คืนจันทร์สีเงินแห่งหมู่บ้านเขาวงกต
เสียงหวูดนกกู่ยาวสั่นระรัวกลางอากาศเย็นฉ่ำ ไม่มีใครเปิดประตูสักบ้านเดียวเมื่อแว่วเสียงแม่เด็กชายร้องไห้ในเงาสลัว ใต้เงาจันทร์สีเงิน หมู่บ้านเขาวงกตเงียบราวต้องสาป เฉกเช่นทุกปี ในคืนพระจันทร์เต็มดวงที่สะท้อนผ่านแนวเขาวงกตหิน เด็กคนหนึ่งต้องหายตัวไป ไม่มีบ้านใดกล้าเปิดไฟ หรือแม้แต่ก้าวพ้นธรณีประตู
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!บัว เด็กหญิงวัยสิบหก สะพายเป้ผ้าใบเก่าบนไหล่ มองรอยเท้าเด็กชายตัวเล็กที่วิ่งหายไปริมลำธารหน้าบ้าน เธอสะบัดมือ ปาดหยาดน้ำตาก่อนหันไปสบตาแม่วัยกลางคนซึ่งมือยังคงกำมีดทำครัวแน่น “แม่อย่าไปเลย หนูจะไปหาไกวเอง” บัวพูดแผ่วเบา เสียงสั่นไหว
แม่ของบัวไม่ตอบ รับรู้ถึงความกลัวเฉพาะตนในแววตา มันเป็นความร้าวลึกฝังแน่นที่บัวเก็บงำหลังผ่านเรื่องเลวร้ายในเมืองกรุง คราวนั้นบัวเลือกผิดจนพลัดพรากพ่อไป จากนั้นบัวพาแม่กับน้องชายย้ายมาอยู่ที่นี่ — หมู่บ้านที่ไม่ต้อนรับคนแปลกหน้า
แววตาเพื่อนบ้านมากมายจ้องมองผ่านม่านหน้าต่าง ตำหนิครอบครัวของบัวด้วยความหวาดกลัว บางคนซุบซิบว่า เป็นเพราะครอบครัวใหม่มาอยู่เสียมากกว่า ที่ทำให้ปีนี้เขาวงกตเลือกเหยื่อเป็นไกว น้องชายบัววัยเจ็ดขวบ
เย็นวันนั้น หลังกลับจากโรงเรียนบ้านไม้หลังเล็กริมลำธาร บัวเห็นไกวเดินคนเดียวตรงไปยังแนวป่า เธอรีบวิ่งตามแต่เสียงฝีเท้าในโคลนก็จมหายเข้าเงาดำของเขาวงกตหินสูงทึบ
บัวนั่งซึมอยู่บนขอนไม้ ดวงอาทิตย์ตกกว่าสันเขาไปแล้ว เหลือเพียงแสงจันทร์เฉียงลงกระทบพื้นดิน เธอขยุ้มผ้ากระเป๋าตรงอก รวบรวมความกล้าขณะที่เท้าข้างหนึ่งสัมผัสร่องหินเย็น บัวก้าวเข้าสู่เขาวงกต
เสียงเศษก้อนหินกลิ้งไปตามพื้น บัวสะดุ้งหันมอง ทุกย่างก้าวภายในเขาวงกตเหมือนถูกจับจ้องอยู่ หินแต่ละก้อนที่ประกอบกันเป็นกำแพงสูงเหมือนถูกแกะสลักด้วยมือมนุษย์เก่าแก่แต่โบราณ
ขณะนั้นเอง มีเงาตัวเล็กๆ สะกิดที่ข้อเท้าบัว บัวหันไป — ฟ้า เด็กชายผิวคล้ำ ใส่แว่นหนายืนตัวแข็ง ใบหน้าหวาดหวั่นแต่ดวงตาตั้งใจ “แกจะไปช่วยน้องจริงเหรอ บัว…” ฟ้าปากสั่น
“ต้องไป ไม่มีใครช่วย มันเป็นความผิดหนูเอง” บัวตอบ มือกำแน่นจนเห็นลายเลือดบนฝ่ามือ ฟ้าอึกอัก หายใจแรง แล้วสบตา
