียงวัตถุประหลาด—กล่องไม้โบราณที่มีรูปลวดลายคล้ายพระจันทร์กับเงาคนภายใต้ต้นสน ซิ่วหยิบขึ้นพลิกดู “เป็นกล่องอะไร”
เย่หลินงุนงง มือน้อยเธอเอื้อมสัมผัสกล่องนั้น ลมหายใจของทั้งคู่เคล้าความกลัวและความหวังบางเบา
ระหว่างกลับสู่หมู่บ้าน เย่หลินชะงัก เธอมองย้อนเส้นทางบ้านร้าง “กล่องนี้ต้องมีความหมาย เราต้องหาทางเปิดมัน”
ซิ่วมองดวงตาเธอ พลางลังเล “ถ้าคนในหมู่บ้านรู้ พวกผู้ใหญ่จะยอมให้เราสอบถามไหม”
เสียงหัวเราะเคร่งขรึมของชายสูงวัยผู้หนึ่งดังจากเงามืด นายอิ๋นเดินออกมาพร้อมตะเกียง “ทำไมยังมาแถวนี้ กลับบ้านได้แล้ว นี่อันตราย”
เย่หลินซ่อนกล่องไม้ไว้ใต้เสื้อ “เราแค่ตามหาน้องค่ะ”
นายอิ๋นขวับหน้ามอง ขึงขัง “ป่าแห่งนี้ไม่ใช่ที่ของเด็ก บอกแล้วใช่ไหม ห้ามใครเข้ากลางคืน”
ซิ่วหลบตา พึมพำ “แต่ถ้าไม่หา จะเหลืออะไร”
นายอิ๋นเมินตา หนักแน่น “เชื่อผู้ใหญ่เถอะ บางเรื่องยิ่งรู้น้อย ยิ่งอยู่รอด” เขาควงตะเกียงจากไป
ซิ่วกับเย่หลินเดินช้า ๆ สู่ทางกลับด้วยแววตาตึงเครียด
คืนนั้นในห้องเย็น เย่หลินจ้องกล่องไม้ เธอไล้นิ้วไปบนลวดลายพระจันทร์ เสียงลมหอบผ่านหน้าต่าง เธอคิดถึงการหายตัวของเด็กคนนั้น “ต้องมีอะไรอยู่ข้างในสิ…”
รุ่งเช้า ข่าวของสองเด็กที่แอบเข้าไปบ้านร้างแพร่ไปทั่วซิ่วได้ยินเสียงซุบซิบในร้านขายของชำ ตำรวจเดินชมดงไม้ ซิ่วนั่งนิ่ง ริมฝีปากเม้มแน่น
“กลัวเหรอ” เพื่อนซิ่วถาม
ซิ่วส่ายหน้า “ไม่ได้กลัว…แค่ไม่อยากทำให้แม่ผิดหวังอีก” เสียงเศร้าผสมโทษตัวเอง
เย่หลินปรากฏตัว—วางมือลงบนโต๊ะไม้ “คืนนี้มาเจอหน้าวัด เราต้องลองเปิดกล่อง”
ซิ่วลังเล แต่เพียงสบตาเธอ เขาก็พยักหน้าแผ่ว ๆ
คืนนั้นใต้แสงจันทร์จาง หน้าวัดเล็ก เย่หลินวางกล่องไม้บนตัก ค่อย ๆ หมุนฝา ภายในมีกระดาษพับครึ่ง เขารีบหยิบมาอ่าน
‘ในป่ามีทางที่ตาสองคู่จะเห็น หากแลกด้วยสิ่งรักที่สุด’
“อะไรคือสิ่งรักที่สุด?” เย่หลินถามเสียงเบา
ซิ่วนิ่ง ริมฝีปากกระตุก “ทุกคนต้องเสียสละอะไรบางอย่าง”
เย่หลินถอนใจ “หรือเขาหมายถึง…เด็กคนนั้นถูกใครในหมู่บ้านแลกไปเพื่ออะไรสักอย่าง…”
ซิ่วลุกพรวดออกเดิน เธอตามไป “นายหนีอะไรอยู่?”
เขาหยุดนิ่ง “ฉันเคยทิ้งน้องไว้ลำพังในป่า…แล้วเธอก็ตาย” เสียงใต้ลมหายใจสั่นเครือ “ทุกวันนี้คนทั้งหมู่บ้านมองฉันเหมือนตัวประหลาด”
เย่หลินเข้าใกล้ วางมือบนแขน เงียบไปนาน “ฉันเองก็ออกจากบ้าน เพราะแม่เชื่อว่าฉันเอาแต่ฝัน…ไม่จริงจังอะไรสักอย่าง”
คนทั้งคู่เงียบ เจ็บปวดในมุมของตัว รัตติกาลเย็นยะเยือกยิ่งกว่าเก่า
อีกวัน เย่หลินแวะไปหา ‘หมอหลิว’ หญิงสูงวัยสายตาคม “หมอรู้เรื่องกล่องไม้มั้ยคะ”
หมอหลิววางถ้วยชา “ในป่ามีทาง—แต่ทุกเส้นต้องมีราคา” เธอมองเย่หลินด้วยสายตารู้เท่าทัน “อย่าคิดว่าเด็กเท่านั้นที่หาย ทุกครอบครัวต่างเสียบางอย่างให้กับหิมะแห่งซฺือซาน”
เย่หลินขมวดคิ้ว “คุณว่า…กล่องพวกนี้คือของที่คนใช้แลก…บางสิ่ง?”
