ใต้เงาจันทร์บนเกาะเงียบ
เปลวไฟส่องประกายรวีบนผิวทรายขาว กลุ่มนิสิตแปดชีวิตนั่งล้อมกองฟืนริมชายหาด รอยหยักแห่งสมุทรพัดกลิ่นเค็มมากับสายลม มิติผสมกลิ่นดิน เกาะ “นกหอบ” แห่งนี้ลับตาผู้คนและไร้สิ่งอำนวยความสะดวก ชมรมวรรณกรรมเชิญทุกคนร่วม “ค่ายเขียน” สุดสัปดาห์ ต่างคนต่างมีเหตุอยากเดินทางมาครั้งนี้—แต่ไม่มีใครคาดคำนึงว่าไฟจะจุดเรื่องราวบางอย่างขึ้นมา
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!พราว สาวรูปร่างเล็ก ผมสั้นมั่นใจ กุมสมุดสีน้ำเงินไว้แน่น เธอพูดขึ้นเป็นเสียงแรก “จะเริ่มเวิร์กช็อปไหม หรือ…” เสียงขาดห้วงเมื่อแววตาใครบางคนจับจ้องมากกว่าการฟัง
กล้า หนุ่มร่างสูงกระด้าง เงียบขรึม ผิวคล้ำ แสร้งทำเป็นหาว ก้มเติมไม้สุมกองไฟ ไกลกว่านั้น ไข่มุก เพื่อนสนิทผู้เพอร์เฟกต์ทุกอย่างนั่งเงียบ ดูเหมือนข่มใจจะไม่ตอบโต้ หรือเพียงซ่อนความหนักใจไว้
เสียงเปาะแปะของฟืน ร่างระหงของศศิ คนนิ่งขรึม ลุกขึ้นสาวเท้าเงียบงัน “ขอไปเดินเล่นสักหน่อย” ไม่มีใครขวาง ทิ้งความอึดอัดเบา ๆ กลั่นตัวบนผิวน้ำทะเลมืดดำ
สิบนาทีผ่านไป เหลือเพียงเสียงคลื่น เด ซิกแซก ขี้เล่น แอบเหล่กล้า “ศศิคิดอะไรอยู่นะ? อยู่ดี ๆ ก็ลุกไปแบบนั้น ใครสั่ง?” ทุกคนทำทีเหมือนไม่สนใจ แต่หัวใจหวิวประหลาด กุหลาบสายวิทยาศาสตร์ พูดเบา ๆ “จะปล่อยเขาไว้คนเดียวเหรอ? คืนแรกบนเกาะลึกลับแบบนี้…”
พราวลุกขึ้น พยายามมีอำนาจในน้ำเสียง “ไม่มีใครไปตาม แต่อย่าอยู่แต่กับกองไฟเลย ไปเดินเล่นรอบชายหาดดีกว่า จะได้เปลี่ยนบรรยากาศ” ใครบางคนคัดค้านแผ่ว ๆ แต่สุดท้ายทุกคนก็เดินตามพราวราวถูกชักใย บกพร่องต่อความกลัวในใจตนเอง
หมอกบางคลุมสายตา กลีบเมฆบดบังจันทร์ ฉายร่างกลุ่มเด็กมหา’ลัยเตร่เลียบชายหาด ไม่มีรอยเท้าใหม่ ไม่มีเงาของศศิ เสียงหนักแน่นของไข่มุกทำให้ทุกคนหยุด “ฟังนะ เราไม่ควรเดินแยกกลุ่ม หรือปล่อยใครไว้คนเดียว” ไม่มีเสียงค้าน ทุกคนรู้ดีว่าความรู้สึกบีบรัดนี้ อาจเป็นแค่การเริ่มต้น
รุ่งเช้า ลมแรงกว่าทุกวัน พราวก้าวออกจากเต็นท์ ฝ่าไออุ่นของแสงแรกไปยังชายหาด ไร้ร่องรอยศศิ—มือถือเงียบจนผิดสังเกต หม้อน้ำค้างที่เหลือของศศิยังนิ่งในมือพราว กล้าพ่นลมหายใจฟึดฟัด “เมื่อคืนอาจมีคนแกง หรือศศิแค่ต้องการเวลาอยู่คนเดียว” ไข่มุกยื่นมือยึดแขนพราวแน่น “แต่ในป่าดงแบบนี้ ไม่มีใครอยู่รอดตอนกลางคืนหรอกนะ…” เสียงเงียบสนิทในหมู่เพื่อน
