คืนที่ไม่มีใครหายใจ
ฟ้าครึ้มลอยหมอกหนาประหลาดปกคลุมหมู่บ้านเล็กบนภูเขาสูง ห่างจากแสงเมือง ทางคดเคี้ยวปีนขึ้นเหนือเบื้องล่างคือหุบเหวลึก นาฬิกาโบสถ์เก่าตีห้าโมงเย็น รุ้ง หญิงสาววัยสิบแปด เดินดุ่มเต็มไปด้วยโทสะแบกกระเป๋าเป้คู่ใจ หน้าตาเคร่งขรึมแฝงแววปวดร้าว บ้านแต่ละหลังดูปิดตัวลงหลังข่าวการหายตัวไปของเด็กผู้ชายเมื่อค่ำคืนก่อน ผู้คนแว่วกันถึงคำสาปเก่าแต่ไม่มีใครกล้าพูดต่อหน้า
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!รุ้งหันกลับไปมองเสียงรถจักรยานยนต์แผ่วเบา ไตกับบอสเพื่อนสนิทผสมศัตรูกึ่งขี้แกล้ง กอดถุงขนมแน่น มืออีกข้างปิดรอยเลือดแห้งบนคาง ไตถามเสียงขุ่ม “มึงเอายังไงวะรุ้ง จะหาตัวไอ้ภพจริงดิ? คืนนี้ฝนจะตกว่ะนี่…” รุ้งไม่ตอบ เดินนำขึ้นไปบนค่ายลูกเสือร้าง หยดน้ำจางๆ เริ่มปะทะใบหน้า
มะปราง เพื่อนสาวผู้เจื้อยแจ้วแต่สายตาเต็มด้วยความกังวลวิ่งตามมากระชากแขน “รุ้ง เราทำงี้ไม่ได้หรอก เรื่องการหายไปของภพมัน…มันน่ากลัวจริงๆนะ” ชะงักเล็กน้อยเมื่อเห็นสายตาคาดคั้นของบอส “ถ้าแกกลัวก็ไปอยู่บ้านไป” รุ้งตะคอกเสียงแข็ง ปากคว่ำ มือบีบสายเป้แน่นจนเส้นเลือดปูด ไตหันไปสบตาบอส “ถ้ามึงจะกลับ กลับเอง เดี๋ยวอีกสองคนเราไป”
กลุ่มวัยรุ่นเดินฝ่าหมอกขึ้นไปยังค่ายลูกเสือร้าง ต้นสนสูงโยกเยก เหรียญทองประจำหมู่บ้านแขวนอยู่หน้าประตู มีหยาดน้ำใสเกาะช้าๆ รุ้งหยุดมองมันครู่หนึ่งแต่ไม่พูดอะไร บรรยากาศอึดอัด มะปรางเอามือปิดปากตัวเองไม่ให้ร้องไห้ บอสหยิบไฟฉายขนาดเล็กขึ้นมา แววตาไม่กล้าแสดงความกลัวแต่ริมฝีปากกดแน่น เงาบนพื้นยาวเหยียดเปลี่ยนรูปร่างไปมา
“ทำไมมึงต้องลากกูกับบอสมาด้วยวะ” ไตถามเสียงเบา ขณะที่รุ้งจ้องหน้าโดยไม่อธิบายอะไร เพียงพึมพำเบา ๆ “เพราะมันเกี่ยวกับเราทุกคน” เงียบ ไตเบือนหน้าหนี รู้ทั้งรู้ว่าเขาเองก็เคยมีส่วนผิดในอดีต มะปรางมองรุ้งสลับกับบอส ถอนหายใจยาว ปล่อยให้อากาศเย็นเฉียบแทรกเข้ามาในปอด
เงาสีดำเริ่มก่อตัวใต้ต้นสนเก่า ๆ มะปรางสะดุ้ง เอื้อมมือคว้าแขนรุ้ง “รุ้ง ชั้น…ชั้นได้ยินเสียงอะไรแปลก ๆ เมื่อคืนตรงนี้…” รุ้งทำหน้าขรึม “ใครจะไปแกล้งอีกล่ะ ที่นี่ไม่มีคนมาหลายปีแล้ว” ทันใดนั้นมีเสียงหวีดคล้ายหญิงสาวลอยตามสายลมกลืนเสียงหัวเราะเยือกเย็นของบอส “มีแต่คนบ้าเท่านั้นมั้งที่กล้ามา”