หมอหลิวเงียบไปนาน ก่อนผุดยิ้มปริศนา “ถ้าเจ้ามีความกล้า ต้องเข้าไปในวันพระจันทร์เต็มดวง”
เย่หลินรีบตามไปบอกซิ่ว “เราต้องเข้าไปในวันจันทร์เต็มดวง! นั่นคือคืนนี้…”
ซิ่วลังเล หัวใจเต้นแรง “กลัวว่าจะไม่ได้กลับออกมาน่ะ”
เย่หลินยิ้มบาง “แต่ฉันไม่อยากเสียใจภายหลัง ยังไงก็ต้องลอง”
ค่ำวันพระจันทร์ สองคนสวมเสื้อคลุมดกสีน้ำเงิน มุ่งสู่ป่าอีกครั้ง ถึงทางแยกริมลำธาร พวกเขาหยุด เงียบนาน เย่หลินชวน “ถ้าเจอทาง…นายพร้อมแลกอะไร”
ซิ่วสบตาเธอ สั่น “ไม่รู้…แต่ถ้าเป็นชีวิตฉัน…น่าจะยอม”
พวกเขาก้าวลึกสู่ป่า เสียงป่ากลืนโลกรอบข้าง ไฟฉายเริ่มดับ ต้นสนสูงดำทะมึนอยู่เหนือหัว
กลางป่า ภายใต้แสงจันทร์สีเงิน มีรอยเท้ารอบ ๆ บ่อหิมะใหญ่ เด็กหญิงในชุดสีฟ้ายืนร้องไห้อยู่ปลายสุด
เย่หลินวิ่งเข้าไป “อย่ากลัว เรามาช่วย!”
เด็กค่อย ๆ เงยหน้า ดวงตาเธอมีประกายคล้ายพระจันทร์ เย่หลินเข่าอ่อน พึมพำ “นายเห็นแบบที่ฉันเห็นไหม”
ซิ่วหยิบกล่องไม้ ฉีกเศษผ้าตัวเองพันข้อมือ แลกเลือดหยดลงกล่อง
ภาพเหมือนหมอกจางซ้อน…แสงจันทร์บนหน้าของเด็กคนนั้นฉายชัด ทุกอย่างหยุดนิ่ง เด็กหญิงยกดอกไม้หิมะยัดใส่มือเย่หลิน
เงามืดคืบคลานจากรอบป่า เสียงหิมะทับถมดังกึกก้อง เงาของซิ่วกับเย่หลินเบี่ยงบิดเหมือนจะถูกกลืนไป
“จะให้เราทำอะไร…” เย่หลินตะโกน
เสียงก้องกังวานของเด็ก “กลับไป…ถ้ารู้จริงว่าพร้อมจะเห็น”
แสงจันทร์สว่างวาบ ทุกอย่างตรงหน้าจางหาย ทิ้งเพียงกลิ่นหญ้าเปียก เย่หลินตื่นลืมตา พบว่าพวกเขานอนอยู่ริมหมู่บ้าน มือกำดอกไม้หิมะกลีบบอบบางแน่น
หมู่บ้านซฺือซานเช้าวันใหม่—ข่าวดีว่าพบเด็กหญิงที่หายไปในกระท่อมหิมะริมป่า อ่อนแรงแต่ยังมีชีวิต ไม่มีใครอธิบายได้ ชาวบ้านเพ่งมองเย่หลินกับซิ่วด้วยสายตาใหม่…ยังมีความระแวงเจือปน แต่ละคนเบาใจ—แต่อะไรบางอย่างในแววตาเด็กสองคนนั้นยังหนักอึ้ง
เย่หลินสบตาซิ่ว “นายพร้อมที่จะหาคำตอบจริง ๆ ใช่ไหม”
ซิ่วพยักหน้า ริมฝีปากสั่น “ต้องพร้อม…เรากลัวพอแล้ว ไม่อยากหนีอีก”
เย่หลินยิ้ม หัวใจชุ่มชื้นขึ้น มือยังบีบดอกไม้หิมะแน่น ท่ามกลางเงาดำในหุบเขาอันเยียบเย็น…ตอนนี้อย่างน้อยเธอก็กล้าเดินกลับเข้าไปในหมู่บ้านเหมือนกับใคร ๆ ในฐานะตัวเองไม่ใช่เงาอดีตอีกต่อไป…