วันฝนโปรยในฤดูเหงา
เสียงฝนตกปรอยแบบนี้ ถ้าเป็นเมื่อก่อน อิ๋วมักจะนอนเล่นอยู่ที่บ้านไม้หลังเก่าในเชียงราย แม่จะต้มนมสดให้ กลิ่นข้าวต้มไก่ลอยมาจากครัว เสียงทีวีเบาๆ ริมห้องรับแขกมันเหมือนเวลาไม่รีบไปไหน แต่วันนี้ ไม่ใช่บ้านเก่า ไม่ใช่ที่คุ้นเคย เธอกำลังนั่งกอดขาตัวเองที่ขอบหน้าต่างอพาร์ตเมนต์เล็กในกรุงเทพฯ ฝนกรุงเสียงดังก่อภาพฝันเก่าๆ พร่างพรมอยู่เต็มใจ
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!อิ๋วยกมือแตะกระจกหนาวร้าว เธอถอนหายใจแล้วปาดหยดน้ำที่ไหลจับริมหน้าต่าง มือสั่นน้อยๆ เพราะระลึกถึงเอิร์ท แฟนเก่าที่เลิกลากันไปอย่างเงียบเชียบเมื่อปีก่อน อิ๋วไม่เคยพูดถึงเขา เธอเป็นผู้หญิงที่ไม่ชอบพูดถึงเรื่องเก่า ไม่ชอบยอมรับว่าเคยเสียใจ เธอบอกตัวเองตลอดว่า “ต้องก้าวต่อไป” แต่วันนี้ฤดูฝนมันทำให้หัวใจอ่อนลงอีกครั้ง
โทรศัพท์สั่น อิ๋วสะดุ้ง ลุกเร่งไปรับ วิน — บอสคนใหม่ของสำนักพิมพ์ “น้ำหมึก” ส่งไลน์สั้นๆ เหมือนทุกครั้ง: “ว่างไหม? มีงานคุยกันเรื่องโปรเจคต์ใหม่” เธอถอนใจคล้ายจะรำคาญอยู่ในที แต่ก็รู้ดีว่าปฏิเสธไม่ได้ เจ้าของบริษัทมันไม่ใช่คนที่รอได้เท่าไหร่
หนึ่งชั่วโมงถัดมา อิ๋วเดินกางร่มเข้าสู่คาเฟ่ประจำของบริษัท วินนั่งเอนหลังบนโซฟา ท่าทางสบายเหมือนเพิ่งตื่น “สายตาแบบนั้น คงแชทกับใครที่บ้านมาแน่” วินทักหยอกทำเหมือนทุกครั้ง อิ๋วไม่ตอบ กลับเลือกวางกระเป๋าลงและเข็นเก้าอี้เสียงดังนิดๆ
“ตกลง โปรเจคต์ใหม่อะไรคะ” เสียงเธอมีความห้วน ไม่ได้หยอกกลับ วินขยับตัวนิดหนึ่ง ยิ้มน้อยๆ ก่อนเปิดแล็ปท็อป “นั่งก่อนสิ จะให้วาดโปรเจคต์เด็กของมูลนิธิเพื่อเด็กพิเศษ น่าจะสนุก มองแบบไหนก็มีแต่เด็กๆ ยิ้ม”
“แล้วไงคะ” อิ๋วเหลือบมอง เจือความไม่แน่ใจ “หนูวาดรูปเด็กยิ้มไม่ค่อยเก่งนะ”
วินนิ่งสักอึดใจ แล้ววางมือบนหน้าจอ “ลองเล่าเหตุผลให้ฟังมั้ย ทำไมวาดยิ้มถึงยากสำหรับอิ๋ว” เสียงต่ำ เย็นอย่างประหลาด ทำให้บรรยากาศฝนข้างนอกยิ่งชื้นเข้าไปใหญ่
อิ๋วหลบตา หัวใจเต้นช้าลง “ก็…บางที การวาดยิ้มน่ะ มันเหมือนต้องจำลองความรู้สึกที่จริง ไม่ใช่แค่เส้น” เธอหันหน้าออกนอกหน้าต่าง “มันยากนะคะ ถ้ายังรู้สึกแปลกๆ อยู่”
วินเงียบไปนาน แทบได้ยินเสียงฝนที่ใต้ร่มไม้ “รู้ไหม พี่ก็กลัววาดอะไรพลาดเหมือนกัน — กลัวไม่เป็นที่ต้องการ”
