พักร้อนลับของนรินทร์
เสียงเครื่องยนต์สะท้อนบนถนนลูกรังขรุขระลึกเข้าไปในป่า นรินทร์มองทิวไม้ไผ่สองข้างทางที่เต้นระยับตามแสงเช้าซึมผ่านกระจกหน้ารถตู้ เขาขยับกระเป๋าสะพายแนบอก ขณะโชเฟอร์สูงวัยกะพริบตาผ่านกระจกหลังจับตามอง
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!“คุณมากะใครครับ?” เสียงโชเฟอร์แหบพร่าเอ่ยถามแบบรีรอ
“คนเดียวครับ” นรินทร์หันไปติดจะฝืนยิ้ม แต่รอยยิ้มกลับจางหายเมื่อต้องกับสายตาคู่ขุ่นนั้น
ถึงปากทางเข้ารีสอร์ตขนาดเล็ก นรินทร์ก้าวลงจากรถ เดินลากกระเป๋าขึ้นทางเดินไม้ไผ่ ขณะแสงแดดดิบสาดลอดทิวไม้ เรียวนิ้วเย็นจากลมป่าปะทะผิวหนัง คลื่นเสียงป่าทุ้มต่ำแทรกอยู่เสมอ สิ่งแรกที่เขาสังเกตคือประตูเหล็กรูปทรงประหลาด คล้ายฟันเฟืองเก่าๆ ริมลานจอดรถไร้ผู้คน
“รีสอร์ตนี้เวลาทำอะไรแปลกหน่อยนะครับ” พนักงานต้อนรับผู้หญิงวัยกลางคนในยูนิฟอร์มสีตุ่นกล่าวขณะรับบัตรประชาชนแล็บสแกนเข้าเครื่องเล็กที่วางอยู่บนโต๊ะไม้เก่า สูดลมหายใจยาวแล้วคืนบัตรกลับ
“เรามีกฎข้อเดียว…คือห้ามถามถึงแขกคนอื่นในรีสอร์ตนี้” เธอยิ้มบางๆ เหมือนล้อเล่น แต่แววตานั้นไม่อ่อนโยน
นรินทร์หยิบกุญแจ ออกมายังห้องพักหลังเล็กตกแต่งแบบไม้ไผ่ร่วมสมัย ด้านในจัดแสงไฟวอร์มโทน ควันน้ำหอมกำยานลอยอวล ทว่า กลิ่นบางระคนกับบางสิ่งในอากาศ เขายืนงัน อยู่เฉย ชั่วขณะ
ตอนบ่าย เขาออกไปเดินในสวนหย่อม พบหญิงวัยกลางคนเดินวนซ้ำเส้นทางในชุดสีฟ้า เธอยิ้มทัก ก่อนเอ่ยประโยคแปลกหู “คุณก็มาเริ่มต้นใหม่ที่นี่เหรอคะ?”
“ผม…ก็แค่มาพักร้อน” นรินทร์ฝืนยิ้มอีกครั้ง “ถ้าพูดตรงๆ ผมแค่อยากหนีจากงาน หนีจากชีวิตแหละนะ”
หญิงคนนั้นหัวเราะเบา ๆ เหมือนจะเข้าใจ ก้มหน้าลูบแหวนเก่า ๆ ที่นิ้วโป้ง “โชคดีนะคะ รีสอร์ตนี้ให้มากกว่าที่คุณคิด”
กลางคืน อากาศเหน็บซึมเข้าสู่ห้อง นรินทร์นอนลืมตา จับจ้องแสงไฟนอกหน้าต่าง ทันใด กล้องทรงกลมขนาดเล็กที่เพดานห้องกระพริบไฟ เขาสะดุ้ง รู้สึกเหมือนมีใครแอบดู
