กล่องดนตรีของหัวใจ
เสียงกีต้าร์แผ่วเบาลอยมาตามสายลมยามบ่ายในมหาวิทยาลัย มิว หญิงสาวผมม้า หน้าซีด อ่อนโยน ใส่เสื้อยืดซีดๆ กับรองเท้าผ้าใบเก่า เดินผ่านตึกวิศวะอย่างเงียบเชียบ เธอมองเข้าไปในห้องชมรมดนตรี เห็นกลุ่มนักศึกษานั่งคุยกันเสียงดัง ทุกคนหัวเราะ มิวเดินเลยไป ไม่มีใครเห็นเธอ สีหน้าเฉยเมินสะท้อนความคุ้นชินกับการเป็นเงาของคนอื่น
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!ในอีกด้านของมหาวิทยาลัย แป้ง สาวร่าเริง สายตาเปล่งประกาย ใส่เสื้อคลุมสีสดใส กำลังเดินคุยกับเพื่อนกลุ่มใหญ่ เธอเล่าตลกอะไรบางอย่าง ทำเสียงสูงเสียงต่ำ ทุกคนหัวเราะกันสนุกสนาน แล้วเสียงแป้งก็ดังขึ้น “โปรเจกต์ปลายภาคนะ แกต้องเป็นลีดนะ!” เพื่อนหัวเราะ แป้งทำหน้าเหมือนจะแก้ตัวแต่ก็ปล่อยให้ละลายไปในเสียงหัวเราะ
ค่ำนั้น มิวกลับถึงหอพัก เปิดกล่องดนตรีใบเก่าที่อยู่บนโต๊ะ เสียงเพลงแผ่วเบาดังออกมา เธอหยุดนิ่ง เงียบ ฟังเสียงนั้น ดวงตาคล้ายจะเศร้า ความทรงจำเลือนรางลอยผ่าน เธอกดปิดกล่องดนตรีอย่างรวดเร็ว แล้วเริ่มทำการบ้านที่กองเต็มโต๊ะ สมาธิอยู่กับตัวหนังสือ แต่แววตามีบางอย่างปกปิดไว้ เสียงแจ้งเตือนโทรศัพท์ดังขึ้น เธอมองดู เป็นไลน์จากที่ปรึกษาโปรเจกต์: “อย่าลืมจับคู่ทำโปรเจกต์กลุ่มด้วยนะครับ” มิวถอนหายใจยาว
เช้าวันต่อมา ในห้องเรียนวิศวกรรมไฟฟ้า อาจารย์แจ้งว่าต้องทำโปรเจกต์กับคนจากคณะอื่น พอดีกับช่วงโปรเจกต์นิทรรศการศิลปะ แป้งเข้ามาช้าเพราะเพิ่งเสร็จงานที่ชมรมศิลปกรรม เธอนั่งลงข้างๆ มิว มีการจับสลากสุ่มคู่กัน มิวกับแป้งได้เป็นคู่ แป้งยิ้มกว้าง แต่มิวกลับตกใจเงียบๆ กำมือแน่นแทนคำพูด
หลังเลิกเรียน แป้งเดินตามมิวออกจากห้อง “มิวใช่มั้ย เราต้องทำโปรเจกต์ด้วยกันนะ!” มิวพยักหน้าน้อยๆ ไม่สบตา “เราวาดรูปแล้วมิวแต่งเพลงได้มั้ย” แป้งพูดต่ออย่างสนุกสนาน มิวตอบสั้น “ไม่ค่อยถนัดดนตรี” เงียบเล็กน้อย แป้งหัวเราะแก้เก้อ “งั้นเราหาอะไรที่เราทั้งคู่ทำได้กันดีกว่า”
คืนนั้น มิวคิดถึงโปรเจกต์ที่ตัวเองไม่อยากเข้าสังคม ความกดดันและความกลัวที่จะผิดพลาดคอยสะกิดใจ เธอเขียนข้อความบอกแป้งว่า “พรุ่งนี้เจอกันที่ห้องสมุดนะ” แล้วก็ปิดเครื่องไป