เธอหันมามองเขาแว่บหนึ่ง ตาเขายังไม่กล้ามองตอบ เงียบ ความชื้นระหว่างกันล่องลอยอยู่กลางอากาศ
การร่วมโปรเจคต์ทำให้ต้องเจอกันบ่อยขึ้น อิ๋วเริ่มเห็นมุมอื่นของวิน เวลาลุงพนักงานออฟฟิศหลังอายุ 30 มาเดินเอาของมาส่ง และวินทักประโยคตลกเสมอ ทำให้ทั้งห้องหัวเราะ อิ๋วสังเกตว่าเขาหัวเราะแต่ตาไม่ยิ้มเลย เธอสงสัยบ่อยๆ ว่าเขาซ่อนอะไรไว้หรือเปล่า
วันหนึ่งหลังเลิกงาน อิ๋วนั่งแตะจอแท็บเล็ตรีทัชภาพวาดเด็กที่วินขอ ตาก็เหลือบไปเห็นรูปถ่ายครอบครัวในมือถือ เขาลืมล็อกมือถือไว้บนโต๊ะ รูปครอบครัวที่มีผู้หญิงอีกคนยืนข้างเขา อิ๋วเผลอยิ้มเศร้า วางแท็บเล็ตเบาๆ ก่อนขยับหนี
วินเดินกลับเข้ามา เงียบให้ความสนใจเธอ “เห็นรูปในเครื่องพี่เหรอ” น้ำเสียงไม่ได้ถามจริงจัง
“ใครคะ” เธอลังเล ไม่รู้ควรถามต่อมั้ย
“พี่สาว พี่เคยมีครอบครัว — เลิกกันไปนานแล้ว” เสียงเขาเรียบเหมือนไม่อิน เหมือนไม่อยากให้ถามต่อ
เธอไม่ได้ซักต่อ แต่บรรยากาศสะท้อนความว่างเปล่าของงานฝีมือที่ยังวาดไม่จบในใจ
ฝนยังตกหนักทั่วกรุง เสียงพายุไม่ต่างอะไรกับเสียงลมหายใจของใครบางคนยามเหนื่อยอ่อน อิ๋วตั้งใจทำงานหนักขึ้นทุกวันเพราะหวังจะเก่งพอ ไม่ใช่คนที่ต้องถูกทิ้งเหมือนอดีต วินก็เช่นกัน เขาตั้งใจดูแลโปรเจคต์ทุกอย่างเอง เขาไม่เคยให้ใครรับผิดชอบแทนสักอย่างเดียว “อย่าช่วยกันหน่อยเหรอวิน” อ้อม นักเขียนรุ่นเก๋าของสำนักพิมพ์เดินเข้ามาแหย่
วินมองอ้อม “เรื่องบางเรื่อง ต้องดูเอง ไม่งั้นมันจะผิดไปไกล”
“บางเรื่องถ้ากลัวผิด มันจะไม่เริ่มใหม่ได้เลย” อ้อมพูดเรียบ ๆ เดินออกไป ทิ้งความเงียบไว้ในห้อง
เย็นวันหนึ่งจู่ ๆ ไฟดับกลางฝน อิ๋วนั่งนิ่ง เธอกลัวฟ้าแลบมาตั้งแต่เด็ก สุดท้ายต้องเดินฝ่าฝนไปหาเพื่อนข้างห้อง เจอวินนั่งอยู่หน้าประตู ยื่นไฟฉายกะทัดรัดให้โดยไม่พูดอะไร เธอรับมัน มือแตะกันแวบเดียว ความรู้สึกแปลก ๆ แล่นพล่าน
ทั้งสองนั่งเงียบหน้าประตูห้อง วินพึมพำเบา ๆ “จำได้ไหมว่าคืนฝนตกมันมีอะไรดี”
“ถ้าเด็ก ๆ ที่บ้าน ก็คงอบอุ่น…” อิ๋วตอบ ลมหายใจขาด ๆ หาย ๆ แล้วรีบเปลี่ยนเรื่อง “แล้วพี่ล่ะ”
วินคิดหนัก “สำหรับพี่ มันเตือนให้รู้ตัวว่ายังอยู่…ยังมีเวลาซ่อมบางอย่าง ถ้ายังกล้าทำ”
อิ๋วกลืนน้ำลาย เงียบไป ไม่กล้าสบตา ทั้งสองต่างมีบาดแผลที่ไม่เอื้อมมือถึง แต่ก็เข้าใจกันโดยไม่พูด