บันทึกเก่าถูกหยิบออกมาเปิดอย่างลังเลในแสงไฟฉาย รุ้งมองมันด้วยสายตาไหลย้อนอดีต รอยขีดเขียนหมึกซีดเล่าเรื่องคำสาปตั้งแต่รุ่นยาย “คืนเดือนดับ ห้ามใครอยู่ค่ายหลังสี่ทุ่ม…” รุ้งขบกรามแน่นเพราะรู้ว่าคำเตือนนี้คือสิ่งที่ภพละเมิด ก่อนเขาจะหายไปอย่างไร้ร่องรอย
ภายในกระท่อมไม้เสียงฝีเท้าเยียบเย็นดังลอดพื้น มะปรางจับไฟฉายมือสั่น ๆ เบนลำแสงไปมา เผลอทำไฟตก รุ้งรีบก้มเก็บ ขณะเดียวกันเงาดำพุ่งผ่านหน้าต่าง พวกเขานิ่งเงียบไปชั่วอึดใจ แล้วเสียงประตูถูกผลักดังปัง ทุกคนสะดุ้ง รุ้งเงยหน้าขึ้นสบตาไตในความมืด
สภาพค่ายร้างเต็มไปด้วยผ้าขี้ริ้ว ร่องรอยการต่อสู้เก่า และกลิ่นอับ รุ้งสังเกตรอยเลือดแห้งแบบเดียวกับที่เห็นบนคางไต ไตหลบตา อ้ำอึ้ง มะปรางต้องกลั้นน้ำตาและลังเล ก่อนหันไปหาบอส “บอส มีอะไรที่เราไม่รู้ไหม” บอสขบฟันแน่น “ไม่มี อย่าคิดว่าเรื่องผีบ้า ๆ จะ…จะเกี่ยวอะไรกับเรา”
เสียงฝีเท้าซ้อนกันมาใกล้ขึ้น รุ้งเดินไปหัวกระท่อม เจอสมุดภาพที่ภพเคยวาดไว้เมื่อยังเด็ก ๆ หน้าแรกเป็นบ้านสามหลังในหมอก รุ้งยืนนิ่ง มือลูบภาพเบา ๆ เสียงบอสแทรกมา “ที่ตรงนั้นหรือปล่าว…ที่มันหายไป” รุ้งไม่ตอบ สมุดหล่นปิดจนฝุ่นพุ่ง มะปรางสะอื้นออกมาเพราะอดกลั้นไม่ไหว
กลางคืนตกเงียบ ฟ้าไม่เห็นดาว ไตกับบอสนั่งสนทนาเศร้า “แกแน่ใจมั้ยรุ้ง มีหลักฐานอะไรบ้างว่าเป็นไอ้คำสาปบ้านี่” บอสยักไหล่ “จะกลับมั้ยก็ตามใจ แต่ถ้าภพยังอยู่แถวนี้ต้องหาให้เจอ กูติดค้างไอ้นั่น” ไต้เบือนหน้า “หรือติดค้างใจ?” บอสไม่ตอบ แต่ถอนหายใจหนัก ๆ รุ้งเดินผ่านสองคนอย่างเงียบงัน หยุดที่บันไดไม้เก่าพัง คำถามในสายตาเธอปะทะกับความหวาดกลัวส่วนลึก
เสียงเคาะหน้าต่างสามจังหวะจากข้างนอก กลุ่มวัยรุ่นทุกคนชะงัก ไฟฉายดับวูบ ไม่มีใครกล้าขยับ มะปรางเอื้อมหามือบอส ไตรวบมือรุ้ง สายตาทั้งหมดหยุดที่หน้าต่าง กระจกสะท้อนเงาใบหน้าซ้อนทับของพวกเขา ทันใดนั้นเสียงเหมือนคำกระซิบดังลอดเข้ามา “ใครอยู่ด้วยกัน…จะรอด แต่ใครหักหลัง…จะสูญ…”
ความกลัวแทรกซึม ไตกัดฟันแน่น “เราไม่ได้หักหลังใครใช่ไหม?” สีหน้ารุ้งปั้นแข็งขึ้นมา ชำเลืองมองบอสและมะปราง เงียบผิดปกติบังเกิดขึ้นเป็นนาที
