ฤดูหนาวที่ไม่มีชื่อ
เสียงรองเท้าบูทกระทบหิมะดังเขย่าความเงียบ รินลากกระเป๋าผ้าใบเก่าผ่านตรอกซอยสีขาว รถรางหายไปนานแล้ว ตั้งแต่พระอาทิตย์ตกดินอย่างเฉยชาในเมืองหิมะริมภูเขานี้ ตึกแถวยุคเก่าสองฝั่งกดทับอากาศให้หนักอึ้งกว่าปกติ รินยืนชะเง้อมองไฟห้องสตูดิโอศิลปะขนาดเล็กที่ลอดผ่านม่านหนา สายตาหวาดระแวงสะท้อนเงาของตัวเองบนกระจกหน้าต่าง
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!เมื่อผลักประตูเข้าไป เสียงช่วงสัมภาษณ์ศิลปินในวิทยุเก่าก็ดับวูบ รินเห็นข้าวของกระจัดกระจายบนโต๊ะไม้ สีน้ำยังเปียกอยู่เหมือนเพิ่งลงพู่กัน เสียงทอดถอนใจดังแผ่ว ๆ จากมุมห้อง โน้ตเพลงกระจายระเนระนาด ใบหน้าของเคียวยะ—รูมเมตต่างถิ่น—ฝังอยู่ในเงามืด เคียวยะเหลือบตาขึ้น “กลับช้านะ เคยคิดจะโทรบ้างไหม?”
รินหยิบผ้าพันคอออก สูดลมหายใจ “เลิกเรียนช้าหน่อย ไม่มีใครโทรมา เลยนึกว่า—” คำพูดกลืนหาย เสียงเหมือนจักจั่นในฤดูหนาว เงาของเคียวยะยังไม่ขยับจากจุดเดิม ทว่ามือเจ้าตัววาดเส้นดินสออย่างกระวนกระวาย แสงรูปปั้นดินเหนียวเล่นเงาบนโต๊ะ เงื่อนปมเล็ก ๆ กระตุกกลางอก
จู่ ๆ อีกเสียงหนึ่งดังขึ้นจากข้างหน้าต่างตรงมุมห้อง อิงดาว เอื้อมมือหยิบแก้วเซรามิกขึ้นจิบ “วันนี้อาจารย์พูดถึงนิทรรศการเมืองหิมะ เธอจะส่งงานไหม ริน?”
รินหลบตา “ยังไม่แน่ใจ”
เคียวยะหัวเราะเยาะ “ถ้ายังกลัวก็ไม่ต้องส่งหรอก” รินชะงัก น้ำเสียงเสียดแทงมากกว่าที่ควรจะเป็น อิงดาวจ้องหน้าเคียวยะ แววตาเตือนแต่ไม่ได้กล่าวต่อ
ประตูกระทบกรอบไม้ เสียงลมข้างนอกแทรกเข้ามา อลิน ท่าทางลนลาน วิ่งฝ่าหิมะเข้ามาพร้อมเอกสารในมือ “ฉันเจออะไรแปลก ๆ ที่สวนหลังหอ ห้องสามมีรอยเท้าจมลึก…ไม่มีใครอยู่เลย แต่เหมือนมีคนเพิ่งยืนตรงนั้น”
รินก้าวเข้าไปใกล้ สีหน้าตึงเครียด “เธอแน่ใจเหรอ ไม่ใช่พวกเด็กเล่นหิมะหรอกเหรอ?”
