เพียงแสงเดียวใต้หิมะ
เม็ดหิมะซัดแรงจนใบหน้าของธันวาแสบร้อน เขารวบฮู้ดเสื้อกันลมขึ้นมากดย้ำ ซ่อนครึ่งหน้าที่แดงก่ำใต้ร่มผ้า เขาก้าวอย่างระวังไปตามซอยเล็กในเมืองหิมะสี่แยก สิ่งที่เคยเป็นเสียงรถกับผู้คน กลับเงียบงัน เหลือเพียงเสียงท้องฟ้าที่ขาวกว่าความทรงจำของเขา
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!เขาหยุดหน้าร้านสะดวกซื้อ ส่งสายตาเลาะเข้าไปในกระจก ทุกอย่างยังคงอยู่ ขนมปังยังไม่หมดอายุ เครื่องดื่มกระป๋องวางเรียง แต่ไม่มีแม้เงาคน แค่เปิดประตู กระดิ่งก็ดังคล้ายจะเตือนผู้ไม่เข้าพวก ธันวาหอบลมหายใจ รีบกวาดของรวดเร็วกว่าทุกที
ถุงขนาดใหญ่ในมือชวนให้ไหล่ชา ขณะเขาเหลือบมองภาพสะท้อนในกระจกเคาน์เตอร์ เห็นเพียงตนเอง ซูบซีด เหงื่อออกแม้หนาว เขาพึมพำกับตัวเองอย่างเงียบๆ
“พ่อ…แม่…อยู่ที่ไหนกันแน่”
ภาพลางสลัวของผู้เป็นแม่ยังคงฝังใจ รอยยิ้มอบอุ่นอันเจื้อยแจ้ว กับเสียงฝ่าเท้าพ่อที่เข้าครัวตามปกติ ทุกสิ่งหายไปพร้อมกับหิมะแรกที่ตกไม่หยุดในวันนั้น ข่าวในทีวีเลิกออกอากาศ ผู้คนค่อยๆ เงียบหายจากการติดต่อ พ่อแม่ของเขาหายไปก่อนคืนหนึ่งเมื่อสัปดาห์ก่อน โทรศัพท์ก็ไร้สัญญาณ
ธันวาเดินกลับห้องเช่าเล็กๆ ก้าวในหิมะจนเท้าชา บนพื้นมีแค่รอยเท้าของเขาคนเดียว เขาสอดสายตาไปรอบๆ ระแวง หลังประตูชั้นในไขกุญแจ เขาไม่ลืมล็อคสองชั้น
ในห้องสลัวบนแสงส้มของปลั๊กไฟสำรอง เขาขนอาหารที่หาได้มากองกับพื้นแล้วนั่งลง เงียบจนนาฬิกาดังชัดกว่าเดิม เขายกมือชี้ห่อลูกอมกองนั้น ชั่งใจควรเก็บไว้กินวันสุดท้ายหรือไม่
จู่ๆ ก็มีเสียงเคาะประตูเบากริบ เขาเบิกตากว้าง ชะงักใจ เก็บขนมหลังตัว มือเอื้อมคว้ามีดปอกผลไม้ ค่อยๆ ขยับเข้าใกล้ประตู
“ใคร…ใครอยู่ข้างนอก”
เงียบ มีเพียงเสียงลมหายใจตัวเอง ธันวายืนฟังอีกครั้ง ครู่หนึ่งเองนั้น มีเสียงเบาๆ ลอดมาพร้อมลมหายใจหญิงสาว
“ช่วย…ที…หนาว”
เขาสูดหายใจลึก ใจสั่นนิดหน่อย ก่อนจะตัดสินใจค่อยๆ ปลดกลอน ประตูเปิดออกช้าๆ
ตรงนั้นยามหิมะขาวโพลน หญิงสาวคนหนึ่งนั่งยองๆ หน้าแดงเรื่อ กอดเข่าตัวสั่น หน้าผากมีแผลถลอก เธอมีผ้าพันคอสีแดงสดตัดกับหิมะ เขาจดจำได้ทันทีว่าเป็นยิหวา เด็กผู้หญิงชั้นเดียวกันซึ่งแทบไม่เคยคุยกันมาก่อน
ธันวาตะกุกตะกักถามเสียงเบา “เธอมาทำอะไรตรงนี้?”
