ฤดูฝนนี้…ยังมีเธออยู่ข้างกัน
เสียงฝนแรกเดือนมิถุนายนตกกระทบหลังคากระเบื้องสีหม่นของตึกคณะศิลปกรรม ช่วงหัวค่ำลมหอบกลิ่นดินเปียกฝนลามเข้าสู่ห้องเรียนที่เหลือแค่นักศึกษากลุ่มสุดท้าย ผู้คนในห้องค่อย ๆ ทยอยเดินออก เหลือเพียง “ขิม”—หญิงสาวผมยาวขวัญอ่อน ผู้กำลังเก็บสำเนางานออกแบบไปวางซ้อนกันดี ๆ ขิมก้มหน้า ไม่อยากสบตาใคร สะอึกเล็กน้อยเมื่อได้ยินเสียงรองเท้ากีฬาเก่า ๆ เดินเข้ามาใกล้
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!“ขิม เสร็จยัง? รอปิดห้องด้วยดิ” เสียงนั้นนุ่มลึกและฟังดูติดจะเหนื่อยล้า “ฟลุค” เพื่อนในกลุ่มเดียวกันยิ้มบาง ๆ เขาใส่เสื้อกันฝนสีฟ้าสด ขิมพยักหน้า รีบหยิบข้าวของ โยนคำขอบใจในลำคอแบบเบา ๆ ฟลุคเดินนำออกไป ไม่พูดจาอะไรเพิ่ม ขิมเก็บสัมภาระ เดินออกไปพร้อมเสียงหัวใจที่เต้นแผ่ว ๆ เพื่อหลีกเลี่ยงการเผชิญหน้า
บันไดหน้าตึกเฉอะแฉะเพราะสายฝนยังไม่มีทีท่าจะซา ขิมหยุดยืนลังเล มือระวังขอบกระเป๋า ฟลุคมองฝนแล้วยิ้มขำ “เราต้องเดินฝ่ามันไปเหรอ” น้ำเสียงเขาดูเหมือนพูดกับฝนเสียมากกว่า ขิมไม่กล้าตอบ ฟลุคดึงร่มคันเล็กออกมาจากกระเป๋าเสื้อกันฝนพลาสติก “มา เดี๋ยวเดินเป็นเพื่อน ถึงป้ายรถเมล์แล้วค่อยแยก” ขิมพยักหน้าเงียบ ๆ จังหวะฝนร่วงใส่หลังมือ เธอแนบแขนไว้ข้างลำตัวพลางคิดไม่มีวันกล้าบอกอีกคนว่าร่มเล็กแบบนี้มันใกล้กันเกินไปสำหรับสองคนที่ยังไม่กล้ามองตากันตรง ๆ
เสียงรองเท้าลื่นน้ำฝนบนฟุตปาธดังเป็นจังหวะ ยิ่งฝนตกหนัก คนข้าง ๆ ก็ยิ่งเงียบ ขิมรู้ว่าฟลุคเองก็กลัวความใกล้ชิด ใครจะรู้ว่าสองคนนี้เคยพูดจาแหลมคมใส่กันช่วงปีแรก บางวันเกือบทะเลาะกันใหญ่โตเรื่องแบ่งงานกลุ่ม บางวันก็ต่างคนต่างนิ่ง ไม่พูดจาใด ๆ เหมือนทุกอย่างเปราะบางเหลือเกิน
พอถึงป้ายรถเมล์ ฟลุคยื่นร่มให้เธอ “ถือไว้สิ บ้านเธอไกลกว่า เดี๋ยวเอามาคืนวันรายงาน” เขาชะงัก ทั้งสองต่างหลบสายตา คนบนป้ายเริ่มซุบซิบ ขิมอยากพูดอะไรบางอย่างแต่กลืนคำนั้นกลับเข้าไปเหมือนความกลัวจะหลอกหลอนซ้ำ ๆ “ขอบคุณนะ” เธอออกเสียงเบา ๆ ก่อนรถเมล์จะมาจอด ทุกอย่างเหมือนเคลื่อนไหวช้า ๆ ขิมขึ้นรถ ฝนยังคงตก เธอมองฟลุคที่ยืนส่งอยู่ใต้แสงไฟสลัว ก่อนประตูปิดลง
คืนต่อมา ขิมเปิดร่มของฟลุคดู มันมีแถบรอยเปื้อนสีเทา ๆ ตรงมุมผ้า เธอสะกิดนิ้วแตะมัน พึมพำกับตัวเอง “ถึงจะเป็นร่มเล็ก ๆ แต่ตอนอยู่ด้วยกัน…ก็เหมือนโลกเงียบและปลอดภัยดีนะ”