วันถัดมา ที่ห้องสมุด แป้งมาถึงก่อน กางสมุดภาพ เตรียมไอเดียต่างๆ มิวมาช้าเล็กน้อย เงียบๆ ไม่สบตา แป้งพูดแบบพยายามชวนคุย “เราเห็นมิวมีที่กล่องดนตรีในห้องนะ มาสร้างโปรเจกต์เสียงกับภาพดีมั้ย เอาพวกกลไกมาเล่นกับศิลปะ” มิวชะงักไป แววตาตกใจ “กล่องนั่น…มันเพี้ยนจะเป็นไรมั้ย” แป้งหัวเราะร่า มิวกระซิบเบา ๆ ว่า “กล่องนั้นเสียงมันผิดตั้งแต่เด็กแล้ว”
แป้งเลิกคิ้ว “ก็เพลงเพี้ยน มันก็เท่ดีนะ เดี๋ยวเราวาดภาพเพี้ยนด้วย มันมีเสน่ห์แบบคนไม่สมบูรณ์ไง” มิวเงียบไป ชะเง้อมองแป้งอย่างไม่แน่ใจ “จริงเหรอ…” แป้งยิ้มกว้าง “เราชอบอะไรที่แปลกและแท้จริงนะ”
สัปดาห์ต่อมา ทั้งคู่เริ่มนัดกันบ่อยขึ้นในมหาวิทยาลัย จัดหาอุปกรณ์ เล่นเสียงกล่องดนตรี มิวเริ่มเล่าเรื่องกลไกฟันเฟือง แป้งเริ่มแชร์วิธีมองภาพและสีสัน สองคนต่างคนต่างมีมุมมองที่อีกฝ่ายไม่เคยเห็น เสียงหัวเราะของแป้งค่อยๆ ทำให้มิวคลายเกร็ง มิวเริ่มแสดงความคิดเห็นมากขึ้น แต่ก็ยังชอบอยู่ในกรอบตัวเอง
วันหนึ่งหลังเลิกเรียน แป้งซื้อของวาดรูปมานั่งทานที่คาเฟ่ มิวเดินมานั่งข้าง ๆ “สีน้ำแบบนี้ดีกว่ามั้ย” มิวหยิบสีอีกชุดมาให้ แป้งตกใจนิด ๆ “มิวเลือกสีเก่งจัง” มิวตอบเบา ๆ “เรา…ชอบจัดเรียงสีตั้งแต่เด็ก อาจเพราะพ่อแม่ชอบบังคับให้ระวังเปื้อน” แป้งหัวเราะ “พ่อแม่เราตรงข้ามเลย ที่บ้านไม่เคยสนใจวาดรูปเราด้วยซ้ำ” บทสนทนาเงียบ สำหรับสองคนนี้ มันคือการเปิดเผยกันแบบทีละน้อย
ค่ำวันหนึ่งที่มิวกำลังฝึกกลไกกล่องดนตรีในห้อง แป้งก็ทักมา “วันเสาร์นี้ว่างปะ มาช่วยกันเตรียมพร็อพธีมบูธที่คณะเราหน่อย จะได้เห็นกล่องของจริงด้วย” มิวลังเลอยู่นานกว่าจะตอบตกลง เธอไม่ชอบสถานที่คนเยอะ แต่ความรู้สึกอยากใกล้แป้งมีมากกว่าความกลัวของตัวเอง
ภายในคณะศิลปกรรมวันเสาร์ ศิลปินกำลังแต่งภาพบนผนัง บรรยากาศสวยงาม แป้งชวนมิวดูงานศิลป์ของเพื่อนตัวเอง มิวเดินตามอย่างเก้ ๆ กัง ๆ “นี่งานของเราเอง” แป้งพูดพร้อมชี้ไปบนผืนผ้าใบสีสด “เราเห็นหน้ามิวเลยนะในภาพนี้” มิวชะงัก หัวใจเต้นแรงแต่ไม่พูดอะไร
ขณะช่วยกันติดตั้งบูธ กล่องดนตรีของมิวที่เตรียมมาเผลอหล่นพื้น เสียงกลไกข้างในดังกรึ๊บเบา ๆ ทุกคนในห้องเงียบลง แป้งหยิบขึ้นมาเบา ๆ ยื่นให้มิว “มันไม่ได้เสียหายมากหรอกมิว เดี๋ยวเราระวัง” มิวหน้าเสียเล็กน้อยเหมือนคนกลัวถูกตำหนิ แต่แป้งแตะแขนมิวเบา ๆ เป็นสัญญาณของความไว้ใจ
