เงื่อนงำใต้ฟ้าเมืองหิมะ
เม็ดหิมะตกปกคลุมหลังคาไม้ของอาคารต่าง ๆ ทั่วเมือง ท่ามกลางอากาศเย็นยะเยือก อินชาญก้มหน้าฝ่าลมหนาว เดินบนถนนสายเล็กที่มีเพียงรอยเท้าตนเอง ธงหน้าโรงเรียนมัธยมผืนเดียวของเมืองสะบัดเสียงเบาบาง เมื่ออินชาญเดินผ่านประตูเหล็กสีเทาซึ่งขึ้นสนิม เสียงประตูผลักดังครืดเบา ๆ เล็ดลอดออกมาจากห้องสำนักงานอันเงียบงัน เสียงหายใจของใครบางคนแผ่วเบาแทรกขึ้นในอากาศที่เย็นจัด
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!“มาช้านะ” เสียงอาจารย์พินท์กลั้วเสียงอ่อนล้า อินชาญชะงัก มองอาจารย์ผ่านเลนส์แว่นตากลมเอียง ๆ ใบหน้าของอาจารย์ดูเหนื่อย อินชาญไม่ได้ตอบทันที แค่ถอนหายใจช้า ๆ ขณะถอดถุงมือขาด ๆ ใส่กระเป๋าเสื้อโค้ท
“เมื่อวาน…วรรษยังไม่กลับมาบ้าน” อาจารย์พูดขึ้น น้ำเสียงขาดห้วง อินชาญนิ่งไป วรรษคือเพื่อนสนิทเพียงคนเดียวที่ดูจะเข้าใจเขา อินชาญเดินไปนั่งโต๊ะข้างประตู มองกองสมุดที่มือไม้สั่นเทาวางอยู่ก่อนจะพูดช้า ๆ
“คุณครูคิดว่าเขาจะไปไหนตอนนี้ล่ะ เมืองนี้ก็ไม่มีรถช้า หรือจะลงเขา ไกล…” อินชาญรู้ว่าเสียงตัวเองสั่นเล็กน้อยเพราะหวาด ผสมหัวเราะขื่นที่ซ่อนกลัว อาจารย์พินท์พยายามบังคับเสียงให้มั่นคง “บางทีเขาอาจจะหนีเรื่องอะไร…อยากให้เธอกับเพื่อน ๆ ลองช่วยกันออกตามหาดู”
เสียงกระดิ่งตรงประตูโรงเรียนดัง อินชาญกับอาจารย์พินท์หันไปพร้อมกัน รินี หญิงสวมหมวกไหมพรมเดินเข้ามา ใบหน้าเธอแดงจากลมหนาว ดวงตาเอาแต่กวาดมองอินชาญ “วรรษยังไม่กลับมาเหรอ” อินชาญไม่ตอบแต่สบตาเธอโดยปิดกั้นอารมณ์บางอย่างที่ล้นทะลักริมฝีปาก
ช่วงสาย อินชาญกับรินีเดินเลียบข้างรั้วไม้ อินชาญเอ่ยเสียงเบา “เมื่อคืนแม่วรรษโทรมา ถามฉัน…” รินีเดินบนหิมะ เหน็บหนาวจนต้องเอามือโอบอกตัวเอง “ถ้าเป็นฉัน ฉันคงทำไม่ได้แบบเขา” อินชาญชะงัก “หมายความว่า?”
