ค่ำคืนใต้เงาโคมไฟ
แสงยามเย็นสีส้มเข้มร่วงกระทบหิมะที่ยังหลงเหลือริมทาง หนิงยืนขับรถจักรยานเก่าเข็นขึ้นทางชัน มือทั้งสองสั่นเมื่อมองเห็นโคมไฟไม้ไผ่โบราณที่ปลายหมู่บ้าน ราวกับสายตาโบราณกำลังจับจ้อง เธอกดกระเป๋านักเรียนแน่น ทักทายยายผ่องข้างบ้านด้วยน้ำเสียงกลั้วกังวล “พรุ่งนี้มีประชุมผู้ปกครองหนูอาจกลับค่ำ ยายไม่ต้องรอนะ”
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!ยายผ่องละมือจากกระด้งถั่ว กระซิบเบา “ระวังลมหนาวคืนนี้ด้วยลูก หนาวนี้แรงผิดปกติ” ดวงตายายจมลึกด้วยความลับ ไม่มีใครพูดถึงโคมไฟนั้นนานแล้ว
พลางเดินขึ้นทางขรุขระ ข้างหลังมีเสียงฝีเท้า วิณณ์เพื่อนสนิทในชุดกันหนาวเก่าเอ่ยแซว “ถ้ามึงกลัวก็ให้กูถือกระเป๋าก็ได้”
หนิงจ้องหน้า “ไม่ได้กลัว แค่…วันนี้โคมไฟดูเหมือนสว่างกว่าปกติ” เธอเหลือบมองหลอดไฟประหลาดสีฟ้าอ่อนที่สว่างวูบวาบในเงาไม้ด้วยหัวใจเต้นไม่เป็นจังหวะ
ริวกับเมย์เดินตามมาจากอีกฝั่ง ริวปาหิมะหยอก “คืนนี้แม่กูจะคุมเวรโคมไฟ เห็นว่าเฝ้ายามเงียบเงียบ ท่าทางจะมีเรื่อง”
เมย์ยิ้มบาง “หรือว่าคืนนี้จะเจอผีจริง ๆ” เสียงหัวเราะฝืด ๆ แทรกความเงียบ ทุกคนเดินขึ้นเนินไปทางโคมไฟ หิมะละลายกลายเป็นลำธารเล็กใส พัดเศษไม้จากโคมไฟเมื่อเดือนก่อนหนาวจัด
รุ่งขึ้น ห้องเรียนเย็นยะเยือก หนิงนั่งเรียนคณิตไม่รู้เรื่อง ครูใหญ่แวะเข้ามากระซิบอะไรกับครูประจำชั้น เก้าอี้ข้าง ๆ ของริวว่างเปล่า วิณณ์กระซิบ “เมื่อวานแม่ริวไปเฝ้าโคมไฟ แล้วเช้ายันนี้ยังไม่กลับบ้าน”
บรรยากาศหนักอึ้ง ครูปรายตาผ่านริว เธอซ่อนอาการนิ่งแต่ดวงตาแดงช้ำ เด็กทั้งห้องเหมือนกลั้นหายใจ
พักกลางวัน หนิง วิณณ์ เมย์ และริวรวมกลุ่มใต้ต้นสน พูดคุยเบา ๆ หนิงถามริว “เมื่อคืนมีอะไรมั้ย?”
ริวเสียงแผ่ว “แม่บอกได้ยินเสียงคนเดินรอบโคมไฟข้างหน้าผา เหมือนเสียงร้องไห้…” เมย์ทำท่าเย็นวาบทันที “ทุกปีช่วงนี้ต้องมีคนได้ยิน”
หนิงขบฟัน “ถ้ามีอะไรอยู่ตรงนั้น เราลองไปเห็นกับตาเองเถอะ อยากรู้ความจริง”
วิณณ์พึมพำ “หรืออยากแค่หาข้ออ้างออกไปเจอหน้าผายามค่ำ?” เสียงหัวเราะแผ่ว ๆ แต่ไม่มีใครปฏิเสธ
หลังพระอาทิตย์ตก ทั้งสี่สะกดรอยมายังโคมไฟ ริวถือไฟฉาย วิณณ์ย่องเบาหมายไม่ให้ใครเห็น เมย์เดินทิ้งระยะ เธอมองท้องฟ้ายามค่ำเหมือนคาดหวังสัญญาณ หนิงใจเต้น ใกล้ถึงโคมไฟก็มีเงาคนโผล่พรวดจากเงาไม้
“หยุด! ใครน่ะ?” วิณณ์กระซิบในความมืด มือกำท่อนไม้ เมย์ผงะตกใจ
แสงไฟฉายส่องออกเผยหน้าชรา คือยายผ่อง ยายจ้องโคมไฟ น้ำเสียงสั่น “เอ็งรู้ไหม สิ่งที่เฝ้าโคมไฟมันไม่ใช่คน”
หนิงกลืนน้ำลาย “ยายหมายความว่าอะไร?”