ยิหวาเงยหน้า เสียงสะอื้นปนความแข็งกล้ากว่าเดิม “ขอเข้าไปหน่อย ข้างนอกมัน…ไม่ไหว”
อึดใจหนึ่งที่ธันวาลังเล แต่ภาพแม่ที่หลงเหลือในใจช่วยดันให้เขาเปิดประตู เธอเดินเข้าไป กลิ่นอากาศเย็นเฉียบบวกคราบเลือดจางๆ
ชั่วครู่แห่งความเงียบ ยิหวากำผ้าพันคอแน่น พูดเบาๆ “ขอบใจนะ ไม่คิดว่าที่นี่จะยังอยู่คนเดียว”
เขาโบกมือปฏิเสธไม่กล้าสบตา “แค่…ช่วยไว้เฉยๆ แล้ว…เกิดอะไรขึ้นกับเธอ?”
เธอนิ่งไปสายตาคล้ายคิดหาคำตอบ “ฉัน…เดินหาทางกลับบ้านตั้งแต่บ่าย แต่ตอนนี้ไม่มีบ้านไหนมีใครอยู่ ไม่รู้จะไปไหน น้ำแข็งมันกัดเท้าจนเดินไม่ไหว เลยมาตามแสงไฟเห็นตรงหน้าต่างนาย”
ธันวานิ่งงันไปหลายชั่วอึดใจ เห็นเงาวูบไหวในม่านตา เงาสองเงาบนผนังแคบ ๆ กลายเป็นจังหวะของคนแปลกหน้าที่ต้องพึ่งกันท่ามกลางฤดูอันเงียบงัน
“นาย…ไม่กลัวเหรอ?”
“กลัว” ธันวาตอบตรง ซื่อสัตย์ต่อใจ “แต่…กลัวอยู่คนเดียวมากกว่า”
ยิหวายิ้มบาง ๆ แล้วเงียบ ทุกอย่างตกอยู่ในภาวะตรงกลางระหว่างกลัวกับอุ่นใจ
ในคืนนั้นทั้งสองนั่งใกล้กันใต้ผ้าห่มไฟฟ้าเก่า ยิหวาเล่าเรื่องราวครอบครัวของเธอ แม่ไปหายาเมื่อเช้าแต่ไม่กลับมา ส่วนธันวารู้สึกเหมือนมีรูใหญ่ในหัวใจที่อธิบายเป็นคำไม่ได้
เสียงลมปนน้ำแข็งขูดหน้าต่าง ห้องเล็กสั่นคลอนอยู่ใต้หิมะ ธันวาพยายามชวนคุยประเด็นเล็กๆ
“เราว่า…ถ้ายังรอดถึงพรุ่งนี้ จะลองเดินไปศูนย์กู้ภัยดู ระหว่างทางอาจเจอใครสักคน”
“ถ้านายอยากไป ฉันก็จะไปด้วย” ยิหวาตอบช้าๆ แล้วหันมาสบตา คล้ายต้องการที่พึ่งไม่แพ้กัน
เช้ารุ่ง ธันวาตื่นก่อน ยิหวายังคงนอนขดกายข้างเตาไฟฟ้าเล็กๆ เขาหยิบกระเป๋าเป้กวาดของจำเป็น เสียงหายใจหอบเบาของยิหวาชวนให้เขายืนเงียบ เขาไม่อยากเร่งเธอ เพราะลึกๆ กลัวจะต้องเดินลำพัง
แต่ความเงียบถูกทำลายด้วยเสียงโทรศัพท์จากไหนไม่รู้ ไม่ควรมีสัญญาณเหลืออยู่ ทว่าเครื่องเก่าของธันวาดังขึ้นเบา ๆ
“สัญญาณมาได้ไง…”
เขากดรับ เบอร์ไม่คุ้นเคย เสียงปลายสายกระซิบว่า “รีบออกจากเมืองนี้ แสงที่เหลือสุดท้าย…กำลังจะดับ พวกเธอยังมีโอกาส”
ธันวาชะงัก เงียบงัน ความกลัวที่เคยมีเริ่มเปลี่ยนเป็นคำถาม บางอย่างอยู่เหนือความเข้าใจของเขา เขาตัดสินใจปลุกยิหวา “ต้องไปแล้ว เราไม่รู้จะเกิดอะไรขึ้น”
ยิหวาตาลีตาเหลือกถามว่า “ไปไหน?”
