คืนคลี่คลายที่เมืองใต้พิภพ
เสียงเครื่องตอกใต้ดินก้องอยู่ไกล ๆ กลิ่นความชื้นปะปนกลิ่นสนิมปะทะใบหน้าเด็กชายผิวคล้ำ ผมดำแข็งกระด้างดัดฟูไปทุกทาง ‘พิชญ์’ อายุสิบห้าปี หอบปอดเล็กที่เต็มไปด้วยเสียงหายใจติดขัด เขาวิ่งฝ่าฝูงชนที่รีบร้อน ภายใต้ทางเดินสลัวของเมืองใต้พิภพ ‘อรุณา’ แสงส้มของหลอดไฟประหยัดพลังงานโค้งอยู่บนฝ้าเพดานต่ำ ๆ
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!ชายสูงวัยคนหนึ่งกระแทกไหล่เขา “ระวังหน่อยสิไอ้บ้า” เขาแทบไม่ใส่ใจ ตวัดตามองเพียงแวบเดียวแล้วก้มหน้าก้มตาต่อ ไหล่พิชญ์สะพายถุงเก่าโทรม มีรอยขาดเล็กที่ขอบปากซิป เขากอดมันราวกับของมีค่า
เสียงเพรียกเบา ๆ ดังขึ้นจากข้างหลัง “พิชญ์ ชั้นรออยู่ตรงนี้” เสียงหญิงสาวอายุยี่สิบต้น ๆ — ทับทิม พี่สาวที่เขารักและกลัว พิชญ์ไม่พูดอะไร เขาเดินกระแทกฝ่าเท้าไป ประโยคซ้ำซากวนอยู่ในหัว: ‘อย่าอ่อนแอ อย่าให้ใครเห็นน้ำตา’
ทับทิมถอนหายใจ นั่นคือท่าทีประจำของเขาเย็นชามาตั้งแต่วันที่พ่อหายไปเมื่อหกปีก่อน
“แม่เลี้ยงกลับบ้านยัง?” พิชญ์ถามเบา ๆ ไม่หันกลับ หน้าทับทิมฉายแววลังเล เสียงเขาเรียบ “ไม่รู้สิ” เหมือนความว่างเปล่าในใจเขายิ่งโหว่งับลึก
ประตูเหล็กหน้าห้องเช่าที่เคยเป็นรูหนูในอดีต กลายเป็นสนามแห่งความทรงจำที่ไม่มีใครอยากพูดถึง พิชญ์เสียบลูกกุญแจเสียงดัง ฝืดเหมือนหัวใจ เขาผลักเข้าไป เงา ๆ ของ ‘แม่เลี้ยงปรางค์’ นั่งนิ่งในมุม เธอมีผมสีน้ำตาลเข้ม กองจดหมายเก่า ๆ วางอยู่ตรงหน้า ตาแดง ๆ แต่อ่านอะไรไม่ออก
ทับทิมกระซิบ “วันนี้เพื่อนที่แผนกกักกันหายไปอีกคนละ” พิชญ์ไม่ตอบ นั่งลงบนพื้น กอดถุงไว้แน่น พยายามผ่อนลมหายใจ
แม่เลี้ยงลุกขึ้นช้า ๆ เดินมานั่งข้าง ๆ ตามองพื้น “ขอโทษนะ ถ้าพวกเรา… ถ้าแม่ทำได้ดีกว่านี้ พ่อคงยังอยู่” คำว่า ‘แม่’ สำหรับพิชญ์คือรอยแผล เขาถอยหนี ชายตามองหน้าทับทิม พี่สาวสบตากลับ อ่อนหวานแต่เด็ดขาด “พอเถอะค่ะแม่ อย่าโทษตัวเองอีกเลย”