รินีไม่ตอบทันที เงียบอยู่นานก่อนเอ่ย “บางทีเขาอาจแบกรับมากไป วรรษ…เป็นคนเก็บทุกอย่างไว้คนเดียว” อินชาญพ่นลมหายใจใส่ไอขาวออกมา หมอกหิมะค้างคาปลายจมูก
“ฉันไม่อยากจะเชื่อว่าวรรษจะหายไปเพราะหนีปัญหา เขาไม่ใช่คนแบบนั้น” อินชาญกล่าวแล้วยกมือถูแก้มตัวเอง แววตาแข็งกร้าวกว่าทุกที “เราแค่ยังไม่รู้”
เสียงหิมะเหยียบแฉะดังใต้เท้าทั้งสองเมื่อเดินต่อไป ถนนเมืองเล็กเงียบกริบ บ้านแต่ละหลังปิดหน้าต่างซ่อนความอุ่น อินชาญกับรินีหยุดที่ตรอกเล็กด้านข้างร้านขายของชำ เพียร เพื่อนอีกคนในกลุ่ม กำลังยืนจ้องหน้าจอโทรศัพท์อยู่ ท่าทางลุกลี้ลุกลน รินีเดินเข้าไปหา “เจออะไรบ้าง?” เพียรส่ายหัวเล็ก ๆ มองอินชาญด้วยสายตาเครียด
“แม่วรรษโทรมาหาฉันด้วย ฉันเดินหาทั้งเช้า ไม่มีร่องรอยเลย” เพียรกัดริมฝีปาก กำมือแน่น “เมื่อคืนเกิดอะไรขึ้นรึเปล่า อินชาญ?” อินชาญเบือนหน้า ไม่สบตาเพียร “เราแค่แยกกันหลังเกมบาส ไม่มีปัญหา…ไม่มีอะไรหรอก”
เพียรชะงักไปไม่เชื่อ อินชาญเงียบ รินีขยับเข้ามาข้าง ๆ “อินชาญ เขาอาจจะ…มีเรื่องที่ไม่เคยบอกใครรึเปล่า” อินชาญเม้มปาก หายใจลึก “แล้วถ้าเรื่องนั้นมันหนักหนากว่าที่เราคิดล่ะ…”
เพียรส่ายหน้า “แต่เรายังต้องหาต่อ พวกผู้ใหญ่ไม่รู้ว่าที่ซ่อนของเด็กที่นี่อยู่ที่ไหน” รินีพูดลอย ๆ อึดอัด “ทำไมต้องหนีละ ถ้าเขาเป็นเพื่อนเรา เราน่าจะรู้”
เสียงไซเรนก็ดังขึ้นในระยะไกล ตำรวจขับรถเข้าเมือง ถนนเต็มไปด้วยรอยเท้า อินชาญหันมามองเพื่อนสองคน ก่อนเป็นฝ่ายพูดขึ้น “เราต้องหาก่อนพวกเขา”
อินชาญเดินคนเดียวไปที่สวนสาธารณะ ต้นไม้บางต้นโค้งกิ่งต่ำ หิมะเกาะเป็นชั้น ซุ้มไม้เก่าทรงกลมห่างจากสวนกลาง มีรอยเท้าเล็ก ๆ เดินไปหายไปตรงพุ่มไม้ เขาหยุด มองพิจารณา ท่ามกลางความเงียบ จู่ ๆ เสียงโทรศัพท์สั่น อินชาญหยิบขึ้นมาดู — เป็นข้อความจากเบอร์ที่ไม่รู้จัก “เธอไม่รู้ทุกอย่างหรอก”
อินชาญกดโทรหาก็ปิดเครื่อง ไม่มีใครรับ เขาเดินต่อเข้าไปในซุ้มไม้ — แววตาเต็มไปด้วยความเครียด ริมฝีปากเม้มแน่น
การสอบสวนเริ่มต้นขึ้น ตำรวจภูธรนายอาวุโสชื่อร้อยเวรทาวินนั่งลงในห้องเรียนเก่าที่ถูกใช้สอบสวน อินชาญถูกเรียกตัวไป เขานั่งตัวตรง ไม่สบตามากด้วยความระแวดระวัง “เมื่อคืนเห็นวรรษครั้งสุดท้ายที่ไหน” ทาวินถาม