ในห้องเรียนบ่ายวันพุธ กลุ่มเพื่อน ๆ ฮือฮาเรื่องอาจารย์ตรวจงาน ขิมนั่งติดหน้าต่าง ใจไม่อยู่กับงานตรงหน้า ฟลุคโยนอุปกรณ์สเก็ตช์ลงบนโต๊ะ คำพูดของเขาสั้น ๆ กำแพง “งานกลุ่มมีปัญหาว่ะ งานไอ้เต้ขาดอีกเพียบ ต้องช่วยกันแก้แหละ” ขิมหลบสายตา ลอบมองริมฝีปากที่พูดประโยคนั้น เธอลังเลจะพูดหรืออยู่เงียบ ๆ แล้วก็เลือกเงียบ สองคนเดินไปหากันกลางห้องโดยไม่มีบทสนทนาใดต่อ
วันส่งงานกลุ่มมาถึงเร็วกว่าที่คิด ขิมกับฟลุคนัดเจอกันในห้องสมุดดึกมาก ต่างคนต่างไม่พูดเรื่องส่วนตัว มีแค่เสียงกระดาษ คร่อมปากกา และถอนหายใจช้า ๆ ขิมเผลอมองเสี้ยวหน้าฟลุคตอนที่เขาทำหน้าเคร่งเครียดอยู่กับบทสรุป ความเงียบระหว่างเขาทั้งสองมันค่อย ๆ อะลุ่มอล่วยเหมือนฟ้าหลังฝน
อยู่ดี ๆ ฟลุคก็พูดขึ้น “ขิม…ถ้าชีวิตมันออกแบบได้จริง เธออยากเปลี่ยนอะไรมั้ย” ขิมชะงัก คำถามนี้เหมือนถูกโยนมาพร้อมสายลมเย็น ขิมหยิบยืมความกล้าจากความมืดตอบเบา ๆ “อยากกล้าเหมือนคนอื่นบ้าง…บางเรื่องน่ะ” ฟลุคไม่พูดต่อ แต่ดวงตาเขาแว่บความเศร้า เธอสัมผัสได้
สายฝนต่อเนื่องนานจนฟลุคดูเหมือนหม่นลง ขิมเองก็พ่วงอดีตบางอย่าง คล้ายทั้งสองต่างแบกแผลไว้ ฟลุคเอื้อมมือหยิบหนังสือหล่นใต้โต๊ะ ขิมยื่นมือช่วยจนมือแตะกันแวบหนึ่ง ทั้งคู่ชิงชักมือกลับพร้อมหัวเราะเบา ๆ ต่างคนต่างรู้สึกใจเต้น แต่ไม่มีใครยอมพูดอะไรออกมา
วันหนึ่ง อากาศปลอดโปร่ง ฟลุคแวะมาหาขิมหน้าตึก เขาถือแก้วกาแฟยื่นให้ “ลองดื่มดู กาแฟสูตรเราเอง ไม่ขมจัดนะ” ขิมยิ้มรับ มือสั่นเล็กน้อย “ขอบใจนะ…ทำไมใจดีจังวันนี้” ฟลุคหัวเราะ “แบ่งให้เฉพาะคนขี้อาย” ฟลุคเว้นจังหวะ ละสายตาออกไปข้างถนน ขิมเองก็หัวใจวูบวาบ แต่เก็บมันไว้ภายใต้รอยยิ้มจาง ๆ
การซ้อมธีสิสดึก ๆ กลายเป็นความใกล้ชิดที่ไม่ได้ตั้งใจ ขิมเริ่มกล้าคุยกับฟลุคมากขึ้น ฟลุคเองก็แบ่งปันเรื่องในบ้านที่ไม่มีใครรู้ พ่อเขาป่วย แม่ต้องแบกค่าใช้จ่ายบ้าน ฟลุคเคยท้อจนอยากดรอปเรียน ไม่นึกว่าจะพูดเรื่องนี้กับขิม ขิมฟังด้วยสายตาเห็นใจแต่มือกำไว้แน่น ไม่เอื้อมไปปลอบเหมือนตัวเองอยากทำ
“ขิม…ถ้าไม่มีใครเหลือ เธออยู่ตรงนี้มั้ย” ฟลุคถามในคืนที่ฝนตกหนัก ขิมมองเขา ด้วยหัวใจที่แข็งแรงขึ้น “เราจะอยู่ตรงนี้นะ แม้ไม่รู้จะช่วยอะไรได้ แต่…จะฟังเสมอ” ฟลุคลดตามองมือในตัก ไม่มีถ้อยคำหวานใด หล่นมาเพียงเสียงถอนใจโล่งอก