ระหว่างที่แสงแดดแผดจ้า กลุ่มเพื่อนแบ่งกลุ่มค้นหา เต้นท์ของศศิว่างเปล่า ไม่มีร่องรอยข้าวของขาดหาย จังหวะนี้เดก้าวเข้ามาด้วยสีหน้าตื่นตระหนก “ดูนี่ …ตรงนั้นมีรอยเท้า! ไปทางป่า” ทุกคนเดินตามรอยเท้าคู่เดียวที่จางหายไปในแนวไม้ พราวก้าวนำพลันหยุดกึก มือสั่น “จะเกิดอะไรขึ้นกับเขา” ทว่าข้างในใจแฝงความหวาดลึก
กลางวัน กลุ่มเดินตามรอยเท้า เขียนชื่อศศิบนทรายใกล้โขดหิน รอยเท้าหายไปตรงพุ่มไม้รกชัฏ พวกเขาหยุด เงียบ เบนตามองหน้ากันอย่างลังเล พราวกระซิบถามกล้า “ถ้าเป็นเธอ จะกล้าเข้าไปมั้ย?” กล้าหัวเราะแห้ง “ไม่คิดว่าจะกลัวอะไรแบบนี้หรอก…” พราวไม่ตอบ โน้มสมุดแนบอกแน่น
ไข่มุกลากเสียงเบา ๆ “ต้องแบ่งเวรเฝ้าเต็นท์คืนนี้ เผื่อ… เผื่อลูกผีลูกคน” เสียงหัวเราะประหลาดดังเบา ๆ ท่ามกลางความเคร่งเครียด เดแทรกขึ้น “โห่ ก็มาค่ายผีสิ!” ไม่มีใครขำจริงจัง ทุกสายตายังคงจับจ้องแดดยามเช้า รู้แน่ว่าปัญหาคืนก่อนจะไม่จางหายไปง่าย ๆ
หลังเที่ยง พวกเขากลับมาที่กองไฟ ทิ้งตัวเองกับหมอนบนผ้าใบเปื้อนทราย สีหน้าเหนื่อยล้า กุหลาบหันไปกระซิบกับไข่มุก “แต่ละคนดูแปลก ๆ นะ เธอเชื่อใจทุกคนเหรอ?” ไข่มุกถอนหายใจ “ไม่หรอก… แต่ถ้าเรามัวแต่ไม่ไว้ใจกันเอง ศศิก็เท่ากับไม่มีใครตามหา” คำพูดนั้นเหมือนแทงทุกคนในวง
แดดบ่ายเริ่มโรย แสงจันทร์แรกโผล่ริมฟ้า ความเครียดกินใจ พราวเดินไปที่โขดหิน หยิบสร้อยคอที่ศศิฝากไว้เมื่อวาน พลางนั่งลง “ศศิ…ขอให้ปลอดภัยนะ” เธอพึมพำ คนอื่น ๆ แอบมองอย่างเงียบ ๆ ทุกคนต่างดึงอดีตและความสัมพันธ์ของตนกับศศิออกมาทบทวน กล้าถอนใจนั่งลงข้างพราว ลังเลก่อนถาม “ถ้า…แค่ถ้าเขาไม่กลับมา?”
พราวเงียบ วางมือลงบนสมุดน้ำเงิน “ฉันคิดว่าเราอาจเคยทำผิดต่อเขา…หรือเปล่า” น้ำเสียงสั่น หยุดแผ่ว กล้าตาละห้อย “ตอนก่อนจะมาค่าย ฉันเถียงกับศศิแรงไปจริง ๆ” เสียงกลืนลงคอ พราวเลือกเงียบ ไม่ถามอีก เพราะใจเธอเองก็ยังกลัวคำตอบ
คืนนั้น กองไฟแผ่วแสง กลุ่มเพื่อนนั่งห่างกันเหมือนแต่ละคนมีสนามแม่เหล็ก ศศิยังไม่กลับมา ไข่มุกลุกขึ้น “เมื่อคืนฉันเห็นศศิเดินไปทางน้ำตก ฉัน…ไม่กล้ายอมรับ” ทุกคนเงียบ พราวลุกขึ้น “พรุ่งนี้เช้าเราจะไปตรงนั้น!”