“ในสนามกีฬา หลังจากแข่งบาส พวกเรากลับบ้านแยกกัน ไม่มีอะไรผิดปกติ” อินชาญตอบเร็วผิดปกติ
“แล้วก่อนหน้านั้นมีอะไรผิดปกติมั้ย” ทาวินมองสังเกตท่าที อินชาญเงียบไปครู่หนึ่ง “เขาดู…เครียด ๆ แต่ก็ไม่เคยพูดอะไรออกมา”
ทาวินจดย่อหน้า เงียบ ราวกำลังรอฟังอะไรที่ไม่ถูกเปิดเผย อินชาญสะกดลมหายใจ พลันกลืนน้ำลาย พยายามหันหน้าหนี
เมื่อออกจากห้อง รินียืนรออยู่ริมทาง เดินเข้ามาหา “เขาถามอะไรบ้าง” อินชาญส่ายหน้าไม่อยากพูด รินีขยับใกล้ เบาเสียงลง “อินชาญ ฉันรู้ว่านายกับวรรษมีเรื่องปิดบัง คนอื่นอาจไม่สังเกต แต่ฉันรู้”
อินชาญถอดถุงมือออกอีกครั้ง เสียงหิมะหล่นจากปลายแขนเสื้อ “มันไม่ใช่เรื่องที่ใครจะช่วยได้…”
รินีไม่พูดต่อ เธอสบตาซึ้งเศร้า เคร่งขรึม อินชาญโน้มตัวไปใกล้ “ฉันเคยทำวรรษเสียใจ นายรู้มั้ย” เสียงอินชาญสั่น “วันก่อน…ฉันพูดแรงไป ฉันบอกเขาว่าเขาขี้ขลาดที่ไม่กล้าบอกเรื่องของตัวเองกับใคร”
รินีเงียบไปแป๊บหนึ่ง “นายไม่ใช่คนใจร้าย อินชาญ แต่…เราทุกคนก็มีวันที่พูดในสิ่งที่ไม่ควร จริงมั้ย”
อินชาญยิ้มจาง ๆ น้ำตาไหลเร็ว เขารีบเช็ด รินีเห็นแต่ไม่พูดอะไร เสียงไซเรนรถตำรวจผ่านไป ทำลมหิมะฟุ้ง
ช่วงกลางวันที่อากาศหนาวเข้ม รอยเท้านำไปสู่เนินหิมะหลังโรงหนังร้าง อินชาญกับเพียรตัดสินใจเดินฝ่าหนาวขึ้นไป หิมะสูงถึงข้อเท้า เพียรหอบหายใจ มองอินชาญที่เดินนำ “ถ้าเจอแล้วล่ะ จะพูดกับวรรษว่ายังไง”
อินชาญนิ่ง “ไม่รู้…”
เพียรกลอกตา “นายกลัวอะไรเหรอ” อินชาญไม่ตอบทันที ก่อนพูดเสียงแผ่ว “กลัวว่าเขาจะไม่ให้อภัยฉัน…”
ขณะที่ตะลุยหิมะ เพียรสะดุดบางอย่างใต้ก้อนหิมะ ก้มดูพบผ้าพันคอสีแดงขาดรุ่ย อินชาญรีบหยิบขึ้นมา “ของวรรษ!”
“แต่ตรงนี้…ไม่มีรอยเท้าออกไปทางไหนเลย” เพียรพูดด้วยเสียงตื่น อินชาญหน้าซีด วูบหนึ่งเขาชั่งใจจะตะโกนเรียกเพื่อนหรือจะเดินต่อก่อน
แต่ปากกลับเอ่ยชื่อเพื่อนแผ่วเบา “วรรษ!” ไม่มีเสียงตอบ เพียรเดินแยกไปตามแนวต้นสน ส่วนอินชาญมองผ้าพันคออยู่นาน รู้สึกผิดถาโถม
ตอนเย็น อินชาญกลับบ้าน แม่นั่งรออยู่ที่โต๊ะอาหาร ใบหน้าแม่เต็มไปด้วยรอยหมอง “อิน อย่าอยู่ข้างนอกนานนัก พรุ่งนี้แม่กับอาจารย์จะช่วยกันหา” อินชาญกลืนน้ำลาย “ครับแม่” แม่สบตาลูกนาน “ลูกเหนื่อยมากใช่มั้ย” อินชาญหลบสายตา ไม่ตอบ