อลินส่ายหน้า “รอยเท้ามีแค่ขานึง เหมือนคนลากไป หรือ—” เงียบ พลันสายลมหอบผงหิมะขึ้นหน้าต่าง ทุกคนสบตากัน ความกระอักกระอ่วนปกคลุมสตูดิโอ
คืนนั้น รินนอนพลิกตัวไม่หลับ เสียงนาฬิกากระทบกับลมหายใจตัวเอง ภาพในหัวกลับกลายเป็นใบหน้าของเพื่อนอีกคน โนอาห์—ผู้ที่ไม่เคยกลับห้องนานกว่าสามวัน เคยเป็นหัวใจของกลุ่ม ปรากฏตัวในทุกโปรเจ็กต์ศิลปะ แต่หายไปตั้งแต่วันเกิดพายุใหญ่ ไม่มีร่องรอย ไม่มีโทรศัพท์ ติดต่อครอบครัวก็ว่างเปล่า ปลายสายตอบรับด้วยความกังวลแต่ไม่มีคำตอบ
รินลุกขึ้นนั่งกลางดึก เคียวยะที่นอนบนเตียงล่างขยับตัว น้ำเสียงแผ่ว “ยังนอนไม่หลับอีกเหรอ?” แน่นิ่ง รินไม่ตอบ ในใจยังติดค้างน้ำเสียงประชดเมื่อตอนเย็น เคียวยะกัดฟันแน่น “อย่าโทษตัวเอง ถ้าเขาหนีเองได้ ก็ต้องมีเหตุผลเหมือนกัน”
รินไม่ตอบ ลมหายใจไหลผ่านอก เหมือนหิมะกดทับ
เช้าวันรุ่งขึ้น ทุกอย่างดูปกติเหมือนเดิมยกเว้นเมฆหนายิ่งกว่าเมื่อคืน รินเดินออกนอกหอพัก เจออิงดาวนั่งรอใต้ต้นสน เสียงกรอบแกรบของกิ่งไม้เปราะดังเป็นระยะ
“เมื่อคืนเธอคิดเยอะใช่ไหม?” อิงดาวเอ่ยเบา ๆ มือยื่นซองจดหมายเก่า ๆ มาให้ “มีคนเอามาเสียบไว้ในตู้จดหมาย สั้นมาก ไม่มีลายเซ็นต์—’อย่าหันหลังกลับ’”
รินขมวดคิ้ว รู้สึกคุ้นเคยกับลายมือแบบจงใจเปลี่ยนให้แปลก รินเก็บจดหมายนั้นไว้ในเสื้อคลุม
ทุกคนมาพร้อมกันที่สตูดิโอในช่วงบ่าย ต่างคนต่างนั่งเบียดรอบโต๊ะวาด เสียงวิจารณ์ศิลปะปะปนกับเสียงข้างนอกที่ดูจะดังขึ้นกว่าปกติ อลินเอ่ยขึ้น “คิดว่านี่เกี่ยวกับโนอาห์ไหม?”
อิงดาวพยักหน้า “หลังเขาหายไป ความฝันของฉันก็เปลี่ยน”
“ฝันอะไร” เคียวยะถาม
“เหมือนเรายืนอยู่ในหิมะลึก ร้องเรียกชื่อแล้วมีเสียงตอบกลับมา แต่มันไม่ใช่เสียงของเขา” อิงดาวพูด ราวจะกลั้นน้ำตา
รินก้มหน้า พลันมีเสียงร้องเรียกจากประตูสตูดิโอ เสียงใครสักคน หลุดโหยหา…
อาราม รีบเปิดประตู พบเพียงลมหนาวโหมกระหน่ำ ไม่มีใครยืนอยู่ตรงนั้น รินสบตาทุกคน ความเย็นแปลบแล่นผ่านสันหลัง
คืนวันอาทิตย์มาถึง รินเดินลำพังตามถนนสายเปลี่ยว เมืองเงียบเหลือเกิน ตำรวจยังคงเดินตรวจตรา สะกดรอยเท้ายาวในหิมะไปเรื่อย ๆ จนถึงจุดที่อลินเคยบอก
รอยเท้างอกลึกลงดิน หยุดกึกตรงต้นสนใหญ่ รินรู้สึกถึงแรงบีบที่อก เสียงข้างในกรีดร้อง… ต้องรู้ความจริง ต้องกล้าถาม
เมื่อถึงสตูดิโอ รินจ้องหน้ากระจกตัวเอง สีหน้าซีดเผือด มือสั่น ๆ หมดแรงจะฝืนรอยยิ้ม เคียวยะเข้ามาเงียบ ๆ “เจออะไรหรือเปล่า”
“เปล่า…แค่รู้สึกว่ามีคนตามมา” รินตอบเสียงเบา
เคียวยะมองนิ่ง ลมหายใจร้อนฉ่าในอากาศเย็นจัด เขาคว้าข้อมือรินไว้ “ถ้าเธอกลัวขนาดนั้น…ทำไมไม่บอกให้ใครช่วย?”