คืนนี้เสียงเครื่องยนต์ใต้พิภพสะท้อนก้อง มันดังผิดปกติ หลอดไฟกระพริบวูบ ทุกคนชะงัก หัวใจพิชญ์เต้นแรงขึ้น ลมหายใจรุนแรง ภาพเงาดำพาดขวางประตู
ทับทิมหันมาสบตาเขา กระซิบเบา ๆ “นายก็เห็นใช่ไหม?” น้ำเสียงพร่าแต่หนักแน่น แม่เลี้ยงสั่น ปากเผยอแต่ไม่มีเสียง พิชญ์ไม่เคยมองเห็นอะไรที่คนอื่นไม่เห็น แต่เขา ‘รู้สึก’ ได้เสมอ
ลมหายใจเย็นวาบพลันพัดมา พิชญ์ขนลุก ตาพล่า เขาเดินไปปราการที่เคยนอนไม่นอนดีนัก ชาวบ้านหลายชีวิตกระซิบเสียงเบาราวผี “คืนนี้จะเกิดอะไร” แล้วเงาสีดำขยายตัว ร่างเด็กหญิงผมปะบ่าเดินออกจากมุมมืด พิชญ์ใจสั่น เขายืนตะลึงขณะเสียงเด็กหญิงดังจากทุกทิศ “ช่วยฉันที”
ทับทิมบีบแขนพิชญ์แน่น แม่เลี้ยงถอยหลังจนติดผนัง ทับทิมสูดหายใจ “นายต้องฟังเขานะพิชญ์”
พิชญ์กล้ำกลืน เขาหลับตาแล้วค่อย ๆ เอื้อมมือออก “เธออยากให้ช่วยอะไร?” เสียงเด็กหญิงเต็มไปด้วยสะอื้น “แม่ หนูอยากกลับบ้าน” ไฟในห้องดับเงียบพอดี — วินาทีนั้นเสียงกรีดร้องในหัวพิชญ์ดังสนั่น
แม่เลี้ยงปรางค์ยกมือปิดปาก ร่างเธอสั่น ไฟสลัว ๆ จากนอกห้องฉายเข้า กระทบใบหน้าที่มีน้ำตา ทับทิมกอดพิชญ์จนแน่น เด็กชายพยายามควบคุมตัวสั่น “แม่ หนูอยู่แถว ๆ นี้ใช่ไหม?” เสียงเด็กหญิงยังวนในอากาศ
พิชญ์หันไปพูดเบา ๆ “แม่ครับ ถ้าพ่อยังอยู่…” ทับทิมขยี้ตา แม่เลี้ยงหน้าหมอง สายตาเปียกชุ่ม — ทุกคนเงียบ
จากเงามืด เสียงรองเท้าคู่หนึ่งก้าวเข้ามา เจ้าหน้าที่เมืองใต้พิภพที่คุ้นเคยดี เขาพูดเบา ๆ “ใครเสียงดัง? พวกเธอไม่ได้รับอนุญาตเล่นอะไรแบบนี้ เข้าใจใช่ไหม?”
ทับทิมฟึดฟัด “ที่นี่ไม่ใช่ขังสัตว์นะคะ ทุกชีวิตเจ็บ… คุณอย่าทำเหมือนเราไม่มีหัวใจ” น้ำเสียงมีความแค้นแฝงอยู่ เจ้าหน้าที่หรี่ตามอง เห็นแม่เลี้ยงยังฟูมฟาย “เรื่องครอบครัวสินะ? กลับไปพักเถอะ” แล้วเขาก็จากไป เหลือแต่กลิ่นเหล็ก
พิชญ์นั่งมองถุงในมือ นิ้วเรียวขยุ้มแน่น โลกในนี้ไม่มีที่ให้เผื่อใจ ทับทิมเอื้อมมือมาแตะไหล่เขา “นาย– กลัวใช่ไหม?”