ตอนดึก อินชาญนั่งอยู่ในห้อง ปลายนิ้วลูบผ้าพันคอของวรรษ เขาเปิดสมุดบันทึก เห็นลายมือวรรษ “เราอยากเป็นคนที่กล้าพูดความจริง” อินชาญหลับตา ซึมซับความรู้สึกผิดเต็มอก
เช้าวันถัดมา เมืองขาวโพลน แลดูว่างเปล่ามากขึ้น อินชาญไปที่คาเฟ่เล็ก ๆ กับรินี เพียรนั่งก้มหน้าอยู่ก่อนแล้ว สามคนนั่งเงียบ รินีเอ่มช้า ๆ “เมื่อคืนมีใครติดต่อมามั้ย” อินชาญ พยักหน้าช้า ๆ “มี…แต่ฉันโทรกลับไม่ได้”
เพียรจ้องอินชาญ “ถ้ารู้ตัวว่าทำผิดก็พูดออกมา…” อินชาญสบตาเพียร “เธออยากให้ฉันพูดอะไรกันแน่” เสียงตึงเครียดลอยในอากาศ รินีขัดขึ้น “เราสามคนต้องช่วยกัน ไม่โทษกัน”
จังหวะนั้น ประตูคาเฟ่เปิดออก เด็กชายตัวเล็ก ๆ เดินเข้ามาแก้มแดง กำลังจะเดินผ่าน กลับจ้องผ้าพันคอในมืออินชาญตาโต “เมื่อกี้เห็นคนคลุมผ้าแดงเดินขึ้นเขานะพี่!”
ทั้งสามคนผงะ รีบลุกขึ้นออกจากร้าน อินชาญหันหลังคว้าผ้าพันคอ เดินนำพาเพื่อน ๆ ฝ่าหิมะขึ้นเนินเขาหลังเมืองตามคำบอกของเด็ก
เขาเดินนำ ไปถึงกระท่อมร้างหลังเนิน มีรอยเท้าเล็ก ๆ ลากไปหยุดที่ประตู อินชาญผงะ หันไปหาเพื่อน “อย่าเพิ่งเข้าไป หนาวจัดแบบนี้—” รินีเดินตามมาติด ๆ “เราต้องเข้าไป!”
อินชาญสูดลมหายใจ ลังเล สุดท้ายผลักประตูเข้าไป กลิ่นอับชื้นตีจมูก ทุกคนตะโกนเรียกชื่อวรรษ เสียงฝีเท้าเล็ก ๆ ก้องอยู่ในเงามืด อินชาญจ้องไปรอบ ๆ เจอถุงมือและกระเป๋าเพื่อนวางกองบนฐานฟืนเก่า เพียรเดินช้า ๆ สำรวจ รินีพยายามปรับสายตา สุดท้ายตะโกน “วรรษ! ถ้าเธออยู่ ตอบเราที!”
ความเงียบสนิท อินชาญทรุดตัวลงข้างเตาไฟร้าง เบิกตากว้าง เมื่อสังเกตเห็นกระดาษแผ่นเล็กเสียบไว้ใต้ขาโต๊ะ หยิบออกมาอ่าน “ฉันไม่กล้ากลับบ้าน ฉันขอโทษ”
อินชาญน้ำตาคลอ พูดออกมาช้า ๆ “เขาไม่กล้ากลับ…เพราะฉันเอง” เพียรเดินเข้ามาแตะไหล่ อินชาญสำรวจบริเวณจนแน่ใจว่าไม่มีวรรษอยู่ในกระท่อม ทิ้งตัวนั่งหมดแรง รินี ส่ายหน้า “เขาคงยังอยู่แถวนี้…”
ทันใดนั้น เสียงแป้นพิมพ์โทรศัพท์ดังขึ้น อินชาญได้รับข้อความอีก “เลิกหาเถอะ” เสียงเต้นหัวใจเขาแรงจนได้ยิน เพียรเข้ามาอ่านด้วย ดวงตาทั้งสามคนกดดัน
เพียรกระชากโทรศัพท์จากมืออินชาญ กดโทรกลับ ได้ยินแต่เสียงลมหายใจ รินีกรีดเสียงใส่โทรศัพท์ “วรรษ ถ้านายอยู่ตรงไหน บอกเรา!”