“เราไปด้วย ขอเถอะ…ไอ้หมู่บ้านนี่ ไผ่หายไปเมื่อปีก่อน ฉันไม่ช่วย…ฉันโกรธตัวเองจนไม่เป็นผู้เป็นคน” ฟ้าหยุด กลืนน้ำลายแรง ให้คำพูดสุดท้ายออกมาเหมือนแทงใจตัวเอง
สองคนออกเดิน คบไฟจากกิ่งไม้แห้งค่อยๆ สาดเงาวูบวาบ ทว่าสามนาทีนั้นมีเสียงเท้าเล็กๆ อีกคู่แว่วเบา ฝีเท้าอ่อน ลมเป่าผ่านเหมือนเสียงกระซิบ “อย่าทิ้งกันนะ…” เมย์ เด็กหญิงร่างเล็ก ผมเปียปานหมู อดีตลูกกำนันที่ปีนี้กลายเป็นคนขี้กลัวหลังเห็นพี่ชายเธอหายไปกับตาต่อหน้า
บัว เมย์ ฟ้า สามเพื่อนต่างนิสัย ต่างอดีตและแบกรับความผิดที่ไม่กล้าบอกใคร เดินลัดเลาะผ่านเขาวงกตแต่ละขด เขาวงกตที่เหมือนไร้ทางออก ทว่ามีร่องรอยรอยชอล์กสีฟ้ารูปดอกบัวเล็กๆ อยู่ที่พื้น เป็นสัญลักษณ์ที่ไกวชอบวาด
จู่ๆ ควันขาวอวลกลางทาง ล่องลอยเหนือแอ่งน้ำเล็ก รูปรอยเงาเด็กวิ่งวูบผ่าน ทุกคนหยุดชะงัก เมย์กระชากแขนบัวแน่น ตัวสั่นงันงก บัวกัดฟัน มองไปข้างหน้า ก้าวข้ามแอ่งน้ำ ภาพข้างหน้ากลายเป็นโถงเร้นลับ มีลวดลายคล้ายวงดนตรีแกะสลักไว้บนกำแพงหิน
เสียงหัวเราะเด็ก ๆ ดังแผ่วในอากาศ ฟ้าเริ่มพูดจาลนลาน “เสียงใคร…ได้ยินมั้ย” บัวพยักหน้ารับ หัวใจเต้นเร็ว เมย์ไม่พูดอะไร นอกจากเสียงหอบกระชั้น เหงื่อเย็นผุดเต็มหน้าผาก ทันใดนั้น แสงจันทร์ที่ลอดลงมากระทบผนัง ทำให้เงาตัวเองยืดยาวราวกับเงามนุษย์อีกดวงหนึ่งเดินตาม บัวปรายตามองฟ้า
“ตอนน้องฉันหาย…ไม่มีใครมองหน้าแม่ฉันเลย ทุกคนกลัว…” เมย์เอ่ยเสียงต่ำ “ฉันก็กลัว”
“แต่วันนี้แกก็ยังเดินมานี่นะ” ฟ้าเอ่ย ฟังดูประชดแต่จริงๆ คือความห่วง
เสียงในเขาวงกตเริ่มมาอีกแบบ — คราวนี้ทั้งสามคนได้ยินคล้ายเสียงเด็กกลุ่มใหญ่ ร้องเรียก “ช่วยด้วย…” ซ้ำไปมา จนความกลัวซึมทะลุเข้าอากาศ
ฟ้าค่อยๆ ถอนหายใจ ถามบัว “แล้ว…สมมติเราเจอไกว แกแน่ใจว่ายังกลับออกไปได้เหรอ”
บัวนิ่ง ตาแดง “ไม่รู้…แต่ถ้าไม่ไป หนูจะไม่มีวันให้อภัยตัวเอง”
ความเงียบเชือดลึกซับซ้อน ทุกคนต่างเดินต่อเหมือนผลักโดยบาปในอดีต กิ่งไม้ข้างทางเปราะเสียงดังเมื่อลมแรงขึ้น