“ทุกครั้งที่ได้ยินเสียงเขา ฉันกลัว…” พิชญ์เสียงสั่น พยายามบังคับตัวเองไม่ร้อง “แต่ฉันยิ่งกลัวถ้าเราไม่ช่วย” ทับทิมลูบหัวเขาเบา ๆ “เราจะอยู่ด้วยกัน ไม่ว่าอะไรจะมา”
เสียงแปลกประหลาดบนผนังห้องคล้ายจะบอกเหตุร้ายแดงใกล้เข้ามา เงาดำตวัดไปมาในซอกหลืบ เหมือนรอคนเข้าไปแตะต้องความลับ
แม่เลี้ยงลุกขึ้น ไขกุญแจตู้ไม้เก่า หยิบรูปถ่ายขาวดำของพ่อ พิชญ์หันมา เธอยื่นรูปนั้นให้ “วันนั้น…พ่อหายไปเพราะมีบางอย่างในเหมืองลึก” น้ำตากลิ้งไหล
ทับทิมจ้องหน้าภาพ เงาสะท้อนดวงตาสั่น “เราไปไม่ได้ แต่อยากรู้ไหมว่าทำไมถึงเกิดเรื่องพวกนี้?” ทุกคนขยับมาใกล้กันด้วยความกลัวปะปน
พิชญ์พึมพำ “คืนนี้…ถ้าเขาเรียก ฉันจะไป” แม่เลี้ยงสั่นหัว “ลูกไม่ต้องเสียสละ…แต่แม่ก็อยากรู้” ความจริงบางอย่างกำลังขึ้นสู่ผิวดิน
เสียงเครื่องยนต์จากเหมืองใต้ห้องดังก้อง ฝุ่นร่วงกราว เศษปูนถล่มลงมา ท่ามกลางเสียงหวีดร้องของแม่เลี้ยง มือเย็นเยียบลูบไหล่พิชญ์ เขาชะงัก เด็กหญิงผมปะบ่ายืนอยู่ มองเขาด้วยดวงตาเศร้า “ช่วยตามหาศพฉันที หนูยังไม่ไปไหน”
ทับทิมผลักประตู วิ่งนำเข้าไปในตรอกหลัง พิชญ์กลืนกลัวในคอวิ่งตาม แม่เลี้ยงตามหลัง แม้หัวใจกลัวสุดขีด ทับทิมหันมาพูดเสียงต่ำ “ตรอกนี้มันมีอะไร…ฉันเคยเห็นเด็กผู้หญิงเดินวนที่นี่ทุกคืน!”
ไฟฉายวูบวาบ พวกเขาเดินลุยเข้าไปในตรอกแคบๆ พิชญ์ได้ยินเสียงร้องเศร้า “แม่ หนูหนาว” เขาค่อย ๆ หมอบลงกับพื้น เอามือแตะดินชื้น ความเย็นชอนไชเข้าไปในเนื้อหนัง ช่องแคบตรงริมซอกมีโครงกระดูกเล็ก ๆ และรองเท้าเด็กข้างเดียววางตะแคง ทับทิมปิดปาก น้ำตาไหล
แม่เลี้ยงคาดไม่ถึง เธอลูบไหล่ลูกชาย “ที่นี่…คือบ้านคนหาย” เสียงแม่เลี้ยงสั่น ดึงรูปพ่อในมือออกมา มองไปรอบ ๆ “พ่อเคยบอกว่าที่นี่ไม่มีวันปลอดภัย”
เสียงฝีเท้าหนักเข้ามาใกล้ กลุ่มชายฉกรรจ์จากงานรักษาความปลอดภัยในเมืองเข้ามา “พวกเธอมาทำอะไร?” ทับทิมเชิดหน้า สะกดความกลัวในดวงตา “ช่วยเด็กที่ถูกลืม”
คนหนึ่งลากพิชญ์ออกห่าง “นายไม่ควรยุ่งเรื่องนี้” แต่สิ่งที่พวกเขาไม่รู้ เด็กหญิงวิญญาณยืนอยู่ด้านหลัง เสียงแผ่วเบา “อย่าห้ามเขา” อากาศเย็นลงทันที
ทับทิมเข้าไปจับมือพิชญ์แน่น “ถ้านายเป็นอะไร ฉันก็อยู่ไม่ได้อีก” พิชญ์มองพี่สาว ตาหวานแดง ซ่อนแววเจ็บปวด ปากสั่น “ฉันกลัว—แต่ฉันจะไม่หนีอีก”
ไฟในเมืองดับพรึ่บ ทุกอย่างมืดสนิท — เงาดำทาบทั่วตรอก เสียงร้องไห้ลอยคล้ายลม เสียงปูนแตก ดินพังทลาย พวกเขาโอบกอดกันไว้แน่น แม่เลี้ยงร้องไห้เสียงเงียบ ทับทิมพึมพำ “เราจะรอดมั้ย?”