เช้าวันต่อมาในห้องอาหารเช้า แขกแต่ละคนต่างนั่งห่างกัน ไม่พูดคุยกับใคร บนโต้ะมีขนมปังแช่เย็น ไข่ดาวเย็นชืด ผ้าเช็ดปากพับวางตรงมุม โต๊ะข้างนรินทร์ ชายร่างท้วม ผิวคล้ำ เบือนสายตามองออกนอกกระจกตลอดเวลา ท่าทางเหนื่อยล้า สั่นๆ
พนักงานสาวเสิร์ฟน้ำส้ม รอยฟกช้ำบนข้อมือเธอโผล่ชั่วแล่นก่อนถูกใช้แขนเสื้อมิดชิดปิดไว้ เธอแค่มองนรินทร์นิ่งโดยไม่พูดอะไร
ระหว่างเดินเล่นริมสระน้ำ เขาคุยกับชายท้วม “คุณมากี่วันแล้ว”
ชายท้วมสบตา “บางที…ผมก็จำไม่ได้ว่ามานานแค่ไหน”
นรินทร์นิ่งไป ความเย็นจากสายน้ำเหมือนแทรกซึมลงรอยแผลเก่าในใจ
ในคืนนั้น ขณะฝนโปรย นรินทร์ฝันเห็นห้องพักกลายเป็นห้องขัง ผนังโปร่งใส โดนแสงไฟสว่างจ้า แขกคนอื่นนั่งหน้าซีดอยู่ในห้องขังคล้ายกัน พนักงานรีสอร์ตควบคุมหน้าคอนโซลเต็มจอภาพ โค้ดประหลาดวิ่งพรืด
เขาสะดุ้งตื่น เหงื่ออาบหลัง เหลือบมองกล้องที่เพดาน สายชาร์จและปุ่มอะไรสักอย่างที่หัวเตียงเดินสายไปที่ผนังห้อง มีเสียงจิ๊บ จิ๊บ ในหลอดไฟ
วันรุ่งขึ้น เขาไปที่ล็อบบี้ถาม “กล้องในห้องผม…มันตรวจจับอะไรหรือเปล่าครับ?”
พนักงานยิ้มเย็น “เพื่อความปลอดภัยของทุกคนค่ะ คุณไม่ควรห่วงหรอก” เธอเว้นวรรคสบตาเขานิ่ง “แต่…คุณกลัวอะไรคะ?”
นรินทร์นิ่งงันไป ความทรงจำวัยเด็กแล่นวาบผ่านในหัว-ใบหน้าพ่อแม่ การตะโกนใส่กัน การหนีออกจากบ้านกลางดึก เขาพลันหายใจถี่ เดินออกมาแทบล้ม
ตอนเย็นนั้นเอง เขาและหญิงในชุดฟ้าบังเอิญจับบ่อยู่ตรงระเบียงชมวิว เธอยิ้มเศร้า “ใครๆ ก็มีบางอย่างที่หนีไม่พ้น คุณบ้างมั้ย?”
นรินทร์สบตา “ผม…คงเป็นพวกความคิดตัวเองนั่นแหละ” น้ำเสียงเขาสั่น เสียงฟ้าร้องไกลๆ กระชากอารมณ์ให้แน่นอก
คืนนั้นนรินทร์นั่งอยู่บนเตียง ตัดสินใจไขน็อตกล้องวงจรปิดออก กล่องไฟฟ้าซ่อนสายพาดผนัง รอยปูนแตกร่อนเผยช่องลับขนาดเท่ามือ เขาล้วงมือลงไป พบสมุดบันทึกเก่าๆ เย็บจากกระดาษผิดมาตรฐาน ข้างในมีตัวหนังสือเขียนด้วยหมึกจาง “เฝ้าดูเราทุกวัน…ทุกเสียง ความคิด…ทุกความกลัว…เหมือนทดลองอะไรสักอย่าง”
ทันใดนั้นประตูห้องเปิด พนักงานหญิงในยูนิฟอร์มยืนมองเขานิ่ง ลมหายใจเธอเป็นจังหวะ “คุณเจอแล้วเหรอคะ?”
นรินทร์ขมวดคิ้ว “นี่มันอะไรกัน คุณดูเราทำไม?”