การทำโปรเจกต์ดำเนินไปอย่างค่อยเป็นค่อยไป มิวเริ่มพูดมากขึ้นในกลุ่ม เล่าเรื่องที่บ้าน เรื่องกลไก กล้าขัดแย้งกับเพื่อน ๆ เรื่องแนวเพลง แป้งแกล้งถาม “แต่เสียงกล่องนั่นมัน…เศร้าไปมั้ย” มิวตอบเสียงอู้อี้ “บางทีความเศร้าก็ทำให้เพลงมีชีวิต” บทสนทนาชะงัก แววตาของแป้งเปลี่ยนไปนิดหนึ่ง
หลังวันเสร็จงาน ทั้งสองคนนั่งคุยกันที่สวนมหาวิทยาลัย “เราหวังว่าโปรเจกต์นี้จะทำให้แม่สนใจงานเราบ้าง” แป้งพูดเสียงเบา มิวฟังเงียบ ๆ ไม่ปลอบ ปล่อยให้ความเงียบไหลผ่าน “แม่เราก็ไม่เคยสนใจหรอกว่าชอบอะไร หรืออยากเป็นอะไร” มิวสารภาพในที่สุด เสียงนั้นสั่นไหวเล็กน้อย
หลังนิทรรศการจบลง ทั้งคู่แยกย้ายกลับบ้าน แต่คุยแชทกันทุกวัน โปรเจกต์จบไปแล้วแต่ความสัมพันธ์ยังดำเนิน มีทั้งคำถามสั้น ๆ การแซวเล็ก ๆ เงียบหายบางวัน ต่างฝ่ายต่างกลัวจะพูดอะไรผิด มิวลังเลจะชวนแป้งไปเดินเล่นแต่เปลี่ยนใจทุกครั้งเพราะกลัวอีกฝ่ายจะรำคาญ
เริ่มมีระยะห่าง เมื่อแป้งรับโปรเจกต์วาดงานนอกมหาวิทยาลัย ใช้เวลาน้อยลงกับมิว บางครั้งก็ตอบแชทช้าหรือไม่ตอบเลย มิวเริ่มอดคิดไม่ได้ว่าแป้งอาจเบื่อกัน หรือเจอคนที่เข้ากับชีวิตสายศิลป์มากกว่าเธอ ทุกครั้งที่จะยิงข้อความถาม มิวก็ลบทิ้งทุกครั้ง
คืนฝนพรำหนึ่ง มิวเดินตากฝนกลับห้องโทรศัพท์ในมือขึ้นหน้าจอข้อความหายใจรัว ๆ “เรา…คิดถึงแกอะ” สุดท้ายก็ไม่กล้ากดส่ง นั่งลูบกล่องดนตรี มองเข้าไปในห้อง เงาอดีตเธอกลับเข้ามา ไม่มีใครเคยเลือกเธอเป็นตัวเลือกหลัก
ถึงวันหนึ่งที่มหาวิทยาลัยมีงานรวมรุ่น ศิษย์เก่าเพื่อนเก่าแป้งกลับมาหา แป้งดูมีความสุข เหมือนได้กลับไปเป็นตัวเองอีกครั้ง เธอพูดคุยกับชายหนุ่มคนหนึ่งอย่างถูกคอ มิวเห็นเข้าโดยบังเอิญ ทั้งสีหน้า แววตา การหัวเราะ ทุกอย่างแทงใจมิวจนต้องเดินหนีมา น้ำตาแทบจะไหล ทบทวนตัวเองว่าเธอมีค่าอะไรในชีวิตแป้ง
คืนนั้นมิวเมาเสียงกล่องดนตรีของตัวเอง ทั้งเศร้าและสับสนจนตัดสินใจตัดขาด เธอทักแป้งว่า “ขอโทษถ้ารบกวนนะ” แล้วไม่พูดอะไรต่อ แป้งอ่านข้อความ หัวใจวูบ ฝั่งเธอก็มีแผลลึกของการถูกทิ้งจากคนในอดีต แต่แป้งเลือกเงียบ ไม่กล้ายืนยันอะไร หัวใจทั้งคู่เต็มไปด้วยคำถาม