มีมือเย็นเล็กแตะหัวไหล่พิชญ์ — แล้วทุกอย่างก็ตกอยู่ในความฝัน เด็กชายเห็นภาพในอดีต พ่อเขายืนเงียบ มือสั่น คำพูดสุดท้าย “ดูแลน้อง ดูแลแม่…อย่าหลงในความมืด” ภาพตัดไป เงาดำกลืนเสียงร้อง
พิชญ์สะดุ้งตื่น หอบหายใจ ทับทิมยังจับมือตัวเองแน่น “ฝันอะไร?” พิชญ์มองไปที่มุมห้อง เงาเด็กหญิงยืนกอดอก น้ำตาอาบแก้ม ทับทิมคุกเข่าลง “เธอไม่อยู่แค่ในฝันใช่ไหม?”
แม่เลี้ยงเดินมาโอบลูกทั้งสอง “พ่อพวกเธอ…เขาไม่เคยไปไหนหรอก แค่เรายังไม่ยอมรับ” พิชญ์น้ำตาคลอ “ฉันจะช่วยพาเขาออกจากที่นี่” เขาขึ้นไปไขประตูเหล็กเก่า ผลักฝาดังอี๊ด
ข้างนอก ดินทรุด ควันฝุ่นฟุ้ง เงาคนแมว่งออกจากฝุ่น – เด็กหญิงนั้น เหมือนมีดวงตาหวังสุดท้าย “บ้าน นั่นบ้านฉัน” เธอชี้ไปที่ห้องเก็บอุปกรณ์เก่า ๆ ที่ถูกปิดตายมานาน
พิชญ์ผลักบานประตู พวกเขาเดินตามเข้าไป ทับทิมข่มความกลัว เอื้อมมือหยิบผ้าคลุมไหล่แม่เลี้ยง แม่เลี้ยงกลั้นหายใจ ร่างนั้นหลับแน่นิ่งบนผืนผ้า สีกระดำกระด่าง เด็กหญิงค่อย ๆ เลือนหาย ดวงตาปรากฏประกายอ่อนโยน “ขอบคุณนะ” เสียงสุดท้ายจางหายไปกับแสงไฟที่เริ่มกลับมา
แม่เลี้ยงกอดลูกทั้งสอง น้ำตาไหล ทับทิมวางมือลงบนไหล่พิชญ์ “นายกล้าขึ้นนะ” เธอยิ้มเป็นครั้งแรกในรอบปี “แต่ฉันยังกลัวอยู่นะ” พิชญ์หัวเราะเบา ๆ “เราอยู่ด้วยกัน ไม่ต้องกลัว”
เครื่องยนต์เมืองใต้พิภพเริ่มเดินต่อ หลอดไฟทยอยติด แสงขาวสะอาดปะทะสายตา ทุกคนเดินออกจากห้อง พิชญ์ถือถุงเก่าแน่น — รอบตัวเงียบแต่เต็มไปด้วยความหวังใหม่ สายตาเขาเปลี่ยนไป ไม่ใช่เพราะไม่กลัวอีก แต่เพราะพร้อมจะเผชิญกับความกลัวและอดีตข้างหน้า ไม่ว่าในเมืองนี้จะมีเงาอะไรหลงเหลืออยู่ก็ตาม