รอยชอล์กฟ้าเริ่มสว่างจางๆ ใต้แสงจันทร์ บัวก้มมองมันเป็นแนวต่อเนื่องไปถึงกลุ่มพุ่มหญ้ารกร้าง ฟ้าโน้มตัวคลำผนัง พบว่าช่องหินบางก้อนโยกได้ ฟ้าผลักเบาๆ ช่องลับเผยออก เผยให้เห็นห้องเล็กๆ ที่เต็มไปด้วยกระดาษเด็กวาด
บนผนัง เด็กหลายสิบคนวาดภาพหมู่บ้าน พระจันทร์ วาดหน้าคนร้องไห้ และมีประโยคหนึ่งที่สะกิดใจ “ถ้าแม่ให้อภัย หนูจะได้กลับบ้าน” บัวสะดุ้ง น้ำตารินออกมา
ทันใดนั้น เสียงฝีเท้าเด็กวิ่งเงียบเบาอยู่ด้านในสุด ไกวนอนขดตัวบนเสื่อฟาก ฟ้ากับเมย์พุ่งเข้าไปคว้าตัวน้องชายไว้ บัวลนลานนั่งลงกอดไกว เสียงสะอื้นดังระงม
ในเงามืด มีร่างหนึ่งปรากฏ เป็นหญิงชราใส่ผ้าคลุม รอยยิ้มจางเหมือนอ่อนแรง ริมฝีปากเผยอพูด “ความผิดพลาด…ให้อภัยตัวเอง มิใช่โทษผู้อื่น” เสียงดังก้องเย็นในโถงหิน
เด็กทั้งสามเหนื่อยใจ ถดหลังติดกำแพง สมองผุดนึกถึงเรื่องร้ายในอดีตอย่างเจ็บปวด บัว เบือนหน้าหนี ข่มกลั้นน้ำตา “ถ้าหนูยอมรับว่าผิด ถ้าหนูให้อภัย แม่น้องจะกลับมาไหม”
หญิงชราปรากฏกายจางลง กลายเป็นกลุ่มหมอกขาว “แค่เจ้าให้อภัยตัวเอง หัวใจก็จะพบบ้าน” แล้วเขาวงกตเริ่มเปลี่ยนทาง กำแพงเคลื่อนเปิดทางสู่ทางออก ลมเย็นขับกลิ่นหอมของใบสะระแหน่ลอยมาแทนกลิ่นอับ
ฟ้าสะอื้น เช็ดน้ำมูก “ตอนน้องฉันหาย ฉันด่าแม่จนแม่ไม่อยู่กับฉันอีก ฉันขอโทษ…” เมย์ปล่อยแขนบัว ที่โดนบีบแน่นมาตลอด “หนูไม่กล้าบอกใครว่ากลัว… กลัวโลก กลัวบ้าน กลัวความผิด”
บัวกระซิบเบา “ถ้าให้อภัยตัวเอง จริงมั้ย มันจะดีกว่า” เงาเขาวงกตยามเช้าค่อยๆ คลายตัว เสียงหัวเราะเด็กดังแว่วมาจากภายนอก
เช้าวันใหม่ ประตูบ้านไม้เปิดออก แม่บัวร้องไห้โผกอดลูกทั้งสาม เด็กทั้งสามต่างกัน เดินกาเดินกลับมาโดยมีรอยแผลที่เปลี่ยนใจ
ขณะยืนอยู่หน้าบ้าน บัวก้าวไปหยิบดินชอล์กสีฟ้าถือไว้ในมือตัวแข็ง — ปากกระซิบกับไกว “เรากลับบ้านได้ใช่ไหม” ไกวยิ้ม รอยยิ้มแจ่มใสดังเดิม เมย์กับฟ้าเงียบ แต่อารมณ์หนักชายหนึ่งปรากฏหลังกลุ่มเด็ก เป็นพ่อของฟ้า มายื่นมือแตะแขนลูกอย่างเบา ๆ ฟ้าสบตาพ่อ น้ำตาร่วงโพล่งขออภัยทันที
“สิ่งที่เรากลัวมากสุด อาจเป็นแค่ในใจเราเอง” เมย์พูดขึ้น คนอื่นพยักหน้ารับ รอยบาดแผลแห่งค่ำคืนคืนจันทร์สีเงิน ทิ้งไว้เพียงดอกไม้สีฟ้าบนขอบหน้าต่าง รอยยิ้ม และการให้อภัยที่ใช้เวลาทั้งชีวิตแลกมา