รินสลัดมือเขาออก “ฉันไม่อยากให้ใครรับผิดชอบในสิ่งที่ฉันทำ”
อลินกับอิงดาวโผล่หน้าเข้ามา เสียงหวีดลมพัดกระจกจนสั่น ต่างเงียบงัน ท่ามกลางความลับที่ทุกคนรับรู้แต่ไม่มีใครกล้าเอ่ย เพราะมันอาจพังสิ่งสำคัญไปอีกอย่าง
วันถัดมา รินเห็นเด็กรุ่นน้องชื่อกิ๊ฟ เดินลากถุงผ้าสีขาวไปทิ้งหลังอาคาร รอยเลือดเล็ก ๆ เปื้อนหิมะ รินตามไปพลางใจเต้นระส่ำ กิ๊ฟเหลียวหลังมองด้วยสายตาว่างเปล่า “สีแดงในหิมะมันหายได้ถ้าเรากล้าเหยียบมัน—”
รินอึ้ง เธอรู้สึกถึงบางอย่างในคำพูดนั้น มือเย็นเฉียบ “เธอเห็นโนอาห์บ้างไหม”
“เขายังอยู่ในนี้” กิ๊ฟเอามือทาบอกก่อนเดินจากไป ปล่อยให้รินยืนนิ่งกลางแสงจ้าหิมะ
รินพยายามหาคำตอบในงานศิลปะที่ค้างคา เธอมองผ้าใบว่าง ๆ หยิบพู่กัน แต่อดไม่ได้ที่จะนึกถึงวันนั้น…
พลันไฟสตูดิโอดับพรึ่บ ทุกคนในห้องสะดุ้งเฮือก เสียงลมหอนแทรกผ่านหน้าต่าง เคียวยะคว้ากระบองเพชรบนชั้นวาง “ทุกคนใจเย็น…มีใครออกไปดูไฟหน่อยไหม”
อิงดาวจุดไฟฉาย พวกเขาเดินเรียงกันช้า ๆ ไปทางห้องเก็บของ ประตูปิดแน่น ร่องประตูเผยอเล็กน้อย เสียงฝีเท้าแผ่วเบาดังออกมาจากด้านใน
ทั้งกลุ่มหยุด ทุกสายตาหนักอึ้ง อลินกระซิบ “ถ้าเขาอยู่ในนั้นจริง ๆ…”
รินลังเล สุดท้ายผลักประตูช้า ๆ กลิ่นสีแหลมคมตีจมูก แววตาแต่ละคนส่องหาผู้หายสาบสูญ—ในห้องมีเพียงกองผ้าใบเปื้อนรอยเท้าเปียกชื้น ไม่มีโนอาห์ ไม่มีร่องรอยชีวิต
ทุกคนถอยกลับมายืนกอดอก อิงดาวตาแดง รินจับจ้องมือของตัวเอง “ถ้า…ถ้าเราเคยทำอะไรผิด เราจะแก้ไขมันยังไง”
เคียวยะเอื้อมมากุมมือเธอ “ยอมรับมัน อย่าวิ่งหนี”
จู่ ๆ เสียงโทรศัพท์ของรินดังขึ้น ข้อความสั้น ๆ ขึ้นหน้าจอไม่มีชื่อผู้ส่ง “หยุดก่อน รู้ความจริงแล้วเธอจะเปลี่ยนไป”
มวลอากาศในห้องแน่นข้น ทุกคนหายใจติดขัด ความกลัวอัดแน่นมากขึ้นเรื่อย ๆ แต่ก็เหมือนต้องเดินต่อ
วันรุ่งขึ้น หิมะถล่มหนัก รินต้องติดอยู่ในสตูดิโอกับทุกคน อาหารน้ำเหลือน้อยลง เคียวยะตะโกนออกไปนอกหน้าต่าง “มีใครได้ยินบ้าง!”