ความเงียบชวนอึดอัด ไข่มุกเดินหนีออกไปข้างนอก ใบหน้าซ่อนน้ำตา กุหลาบตามทันคว้ามือ “เธอปกปิดอะไรอยู่เหรอไข่มุก?” เดินเงียบ ไข่มุกสั่นศีรษะดื้อ ๆ “ถ้าบอก…เธอจะไม่มองฉันเหมือนเดิม” กุหลาบพึมพำกลับ “ไม่มีใครเหมือนเดิมตั้งแต่มาเกาะนี้แล้ว”
รุ่งเช้าใหม่ เสียงนกทะเลโหยหวนต้อนรับวันใหม่ กลุ่มเพื่อนเดินขึ้นเขาไปตามลำธาร เลาะเข้าไปในป่าลึก กุหลาบสะดุดรากไม้พลัดตก ไข่มุกรีบช่วยประคอง ขณะกำลังจะลุกขึ้น กล้าพบซองกระดาษเล็ก ๆ ตกอยู่ในซอกหิน ดึงขึ้นมาดูข้างในเป็นจดหมายสั้น ๆ—เป็นลายมือศศิ เขียนเพียง “ฉันกลัว”
ทุกคนโจมตีด้วยคำถาม ใครเดินกับศศิบ้าง ใครเห็นเขาเศร้า ทำไมจู่ ๆ ถึงหายไปไม่บอก แรงกดดันเริ่มเพิ่ม พราวหลุดปาก “ฉันหวังว่าจะไม่ใช่ความผิดของฉัน…”
เดถอนใจเสียงดัง “บางทีพวกเราทุกคนมีส่วนผิด” เสียงหัวเราะห้วน ต่างคนต่างหลบสายตา ความระแวงกลายเป็นผีหัวโตในกลุ่ม
สายวันนั้น กลุ่มพบรอยกรงเล็บประหลาดบนหิน พวกเขาเริ่มเถียงกันว่าจะไปต่อหรือกลับฐาน ยิ่งค้น ยิ่งแตกแยก บางคนเชื่อเป็นสัตว์ป่า บางคนคิดว่าเป็นสัญลักษณ์ ศศิขีดไว้หรือเปล่า กุหลาบตบหน้าผาก “พวกเราเริ่มเสียสติหรือยัง”
พลบค่ำ วันนั้นไม่มีใครพูดเรื่อง “ค่ายเขียน” อีก ถกเถียงกันเรื่องการแบ่งเวรคืน ทุกคนหวาดระแวงจนลืมหัวข้อที่มากันตั้งแต่ต้น คืนนี้จันทร์เต็มดวง แสงนวลทอดเงาทะมึนบนเต็นท์ ม่านความกลัวแผ่ขยายขึ้นเรื่อย ๆ จนถึงจุดเดือด
พราวลุกเดินเงียบ ๆ ไปชายหาด เห็นกล้ากำลังนั่งเขียนอะไรในทราย เธอยืนดูเงียบ ๆ กล้าพูดด้วยสายตาไม่สบ “ฉันอิจฉาศศิ” พราวตกใจ กล้าต่อ “เขากล้าที่จะหายไป กล้าที่จะเผชิญกับอะไรของตัวเอง”
พราวถอยหลังนิดหน่อย มือกำสร้อยในกระเป๋า “ฉัน…กลัวความผิดหวัง กลัวโดนเกลียด” กล้าหยุดเขียน วางไม้แล้วสบตา “ไม่มีใครไม่กลัวหรอก มันคือความกลัวที่ทำให้เรามาอยู่ที่นี่แบบนี้”
ขณะเดียวกัน เดกับกุหลาบนั่งเฝ้าแค้มป์ มีเสียงแปลก ๆ ดังจากป่า ทุกคนขวัญกระเจิง เดเหลียวหากวาดไฟฉายไปเห็นเงาคนลับวาบในป่า ทุกคนตื่นตกใจ ไข่มุกวิ่งเข้ากอดกุหลาบ “บอกฉันที ว่าลูกผีลูกคนมีจริงมั้ย?”