เสียงลมแรงพัด หิมะกระเด็น ยายผ่องหันมา เอื้อมมือเย็นจับแขนริว “อย่าใกล้โคมไฟนั้นนัก เงาสีฟ้าจะทำให้ใจเอ็งหลงทาง”
ทุกคนซึมซับบรรยากาศจนร่างเงียบ เมย์ยืนมองริว สีหน้าลังเล ตัวเธอสั่น ไม่ใช่เพราะลม
ค่ำคืนนั้น หนิงนอนกระสับกระส่าย เธอฝันแต่เรื่องโคมไฟและเสียงพูดของยายผ่อง ดึก ๆ วิณณ์ส่งข้อความมา “มึงยังตื่นไหม”
“ตื่น”
“กูอยากบอกอะไร จริง ๆ เมื่อหลายปีก่อน…”
หนิงขัดจังหวะ “อย่าเพิ่ง กูขอคิดก่อน”
เช้าตรู่ แม่ริวกลับถึงบ้านในสภาพเหม่อลอย เธอพูดวนซ้ำชื่อใครสักคนที่ไม่มีในหมู่บ้าน ขึ้นชื่อว่า “สุมณี…กลับบ้าน…” ทุกคนในบ้านริวพยายามปลอบ เธอไม่ยิ้มเลย
หน้าห้องเรียน วิณณ์แกล้งผลักหนิงเบา ๆ “เมื่อวานแม่ริวเป็นไร กูไม่กล้าเข้าไปดูใกล้ ๆ” หนิงส่ายหน้า “มันเริ่มแปลกตั้งแต่เราเข้าไปแล้ว กูรู้สึกผิด”
พักกลางวัน เมย์ชวนทุกคนไปหาเจ้าอาวาส ให้ช่วยไขปริศนาโคมไฟ เจ้าอาวาสรับฟังนิ่ง เงียบงัน แล้วพูดว่า “โคมไฟนั้นถือกำเนิดพร้อมหมู่บ้าน…ใครเคยผิดพลาดอดีตจะเห็นเงาสีฟ้า ห้ามทำลาย ห้ามแตะต้อง”
ริวขบคิด “หมายถึงใครผิดพลาดจะถูกอะไรลงโทษ?”
เจ้าอาวาสแค่นยิ้ม “ใจที่ไม่ให้อภัยตัวเองต่างหากที่ลงโทษเรา” ทุกคนค้าง ไม่มีคำตอบแท้จริง
ช่วงค่ำ วันเดียวกัน หนิงและวิณณ์เดินคุยย้อนซอยกลับบ้าน แสงโคมไฟบนเขาทำให้ถนนวาวระยับ วิณณ์หยุดฝีเท้า “จริง ๆ กูเป็นคนผลักน้องชายเล่นซนฟากโคมไฟวันนั้น แม่กูบอกว่ามันไม่ใช่อุบัติเหตุ กูตัดสินใจผิด กู…กลัว”
หนิงนิ่ง มือสั่น เธอกลืนความขมขื่น “ความผิดเราทำให้เกิดคำสาปใช่ไหม?”
วิณณ์ถอนหายใจ “ไม่รู้ ขอแค่กูไม่เห็นเงาสีฟ้าอีก”
คืนถัดมา เมย์พบเงาปริศนาใต้โคมไฟ ท่ามกลางหมอก เงานิ่งและเย็นเยียบ เธอกระซิบ “แม่…ใช่แม่ไหม” เงาสีฟ้าไม่ตอบ กลับตกเบา ๆ ค้างอยู่ตรงทางขาดหน้าผา
ขณะกลุ่มเพื่อนไปเรียนโฮมรูม ริวหายไปอย่างไร้ร่องรอย หนิงรู้ได้ด้วยสัญชาตญาณ เธอ ฉุดมือวิณณ์กับเมย์วิ่งฝ่าลมหนาว ไปทางขาดหน้าผาตรงโคมไฟ
เงาสีฟ้าปรากฎชัด ริวถูกดึงโดยบางอย่างที่ไม่อาจอธิบาย ตะโกน “ช่วยด้วย! อย่าให้มันพากูไป!”
วีณณ์ขวัญเสียพยายามจะดึงริวกลับมา “ริว อย่ายอมให้มันหลอก ใช่ไหมหนิง?”
หนิงลังเล เธอรู้ว่าทุกคนมีอดีตมีบาปที่ไม่เคยให้อภัยตนเอง เฉพาะเมื่อพร้อมเผชิญความผิดเท่านั้นจะรอด
“ริว ฟังนะ! เราทุกคนผิดพลาด แต่เราต้องให้อภัยตัวเอง!” หนิงตะโกน น้ำตาไหลสะอื้น
แสงสีฟ้าสะท้อนในน้ำตาริว ร่างเงาดับวูบ น้ำเสียงเขาสั่น “กูทำแม่ร้องไห้เอง อยากขอโทษแม่ อยากขอโทษทุกคน…”
เมย์สวมกอดริวแน่น วิณณ์นั่งฟุบไหล่นิ่ง จู่ ๆ โคมไฟสั่น เงาสีฟ้าหายไป
รุ่งสาง หมู่บ้านนิ่งเงียบอย่างหนักบนภูเขา สี่คนเดินลงจากหน้าผาอย่างอ่อนแรง ต่างคนต่างเผชิญกับการปล่อยใจให้อภัยอดีต เธอรู้สึกเบาราวโคมไฟที่โล่งกระจกออกครั้งแรก
ตอนพระอาทิตย์ทอแสงลงบนโคมไฟ จุดแสงอบอุ่นใหม่ขึ้น ทุกคนมองหน้ากันด้วยความมั่นใจใหม่ในสายตา หนิงกล่าวเบา ๆ “เราไม่ใช่เงาของอดีต เราเลือกเป็นตัวเองวันนี้…” และเป็นครั้งแรกที่เสียงหัวเราะจริง ๆ ก้องไปทั่วเนิน ชีวิตเริ่มต้นใหม่ภายใต้แสงแรกของโคมไฟ