เสียงกดตัดสาย ตึงเครียดจนมืออินชาญสั่น “เราต้องรู้ความจริง ทำไมเขาถึงหลบหน้าเรา” อินชาญเดินออกมานั่งบนกองหิมะ รินีตามมานั่งข้าง ๆ “นายเคยเป็นเพื่อนสนิทที่สุดของวรรษ ทำไมตอนนี้ถึงเหมือนเป็นศัตรูกัน…”
อินชาญไม่ตอบ สุดท้ายน้ำตาหยดออกมา “เพราะฉันอิจฉาเขา อิจฉาที่เขากล้าทำในสิ่งที่ฉันไม่กล้า…”
รินีลูบหลังเขาเบา ๆ “ความผิดพลาดเกิดขึ้นได้ แต่ตอนนี้ต้องกล้ายอมรับ” อินชาญพยักหน้าเบา ๆ
ค่ำนั้น เมืองตกอยู่ใต้แสงจันทร์ หิมะตกมากขึ้น อินชาญเพียร และรินี ยังคงเดินต่อไป พบลอยเท้านำไปยังลำธารใต้เขา สามคนเดินตามจนถึงเชิงผา พบเพียงรองเท้าของวรรษวางเรียงกันริมตลิ่ง เพียรตะโกนชื่อวรรษ หัวใจของทุกคนจมหายไปในหิมะ
อินชาญทรุดตัวลงกับพื้น มือคว้ารองเท้า นิ้วโป้งสัมผัสโน้ตแผ่นเล็ก ๆ “ขอโทษที่ฉันทำให้ทุกอย่างยุ่งยาก” อินชาญน้ำตาไหลพราก สายตาสั่นไหว เขาครุ่นคิดถึงทุกคำพูดผิดพลาดที่ผ่านมา
ขณะนั้น เงาร่างหนึ่งเดินโซเซออกจากเงาไม้ วรรษอยู่ตรงนั้นเอง หน้าตาซูบซีด เสื้อคลุมบาง เขามองเพื่อนสามคนด้วยสายตาตะลึง อินชาญลุกขึ้น พุ่งเข้าไปหาด้วยหัวใจเต็มเปี่ยมไปด้วยความรู้สึกเสียใจจนบรรยายไม่ถูก
“นาย…” อินชาญพูดไม่ออก วรรษก้มหน้า “ขอโทษ ฉันหนีเพราะกลัว ว่าจะไม่มีใครให้อภัยฉัน”
อินชาญสั่น “ฉันเองก็กลัวเหมือนกัน กลัวนายจะเกลียดฉัน…” วรรษน้ำตาไหล เพียรกับรินีเดินมากดไหล่ทั้งสอง “อย่าหนีกันอีกเลย”
ความเงียบซึมลึกในกลุ่ม ก่อนที่เสียงหิมะจะตกหนักกว่าเดิม เพียรค่อย ๆ ทิ้งตัวนั่งข้างทั้งคู่ รินียิ้ม น้ำตาเปื้อนแก้ม “ไม่ว่าทุกอย่างจะหนักแค่ไหน เราก็ยังมีเพื่อน”
ทุกคนลุกขึ้นเดินกลับไปบ้านด้วยกัน อินชาญโอบเพื่อนแน่น เป็นครั้งแรกที่เขากล้ายอมรับความอ่อนแอของตัวเอง นั่นคือคืนที่อากาศหนาวที่สุด แต่ก็เป็นคืนที่หัวใจของทุกคนอุ่นที่สุดนับตั้งแต่เกิดมา
รุ่งสาง หิมะยังกระจายทั่วเมือง แต่มันสว่างสดใสกว่าเดิม ภาพสุดท้ายที่ฝังตาจากคืนวุ่นวาย คือเพื่อนสี่คนเดินเรียงกัน บนถนนเล็ก ๆ ในเมืองหิมะ ท่ามกลางแสงอาทิตย์แรกที่หิมะสะท้อนระยิบระยับ — สะท้อนถึงมิตรภาพและการให้อภัยที่แท้จริง