เสียงสะท้อนกลับมาว่างเปล่า ไม่มีเสียงตอบรับนอกจากลม
อลินพยายามโทรหาตำรวจ สัญญาณขาดหาย เพียงเสียงแซ่กๆในเครื่อง
รินเครียดจัด หัวใจเต้นระรัว เธอก้าวถอยหลังไปชนกระจก อิงดาวจับไหล่ไว้ “อย่าคิดมาก เดี๋ยวทุกอย่างก็จะ….” คำพูดขาดหาย ดวงตาทุกคู่หันไปที่ห้องเก็บของอีกครั้ง รอบนี้ได้ยินเสียงกุกกักชัดเจนกว่าครั้งแรก
เคียวยะถอนหายใจ “อาจจะแค่หนู”
แต่ไม่มีใครอยากเชื่อ ทุกสายตาดูหวาดกลัวขึ้น รินค่อย ๆ ก้าวไปทางประตู ทั้งห้องตื่นตระหนก
พลันสายลมแรงกระแทกหน้าต่าง เสียงกระจกแตกดัง สายลมเย็นเฉียบปะทะเสี้ยวหน้าริน เธอมองออกไปข้างนอกเห็นเงาดำวูบหนึ่งลับตาไปแถวสวนหิมะ ทุกคนชะงัก
อลินกลืนน้ำลาย “ถ้ามันไม่ใช่โนอาห์…”
ความกลัวเกาะกินกลุ่มเพื่อนมากขึ้น อิงดาวน้ำตาไหลพราก “ถ้าเราเคยพูดอะไรไม่ดี…กับเขา”
รินกลืนน้ำลายหนัก ตัดสินใจก้าวออกไปนอกสตูดิโอเพียงลำพัง หิมะปกคลุมทุกรอยเท้า เงียบสงัดยิ่งกว่าทุกครั้ง เธอเดินตามเงานั้นไปจนถึงริมสวนหิมะใต้ต้นสน
อยู่ดีๆ มือเล็ก ๆ เอื้อมแตะท่อนแขน รินสะดุ้งหันกลับ พบกิ๊ฟยืนอยู่ “ถ้าเธอพร้อมยอมรับ เธอจะเห็นสิ่งที่คนอื่นมองไม่เห็น”
รินน้ำตาไหลเงียบ ๆ ก้มหน้ารับ “ตอนนั้น ฉันเป็นคนตะโกนใส่โนอาห์ในคืนก่อนเขาจะหายไป ฉันไล่เขาออกไปเอง”
กิ๊ฟพยักหน้า “แต่เธอกล้าบอกวันนี้แล้วใช่ไหม”
เสียงฝีเท้าดังแทรกความเงียบ รินหันกลับไปเห็นเงาของโนอาห์ยืนจาง ๆ อยู่ปลายสายตา—ในหิมะที่ไร้รอยเท้า
รินเอ่ยเสียงสั่น “ขอโทษ…ฉันไม่ได้ตั้งใจ ฉันกลัวเรื่องของตัวเองมากเกินไป”
โนอาห์ยิ้มบาง ๆ ก่อนเงาจางหายไปในม่านหิมะ ทิ้งรินยืนเดียวดายแต่หัวใจเบาลง เธอกลับไปที่สตูดิโอ พบเพื่อน ๆ นั่งรอ ลมหายใจของทุกคนอุ่นขึ้นแม้หิมะจะยังโปรยปราย
เคียวยะจับมือริน “เธอกล้ายอมรับแล้วนะ”
รินพยักหน้า เสียงหัวเราะแผ่วเบาดังกระทบกระจก ทุกคนมีรอยยิ้ม ทั้งน้ำตาและเสียงสะอื้นอัดแน่น
คืนสุดท้ายของฤดูหนาว เมืองทั้งเมืองถูกแช่แข็ง ทว่าสตูดิโอกลับอบอุ่นขึ้นกว่าทุกวัน รินยืนหน้าหน้าต่าง เห็นหิมะละลายช้า ๆ แดดยามเช้าแตะผ้าใบเปล่า เธอยิ้มที่มุมปาก กล้าคว้าพู่กันขึ้นมาอีกครั้ง ทำเครื่องหมายแห่งการเริ่มต้นใหม่ที่ไม่มีใครต้องหายตัวไปอีก