เวลาผ่านไปหนึ่งสัปดาห์ที่ไม่ได้คุยกัน มิวรู้สึกว่างเปล่า ในขณะที่แป้งก็วาดภาพแต่ไม่มีแรงบันดาลใจ เธอหยิบดินสอ ซ้อนทับสี เปรอะเปื้อนกระดาษจนหัวใจโหว่ ทั้งคู่เคยเติมเต็มกันและกันแต่กลับกลายเป็นคนแปลกหน้าชั่วขณะ
ความอึดอัดของการอยู่ห่างกันส่งผลต่อชีวิตแต่ละคน มิวเริ่มเข้าสังคมน้อยลง เธอคล้ายจะกลับไปเป็นคนเงียบขรึมแบบเดิม ส่วนแป้งก็เหมือนจะกลับไปหาเสียงหัวเราะในกลุ่มเพื่อนแต่ลึกๆ กลับรู้สึกว่าชีวิตขาดอะไรไป
ในคืนวันหนึ่งที่มหาวิทยาลัยมีคอนเสิร์ตใหญ่ของชมรมศิลปะ มิวเห็นภาพวาดของแป้งในงาน ทุกภาพมีเสียงกล่องดนตรีประกอบ มันคือลายเส้นของเธอ เสียงของมิว ความทรงจำถาโถม มิวเดินออกไปกลางงานตรงไปหาแป้งที่กำลังวุ่นวายอยู่หลังเวที ทั้งคู่สบตากัน ความเงียบอึ้งตกอยู่ชั่วขณะ “เรา…ขอโทษ” มิวพูดออกมาในที่สุด เสียงสั่นไหว “เราเองก็ขอโทษเหมือนกัน” แป้งตอบ ดวงตาเคลือบบางด้วยน้ำตา ทั้งคู่ไม่พูดอะไรต่อ ปล่อยให้ความรู้สึกไหลเวียนและชัดเจน
หลังคืนนั้น ทั้งคู่คุยกันทีละน้อย บอกเล่าความกลัวในใจ มิวเล่าถึงอดีตที่พ่อแม่ไม่เคยให้พื้นที่เป็นตัวเอง แป้งสารภาพว่าเคยกลัวถูกทิ้งจนพยายามวิ่งหาความรักจากทุกคน แต่ไม่เคยกล้าเลือกอยู่กับความรู้สึกแท้จริง
เมื่อความสัมพันธ์เริ่มงอกใหม่ ทั้งสองกลับมาใช้เวลาทำกิจกรรมเล็กๆ ร่วมกัน วาดรูป ฟังเพลง แป้งสอนมิวเล่นสี มิวช่วยแป้งซ่อมกล่องดนตรี ทั้งคู่หัดพูดเรื่องใจตนเอง เผชิญข้อผิดพลาด เปิดเผยแผลในใจด้วยความเข้าอกเข้าใจและให้อภัยกันมากขึ้น
ในวันฝนตกอีกครั้งที่ทั้งสองนั่งเงียบอยู่ใต้ชายคา แป้งยื่นดินสอให้มิว “กล่องดนตรีของมิวไม่สมบูรณ์ แต่เราว่ามันมีเสน่ห์ คนเราก็ไม่สมบูรณ์หรอก แต่มันก็ยังมีค่าอยู่ดี” มิวส่ายหน้าพลางยิ้ม น้ำตารื้น “มิวเองก็ไม่คิดว่าตัวเองจะมีค่ากับใครได้แบบนี้” แป้งจับมือมิวแน่น “เราโชคดีที่ได้รู้จักแกนะ”
เสียงกล่องดนตรีแผ่วเบาดังขึ้นครั้งล่าสุด ในใจทั้งสองไม่เหลือพื้นที่ให้ความกลัวมากำกับ ปัญหายังมี แต่วันนี้เลือกที่จะเปิดรับอีกฝ่าย แม้จะเป็นเพียงคนธรรมดาสองคนในโลกกว้าง แต่ก็มีคำว่า ‘เรา’ ที่ไม่สมบูรณ์แบบและแท้จริง เหมือนกล่องดนตรีใบเล็ก ๆ ที่ยังคงเล่นเพลงด้วยหัวใจ