ระหว่างทำงาน โปรเจคต์เด็กใกล้สำเร็จ อิ๋วกับวินสนิทขึ้น กลายเป็นคู่กัดประจำกลุ่ม แต่บางวันก็เงียบใส่กัน ต่างคนต่างหลบหน้าหลบตา วันหนึ่งอิ๋วถูกเพื่อนร่วมงานเม้าท์หลังห้อง “เห็นมั้ย วินหวงอิ๋วจะตาย ไม่ให้นักวาดคนไหนช่วยเลย”
อิ๋วไม่กล้าพูดกลับ ทำแค่ยิ้มขืน ๆ ทุกอย่างกลายเป็นเรื่องลับที่พูดออกไปไม่ได้ วินเองก็เงียบและเริ่มล้งเล้งกับเธอบ่อยขึ้น “ทำไมวาดช้านัก” “เมื่อไหร่จะส่งแบบ”
สุดท้ายหลังงานเลี้ยงบริษัท อิ๋วเมาเดินออกไปยืนกลางสายฝน วินตามออกมา ยื่นร่มให้ เธอปัดออก “อย่าเอาใจ ฉันดูแลตัวเองได้”
วินหงุดหงิด “อิ๋ว ถ้าทุกคนดูแลตัวเองได้ โลกนี้คงไม่มีใครต้องเหงา”
เธอหันมา ตาแดงกล่ำ “แล้วทำไมต้องอยากให้ดูแล? หรือเพราะแค่สงสาร?”
“พี่แค่…กลัวจะปล่อยให้ใครบางคนเจ็บ เหมือนที่พี่เคยปล่อยมือแม่ พี่สาว ผู้หญิงคนนั้น” วินครางเสียงต่ำ ร้องไห้เงียบ ๆ ฝนกลบทุกถ้อยคำ
อิ๋วอึ้ง ช่วงเวลานั้นเงียบชั่วนิรันดร์ เธอลังเล จะเอื้อมมือไปแตะแต่หมดแรง
โปรเจคต์เสร็จสมบูรณ์ทั้งคู่กลับมาทำงานตามปกติ ความเย็นชาในออฟฟิศยังคงเหมือนเดิม เธอตัดสินใจลาออก เพราะเกรงใจสายตาคนในทีม ทั้งที่ใจยังลังเล วินเป็นฝ่ายเดินมาส่งที่หน้าตึก เงียบกริบทั้งทาง ก่อนเอ่ยเสียงเบา “เวลาฝนโปรยปีหน้า คิดว่าใครจะได้วาดรอยยิ้มให้เด็ก ๆ”
“คงไม่ใช่หนูค่ะ”
เขาพยักหน้า “ถ้าอยากวาดรอยยิ้มจริง ๆ ต้องกล้ายิ้มเองก่อน” เงียบอีกนาน “พี่ก็พยายามอยู่นะ”
วันที่สองหลังลาออก อิ๋วกลับไปเชียงราย ไปนั่งมองฝนโปรยที่บ้านเก่า มองแม่ชงนมร้อน กลิ่นข้าวต้มไก่อบอวล เธอยิ้มช้า ๆ น้ำตาซึมคิดถึงใครบางคน เธอเขียนโปสต์การ์ดส่งให้วิน ไม่เขียนเนื้อหารักอะไรเลย แค่บรรยายฤดูฝน เธอแค่อยากให้วินได้รู้ว่าทุกวันในช่วงฤดูฝน ยังมีคนหนึ่งที่เข้าใจเขา ถึงแม้จะยังไม่แน่ใจทั้งหัวใจตัวเอง
สามเดือนผันผ่าน อิ๋วได้รับจดหมายตอบ — รูปถ่ายภาพวาดเด็กบนรอยยิ้มวาดด้วยสีสดใส มีลายมือเขียนว่า “ขอบคุณที่กล้ายิ้ม”
วันหนึ่งหน้าฝนปีถัดมา อิ๋วเดินเข้ามาในคาเฟ่เสียงจอแจกลางกรุงเทพฯ พบวินนั่งอ่านหนังสือเด็กอยู่ มองเห็นเธอผ่านกระจกก็ยิ้ม หัวเราะเบา ๆ สายตาไม่กลัวอีกต่อไป เธอเข้าไปหยุดข้าง ๆ เขาทั้งคู่ยิ้มซึ่งกันและกัน ราวกับกล้าที่จะเริ่มฤดูฝนใหม่ …ด้วยรอยยิ้มที่อบอุ่นจริง ๆ สักที