ระยะหลัง ฟลุคดูเงียบลง โทรศัพท์เขามักมีข้อความเข้า หลายครั้งดูหงุดหงิดจนขิมต้องออกปาก “มีอะไรหรือเปล่า…ถ้าอยากพูดก็พูดได้นะ” ฟลุคเม้มปาก เงียบไปนาน “ที่บ้านลำบากขึ้น…เราอาจต้องย้ายไปทำงานพาร์ตไทม์ที่เจียงใหม่ กลัว…กลัวจะเสียสิ่งหลายอย่าง” ขิมนิ่งงัน ใจเต้นตุบแรง ความเงียบกลืนห้องเรียนไปชั่วขณะ
ตั้งแต่นั้น ฟลุคเริ่มห่างเหิน งานกลุ่มเขาฝากให้เพื่อน จังหวะที่ขิมไปหาห้องสมุดกลับเห็นเขาคุยกับผู้หญิงอีกคน ขิมรู้สึกแปลบที่อก กำมือแน่น ไม่รู้ว่าควรรั้งหรือปล่อย เขากำลังจะออกจากที่นี่จริง ๆ หรือ…
วันหนึ่งก่อนเปิดเทอมใหม่ ขิมเดินฝ่าสายฝนกลับหอ หลังจากวันที่ทุกอย่างดูเหมือนจะพังลง สายฝนเย็นชืดคล้ายปลุกภาพเก่าขึ้นมา ขิมนึกถึงอดีตของตัวเอง—เคยทิ้งเพื่อนไปคราวหนึ่งเพราะความกลัว นาทีที่สูญเสียครั้งนั้นยังกัดกินใจ เธอไม่อยากซ้ำรอยอีก
ตลอดสัปดาห์ ขิมหลบหน้าฟลุค เขียนข้อความขอโทษ ๆ ลบ ๆ จนมือถือเต็มแต่ไม่กล้าส่ง พ่อแม่เธอโทรถามถึงโปรเจ็กต์ เธอน้ำเสียงเหม่อ ๆ เพื่อนสนิทก็พยายามซักไซ้ “ขิมเป็นอะไรไป ช่วงนี้ดูแปลก ๆ” ขิมเพียงส่ายหน้าก่อนร้องไห้ออกมาเป็นครั้งแรกในรอบปี
เย็นนั้น ฟลุคโทรมา “ขิม…อยู่ไหน ขอคุยหน่อย” น้ำเสียงเขาอ่อนแรง ฟังแล้วเจ็บปวดไปถึงขั้วหัวใจ ขิมลังเลแต่ใจบอกให้ไป
ทั้งคู่นัดกันใต้ชายคาตึกเรียน ฝนตกแรงอีกครั้ง ฟลุคยื่นร่มคันเดิมคืนให้ขิม “ขอคืนเพราะ…อยากเริ่มใหม่ อยากให้เธอรู้ว่าแม้จะต้องห่าง ก็ยังคิดถึง” ขิมยืนนิ่ง ไม่รับร่ม หายใจช้า ๆ ฟื้นความรู้สึกเดิมที่ไม่อยากพูด
“ฟลุค ถ้าครั้งนี้เธอไป…เราจะยังเดินอยู่ข้างกันได้มั้ย” เสียงขิมสั่น ฟลุคก้มหน้า น้ำฝนเปียกผมเขาจนแนบใบหน้า “ไม่รู้…แต่เราอยากลอง ไม่อยากหนีอีกแล้ว ขิม…กล้าลองกับเรามั้ย” คำพูดเขาพร้อมอากาศเปียกชื้น กับความจริงใจที่ซ่อนอยู่ด้านหลัง ขิมลังเล น้ำตาเอ่อ “ครั้งนี้…จะไม่ปล่อยมือ”
อ้อมแขนที่ทั้งสองโอบกันใต้ร่มผืนเดิม ไม่ใช่เพราะโลกบังคับ แต่เพราะหัวใจทั้งสองเติบโตพอที่จะรับการเปลี่ยนแปลง ถึงจะยังไม่รู้ว่าทำได้แค่ไหน แต่ก็พร้อมจะกล้าก้าวไปข้างหน้าด้วยกัน ฝนยังคงตก แต่มือทั้งสองคนจับกันแน่นกว่าเดิม
ในวันเปิดเทอมใหม่ ฟลุคย้ายไปเรียนที่เชียงใหม่ ขิมส่งข้อความให้เขาในทุกเช้า ยังคงมีร่มคันเล็กของเขาวางข้างเตียง… โลกไม่ได้ง่ายขึ้น ความคิดถึงยังคงมีบ้างทุกวัน แต่บางทีแค่ความกล้าที่จะเริ่ม…มันก็เพียงพอสำหรับความรักในฤดูฝนนี้