“ศูนย์ช่วยเหลือ ฝั่งนั้นอาจมีใครเหลืออยู่” เขายื่นเสาหิมะข้างประตูให้เธอ สองคนออกไปในม่านหิมะที่หนาขึ้นตามก้าวเท้า
เส้นทางที่เคยคุ้นเปลี่ยนเป็นขาวโพลน บ้านร้านรวงเป็นเพียงเงาเลือนลาง ยิ่งก้าวยิ่งเหมือนโดนกลืนกินด้วยความโดดเดี่ยว พวกเขาผลัดกันเดิน ผลัดกันประคอง ทุกครั้งที่ลื่นล้ม ต่างก็เงียบไปแล้วแถมมือให้กันอย่างไม่ต้องพูด
ในซอยข้างวัดร้าง เสียงบางอย่างเคลื่อนไหวใต้หิมะ เสียงลากเหมือนร่างเบาๆ ธันวาขยับมากำมือแน่น สังเกตเห็นคล้ายเงาดำฝังใต้ผิวความขาว สองคนหยุดนิ่ง ยิหวากระซิบ “นายเห็นมั้ย?”
ธันวากลืนน้ำลาย “เดาว่าเราไม่ได้ตาฝาดใช่ไหม…”
ทุกอย่างเงียบงันสั้น ๆ ก่อนจะมีเสียงหัวเราะเบาหวิวจากความมืด เงาประหลาดเคลื่อนใกล้ แสงไฟท้ายถนนถูกความหนาแน่นขาวกลืนกิน มันเหมือนปีศาจในคืนหิมะ ที่ไร้หน้าตาชัดเจนแต่น่ากลัวเกินอธิบาย ธันวาข่มใจ ดึงยิหวาหลบเข้ากำแพง สองคนกอดกันกลั้นหายใจ
เสียงเงาดำผ่านไป ไม่แตะต้องคนทั้งสอง เหลือไว้แค่ความรู้สึกเหมือนถูกจับตามองตลอดทาง พอเดินพ้นซอย ธันวานิ่งเงียบทันที มือสั่นแต่ไม่หลบตายิหวาที่เชิดหน้าขึ้น
บนถนนมีเพียงพวกเขา “เราว่า…ถ้าไปด้วยกัน อย่างน้อยถ้ากลัวก็จะไม่อยู่คนเดียว” ยิหวาพูดเบาๆ
ระหว่างเดิน ธันวาเอ่ยเสียงแหบ “เรากลัว…ถ้าเราเป็นคนสุดท้าย จะทำยังไงต่อ”
ยิหวาเงียบ ไม่ตอบ แต่ส่งมือมากุมมือเขาแน่น แม่งพอให้หัวใจเขาอุ่นขึ้นแม้หิมะจะไม่หยุด
ทางข้างหน้ามีป้ายศูนย์ช่วยเหลือ หิมะกองพะเนินปิดประตู สองคนทุบตะโกนเรียก ไม่มีเสียงขานตอบ มีเพียงซองจดหมายวางใต้หิมะ หน้าอาคารเขียนว่า “สุดเขตแสงสุดท้าย” ธันวาหยิบขึ้นมา อ่านตัวหนังสือด้วยมือที่สั่น
ในจดหมาย มีข้อความแปลก “เมื่อหิมะตกจบ คนที่กล้าทิ้งอดีตจะได้เห็นแสงสว่าง ขอให้เชื่อ”