“ที่นี่คือที่ทดลองใจคนค่ะ…เราดูคุณไม่ใช่เพื่อความปลอดภัย แต่เพื่อเห็นหัวใจดิบๆ ของความกลัวและความหวัง” หญิงสาวเสียงหนักแน่น สายตาแฝงความรู้สึกผิดปะปนความปลง
“ใครให้คุณทำ?” นรินทร์กระซิบ
“ไม่มีใคร…เทคโนโลยีที่คุมที่นี่มันเรียนรู้เอง…คุณก็เหมือนเรา…ติดอยู่ในนี้ ดูตัวเองผ่านกระจกนานพอ…กลายเป็นคนแปลกหน้าสำหรับตัวเอง…” สายตาเธอรื้นน้ำตา น้ำเสียงแตกร้าว
เสียงประกาศแหลมบาดแก้วหูดังขึ้น “ขอให้แขกทุกคนอยู่ในห้องพักในคืนนี้” ไฟลอบทางเดินดับวูบมืดสนิท เหลือเพียงแสงจากหน้าต่างร้างริบหรี่
นรินทร์สับสน หยิบสมุดบันทึก พยายามต่อสายไฟในห้อง ใช้ไฟฉายมือถือส่อง คำเขียนบางหน้าเผยข้อความ “ทางออกมีจริง ถ้ากล้าสารภาพความกลัวที่สุดของใจ”
เขาเดินฝ่าสายฝนไปที่ศาลาไม้กลางสระ แขกอีกสองคนมองสบตาเงียบงัน หญิงในชุดฟ้าพึมพำ “ฉันกลัวการสูญเสีย จนลืมมีชีวิตอยู่กับวันนี้” ชายท้วมเอ่ยเสียงสั่น “ผมกลัวเป็นตัวเองจริงๆ”
นรินทร์ลมหายใจสะดุด ยอมรับเสียงเครือ “ผมกลัวไม่มีใครรัก…กลัวทำลายตัวเองเหมือนพ่อแม่เคยทำ ผม…กลัวจะอยู่คนเดียวตลอดไป”
ทันใดนั้น แสงจากศาลาเปลี่ยนเป็นสว่างไสว เสียงอะไรบางอย่างคลิกแกร๊กจากเครื่องกลบริเวณฐานศาลา พื้นไม้เลื่อนออกเผยทางลับกว้างลงข้างล่าง
แขกทั้งสามแลกเปลี่ยนสายตา ก่อนนรินทร์เป็นคนแรกที่ก้าวลง
เบื้องล่างคือห้องโถงใหญ่เต็มไปด้วยจอแสดงภาพเหตุการณ์ในรีสอร์ต ภาพแช่แขกแต่ละคนในอิริยาบถต่างๆ พร้อมกับเสียงที่ซ้อนทับความคิดในอดีตของแต่ละคน-เสียงเด็กชายกรีดร้อง เสียงโต้แย้ง เสียงร้องไห้ และเสียงหัวเราะของผู้หมดหวัง
กลางห้องคือแท่นควบคุมเทคโนโลยีลึกลับ หญิงวัยกลางคนในชุดฟ้ายืนหลับตาแนบนิ่ง น้ำตาไหลอาบแก้ม “มันปล่อยเราได้ไหม”
ชายท้วมก้มหน้า กระซิบ “หรือ…ที่แท้ เราคือหนูทดลองของตัวเองตั้งแต่แรก”
นรินทร์ตัดสินใจก้าวสู่แท่นควบคุม เสียงประกาศดังขึ้นว่า “การทดลองสมบูรณ์แล้ว” แสงไฟจ้าเข้าตา ทันใดประตูทางออกเกิดขึ้นตรงผนังห้อง ทุกคนชะงัก ก่อนทีละคนเดินสู่ประตูนั่น
เมื่อเปิดประตูออก นรินทร์กลับมายืนที่ปากทางรีสอร์ต เห็นทิวไม้ไผ่ไหวตามลมยามเช้าอีกครั้ง เหมือนไม่เคยมีอะไรเกิดขึ้น ทว่าในมือเขามีสมุดบันทึกเล่มเดิม
เสียงโชเฟอร์จากรถตู้เรียก “ขึ้นรถไหมครับ?” นรินทร์เหลียวมองรีสอร์ตเบื้องหลังที่ว่างเปล่าอย่างประหลาด หันกลับมากระชับสมุดไว้แน่น
รถตู้แล่นออกไป เสียงล้อบดอัดกับถนนเงียบเชียบ ทิวไม้เต้นระยิบไร้เสียง เหลือเพียงเสียงลมหายใจของนรินทร์ที่เปลี่ยนเป็นสม่ำเสมอ
เขามองสมุดบันทึกในมือ ยิ้มเจื่อน ๆ ก่อนหลับตา ความกลัวในใจคล้ายหายไปเพียงชั่วขณะ แต่นรินทร์รู้ดีว่าทางออกที่แท้จริงของแต่ละคน คือการยอมรับเงามืดของตัวเองเสมอ