บรรยากาศเข้มข้น เสียงฝีเท้าและลมหายใจสั่นคลอน ทุกคนขยับเข้าใกล้กัน รุ้งเอ่ยเสียงแหบพร่า “เราต้องอยู่ด้วยกัน” แต่อีกด้านบอสเดินออกห่างด้วยความรั้น ร่างเงาดำปรากฏทันใด ตวัดแขนลมเสียหลัก ผนังไม้ปริแตกไต้ มือปัดเลือดจากหน้าผากลนลาน
เสียงหญิงสาวในเงาดำพร่าขึ้น “สัญญาสิ…ว่าไม่หักหลัง” มะปรางร้องไห้ “เราทำไม่ได้…เรากลัว!” ไตหันไปจับมือบอสแน่น “ขอโทษ ถ้าเราโกหก” เพื่อนทั้งสี่เผชิญหน้ากับเงาดำ พลังงานเย็นเฉียบจนหายใจไม่ออก
รุ้งสั่นไหว ย้อนระลึกว่าตัวเองคือคนแรกที่ปล่อยข่าวลือใส่ภพตั้งแต่ ป.6 เพียงหวังจะได้เพื่อนกับกลุ่มนี้ เธอละอายใจ ไม่กล้าเผยความจริง มะปรางพูดเสียงสั่น “สิ่งที่คำสาปเอาคือ…ใจ…ไม่ใช่แค่ร่างกาย” เงาดำเคลื่อนเข้ามาใกล้ แต่เมื่อรุ้งกลั้นหายใจแล้วพูดออกมา “ใช่…เรานี่แหละที่ทำเรื่องเลวร้ายสุดกับภพ” ไตกับบอสหันขวับ รุ้งหลบสายตา เสียงเงาดังขึ้น “สารภาพหรือจะสูญไป”
เงาดำสลายตัวกลายเป็นความหนาวเย็นเฉียบ รุ้งคุกเข่าขอโทษทั้งน้ำตา “ถ้าเรารอด เราจะตามหาภพ เราจะสารภาพกับทุกคน” เสียงหัวใจทุกคนเต้นรัวเร็ว ไตกับมะปรางแลกเปลี่ยนสายตา พวกเขาเริ่มพูดสารภาพบาปของตน บอสอ้ำอึ้งก่อนจะโพล่งออกมาว่าเขาผลักภพเพราะอิจฉาความเก่งของเพื่อน
ทันใดนั้น แสงจันทร์ลอดผ่านหมอก เงาดำสงบลงและกลายเป็นแสงสว่างพริบพราย ทุกคนหอบหายใจโล่งอก คำสาปคลายลงอย่างช้า ๆ บ้านทั้งหมู่บ้านเปิดไฟทีละหลัง ชาวบ้านเริ่มกลับมามีชีวิตชีวาใหม่อีกครั้ง
รุ่งเช้า กลุ่มวัยรุ่นนั่งรอที่ลานโบสถ์เก่า ภาพความผิดพลาดและการให้อภัยซ้อนทับกันในใจ ชาวบ้านมองอย่างสงสัยแต่ไม่มีใครกล้าถามว่าเกิดอะไรขึ้น รุ้งหันไปหาบอส “จากนี้เราไม่โกหกกันแล้วนะ” บอสยิ้มแม้จะยังมีรอยแผล ไตหัวเราะบาง ๆ “หวังว่าภพจะกลับมาเห็นนะ”
ปีต่อมา คราบเลือดบนถนนจางหาย เหรียญทองหน้าค่ายลูกเสือถูกแทนที่ด้วยดอกไม้ขาว รุ้งกล้าพูดความจริงกับทุกคน มะปรางเรียนรู้ให้อภัยตนเอง ไตไม่เก็บงำความผิด บอสเปลี่ยนแปลงจากเด็กเจ้าอารมณ์เป็นเพื่อนผู้ซื่อสัตย์ เงาสีดำไม่กลับมาอีก แค่ลมหายใจอบอุ่นของผู้คนในหมู่บ้านและคำมั่นสัญญาแห่งมิตรภาพ ที่จะไม่หักหลังใครอีกเลย