กลุ่มแตกฮือพราวผงะ ไข่มุกเกือบล้มในความมืด สมุดสีน้ำเงินของพราวร่วงลงพื้น มันเปิดไปที่หน้าว่าง ๆ ทุกคนเห็นข้อความลายมือพราว “ศศิไม่ใช่คนที่พวกเราเคยรู้จัก เขามีบางอย่างจะบอก” เงียบ ผ่อนหนักหน่วงกระทั่งพระจันทร์เกือบลับขอบน้ำ
รุ่งอรุณแห่งวันที่สาม พวกเขาไม่ได้นอน ทุกคนรวมตัวเดินลากเท้าฝ่าดงพงศ์พล่านตามร่องรอยเมื่อคืน พบท่อนไม้เรียงเป็นรูปวงกลมกลางป่าชื้น กลางนั้นมีสร้อยของศศิวางอยู่ ทุกคนหยุดเกร็งมือเกร็งใจ หัวใจตุบตับ
พราวเดินเข้าไปหยิบสร้อยขึ้น ชักมือสั่นแต่กัดฟันทน เธอพูดขึ้น “พวกเราโกหกกันเองทุกคน ทั้งเรื่องที่ศศิรู้สึกไม่ดีกับเรา กับตัวเอง กับที่บ้าน กับโลกใบนี้…” กล้าขัด “หยุด! เราหาทางออกจากเกาะให้ได้ก่อนแล้วค่อยคุยกัน”
สายลมแรงขึ้นท่ามกลางความตื่นตระหนก เสียงโทรศัพท์ของไข่มุกแผ่วเบา ทุกคนรีบเข้าไปดู ไม่มีสัญญาณแต่มีข้อความส่งเข้า “ออกมา” ทุกคนผงะ หันมาหากันอย่างหวาดกลัว
พลัน! ศศิเดินโซซัดโซเซออกมาจากหลังต้นไม้ใหญ่ ใบหน้าซีดเผือดอาบเหงื่อเสื้อผ้าขาดรุ่งริ่ง ทุกคนเงียบกริบ ใครสักคนเบิกตากว้าง “เกิดอะไรขึ้น?” ศศิมองหน้าทุกคนด้วยสายตาช้ำใจ “พวกเธอไม่เคยเห็นฉันจริง ๆ หรอก… ทุกครั้งที่อยากขอความช่วยเหลือ ไม่มีใครฟังเลย”
พราวน้ำตาซึม เดินเข้าไปกอด “ฉันขอโทษ…” ศศิผลักออก “คำว่าขอโทษมันแก้ไขอะไรไม่ได้!” เสียงเงียบในป่าทึบ ประกายจันทร์ของคืนสุดท้ายสะท้อนบนใบหน้าแต่ละคน ต่างกลืนน้ำลายขม ปัญหาทุกอย่างหล่นทับตรงหน้า ไม่มีใครซ่อนความกลัวของตัวเองได้อีกต่อไป
กล้าค่ำแผ่ว “เราทุกคนผิดหมดละศศิ ไม่มีใครดีไปกว่าใคร ตลอดเวลาที่ผ่านมาเราเอาแต่กลัวความรู้สึกตัวเอง ทุกคนหลบหน้ากัน…แต่ศศิ ฉันอยากให้เธอกลับไปกับเรา”
ศศิมองหาดทราย ขอบตาแดงกล่ำ “พวกเธอพร้อมที่จะรับฟังจริง ๆ เหรอ? หรือแค่กลัวเสียเพื่อน?” ไข่มุกตรงเข้าไปกุมมือเขา “เรายังไม่พร้อมหรอก…แต่เราจะพยายาม”
เงียบอีกครู่ ศศิปล่อยให้หยาดน้ำตาไหลออกมาช้าๆ เสียงใจที่แตกร้าวปรากฏออกมาในทุกถ้อยคำ พราวกำสร้อยในมือแน่น “เราจะไม่ผิดซ้ำอีก…ศศิ กลับกันเถอะ” ศศิพยักหน้าช้าๆ รอยยิ้มจางๆ ผุดขึ้นกลางใบหน้ากังวล
กลุ่มเพื่อนลากสังขารอ่อนล้าเดินกลับแค้มป์ ศศิเล่าว่าเมื่อคืนหลงป่า เพราะวิ่งหนีความกลัวในใจตัวเอง จนแทบคิดจะไม่หวนกลับ นั่งรอใครสักคน…ทว่าต้องเผชิญทั้งหมดคนเดียว
เช้าวันออกจากเกาะ ทุกคนเก็บของอย่างเงียบเชียบ แต่บรรยากาศในกลุ่มเปลี่ยนไปอย่างประหลาด มีความเข้าใจ ความรู้สึกไม่ตัดสินใจแทนคนอื่นอีกต่อไป พราวออกตัวพูดกับกลุ่ม “เราอาจล้มอีกบ่อยๆ แต่คราวหน้าจะไม่ปล่อยกันไว้ข้างหลัง” ทุกคนเงียบ—แต่รอยยิ้มแห่งความหวังเริ่มก่อตัวในแววตาแต่ละคนใต้นภาจันทร์เลือนลาง