ธันวาและยิหวาเงียบ ต่างคิดถึงครอบครัวที่หายไป พ่อแม่ ภาพความสูญเสียย้ำในใจ เขารีบเปิดประตู ไม่สำเร็จ ยิหวาทุบไฟฉายกับกระจก มันแตกดังเปรี้ยง สองคนหัวเราะทั้งน้ำตา สายลมเย็นเฉียบกระทบใจป่นปี้
จนเมื่อหมดแรงท้อ สองคนนั่งพิงกันริมประตู ยิหวาพูดเบา ๆ “ถ้าเราไม่เจอใครอีกเลย นายจะทำไง”
“อยากอยู่กับเธอไปจนแสงสุดท้าย ถึงจะกลัว แต่เราก็ไม่อยากตายคนเดียว” ธันวาก้มหน้าเสียงสั่น
ยิหวามองตรงไปที่ทะเลเม็ดหิมะ “งั้น…เราจะอยู่กับนายเหมือนกัน” ความเงียบระหว่างสองหัวใจกระพือขึ้นอีกครั้ง
ขณะที่ทุกอย่างเหมือนจะหมดหนทาง ท่ามกลางความว่างเปล่า มีแสงเรืองๆ ข้างประตู ฝันหรือจริง ธันวาไม่อาจแน่ใจ พวกเขาลุกขึ้นเดินตามแสง สมาธิพาพวกเขาไปถึงลานหิมะกว้าง กลางนั้นมีคนแก่ผมหงอกยืนอยู่ ท่าทางอบอุ่นผิดกับทุกหิมะที่เจอ
“ตามหาทางกลับอยู่หรือ?” ชายชราถามเสียงเบา ทว่าลึกซึ้ง
ธันวานิ่ง ยิหวากุมมือเขาแน่น
ชายชราส่งยิ้มพลางชี้ที่หัวใจธันวา “แต่ละคนมีประตูของตัวเอง เมื่อพร้อมจะให้อภัยอดีต แสงก็จะเปิดทางไปข้างหน้า”
ธันวาทำหน้าลังเล น้ำตาเริ่มไหล ต่ำต้อยที่ไม่เคยกล้าเผชิญความกลัวสูญเสีย เขาก้มหน้านึกถึงแม่พ่อ กับโอกาสที่จะได้เริ่มต้นใหม่
ในวินาทีสุดท้าย ก่อนแสงจะดับลง เขาตัดสินใจยื่นมือออกไปหา ทำใจปล่อยวางอดีต ปฏิญาณในใจจะดูแลตัวเองและยิหวา แสงในลานนั้นสว่างวาบขึ้นทันใด ทุกอย่างขาวโพลน
เสียงยิหวาเอ่ยซ้ำ “เราไม่กลัวแล้ว ถ้ามีนายอยู่ด้วย”
และในความว่างเปล่าหิมะละลาย เพียงแสงเดียวปรากฏ นำทางสองคนออกจากเมือง…สู่ขอบโลกใหม่ ทั้งสองยืนมองกันใต้แสงซึ่งค่อยๆ อบอุ่นขึ้นทีละเล็กละน้อย แม้สิ่งที่เคยหายไปจะไม่หวนกลับมา แต่หัวใจเริ่มต้นใหม่ได้เสมอ
สุดท้าย…ความกลัว ความโดดเดี่ยว และการให้อภัยได้เปลี่ยนพวกเขาจากคนแปลกหน้า เป็นเพื่อนแท้ในปลายขอบฟ้า